วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Justin Timberlake : Futuresex/Lovesounds : 85%


Justin Timberlake : Futuresex/Lovesounds : 85%


รูปแบบเพลง


Futuresex/Lovesounds เป็นงานโซโล่ชุดที่สองของจัสติน ทิมเบอร์เลค ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยินว่าจะออกวางขายในรูปของซีดีคู่ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชุด Speakerboxxx/The Love Belowในปี2003ของOustkast โดยที่แผ่นแรกFuturesexจะเป็นการนำเสนอเพลงเต้นรำเก๋ๆจังหวะล้ำๆคละเคล้าไปด้วยส่วนผสมทางดนตรีที่หลากหลาย ในขณะที่Lovesoundsแผ่นที่สองจะทำหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงรักโรแมนติคภายใต้ภาพรวมแบบโซลอาร์แอนด์บีหวานๆ แต่ไม่ทราบว่าเนื่องจากสาเหตุประการใดโปรเจ็กต์ดังกล่าวจึงถูกยุบรวมเป็นแผ่นเดียว โดยภาพรวมทั้งหมดเป็นการนำเสนอภาคดนตรีที่หลากหลายอย่างแดนซ์ ฟังค์ บีทบ็อกซ์ อาร์แอนด์บี เทคโน ฮิพฮอพลงสู่พ็อพได้อย่างลงตัวและมีชั้นเชิงสุดๆไม่เกินความจริงไปเลยที่ว่าพัฒนาการของจัสตินและการนำเสนอที่เหนือชั้นในหลายๆแทร็คนำทั้งตัวเขาและFuturesex/Lovesoundsไปสู่ความเป็นศิลปินและอัลบั้มที่ถ้าเรียกเป็นภาษาร็อคก็คงต้องบอกว่าเข้าขั้นโพรเกรสซีฟเฉกเช่นที่หลายสถาบันได้ออกมาชื่นชมและยกย่องอัลบั้มชุดนี้


จุดด้อย


โดยรวมแล้วเดี๊ยนว่าอัลบั้มชุดนี้จัดว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมากๆทั้งในด้านของคุณภาพตัวเพลง ชั้นเชิงในการนำเสนอทั้งด้านเนื้อหาและการเรียบเรียงดนตรีรวมถึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างมากของตัวศิลปินเอง จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นและที่กำลังจะกล่าวอีกหลายสิ่งเดี๊ยนเดาเอาว่าคงจะไม่มีสิ่งใดเหลือให้ครหาในแง่ของศักยภาพโดยรวมนะคะ สำหรับเดี๊ยนส่วนตัวรู้สึกติดขัดอยู่ตรงจุดเล็กๆคือในส่วนของพรีลูดและอินเทอลูดทั้งหลายในอัลบั้มซึ่งบางอันก็โดดเด่นมากๆจนถึงขั้นที่น่าจะแยกเอาออกมาเป็นแทร็คหลักได้เลยทีเดียว ในขณะที่บางอันก็ดูยืดเยื้อน่ารำคาญคือชั้นเชิงน่ะมีค่ะแต่มันมากเกินไปจนดูเหมือนกับเป็นการกระหน่ำยัดแบบบ้าพลังของทั้งตัวจัสตินและโปรดิวซ์เซอร์เองทำให้ความรู้สึกที่ฟังช่วงแรกๆค่อนข้างจะอึดอัดและไม่ประติดประต่ออยู่บ้าง (ทั้งที่ทุกแทร็คมันก็เชื่อมกันดีนะคะ) ยกตัวอย่าง Set The Mood ที่เป็นพรีลูดของ Until The End Of Timeแต่กลับไปรวมเป็นแทร็คเดียวกับ Summer Love ซะได้ คือมันผิดที่ผิดทางสุดๆน่ะค่ะ เห็นมั้ยคะว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้มันก็กระทบกระเทือนถึงเอกภาพของตัวงานไปได้มากทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในจุดใหญ่แล้วก็ต้องขอยืนยันคำเดิมค่ะว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ดีมากๆ ล้ำลึกและเริ่ด เดี๊ยนขอพูดแค่นี้แหละ


ซิงเกิ้ล Sexy Back(4/5) เปิดตัวอย่างเก๋ไก๋ด้วยภาคดนตรีที่ยืนพื้นอยู่บนความเป็นแดนซ์พ็อพเสริมทัพด้วยลูกเล่นอื่นๆทั้งฮิพฮอพ อาร์แอนด์บี บีทเทคโนล้ำๆแบบนอกอวกาศรวมถงเสียงแร็พของตาทิมเบอร์แลนด์คู่สมรสทางดนตรีคนล่าสุดของหยอยเป็นแบ็คกราวนด์ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ส่วนตัวรู้กประทับใจเพลงนี้นะคะเนื่องจากจัสตินแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการนำเสนอทั้งภาคดนตรีและภาคเนื้อหาอย่างเด่นชัด ทั้งเหนือชั้นและล้ำลึกสุดๆสมศักดิ์ศรีอันดับหนึ่งบิลด์บอรืดและBest Dance Recordingจากเวทีแกรมมี่ อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับนะคะว่าเป็นความเก๋ที่ยืนอยู่ก้ำกึ่งกับความฉาบฉวยจึงไม่แปลกที่นักฟังเพลงบางสถาบันจะมีมุมมองในแง่ลบต่อเพลงนี้ซึ่งก้ไม่ผิดหรอกค่ะว่าใครจะรู้สึกแบบไหน ท้ายสุดกระบวนการประเมินมันก็อยู่ที่ผู้ฟังนั่นแหละว่าจะเลือกมองแบบไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามอย่าปฏิเสธเลยว่าเพลงนี้มีดีอยู่กับตัวจริงๆ


My Love (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สอง เหยาะความเป็นอาร์แอนด์บี เทคโน ฮิพฮอพลงสู่ไปได้อย่างลงตัวพร้อมทั้งลูกเล่นล้ำๆต่างทั้งซินธ์ บีทบ๊อกซ์ สแคลชไปจนถึงลูกเล่นที่เราได้ยินกันตามคลับฮิพฮอพน่ะค่ะผลลัพธ์ออกมาเป็นแดนซ์พ็อพอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพที่เปรี้ยวเหนือชั้นมากๆ ฟังช่วงแรกๆแล้วนึกถึงอัชเชอร์อยู่บ้างแต่ส่วนตัวเห็นว่าของจัสตินทำออกมาได้เก๋กว่า เป็นหนึ่งในแทร็คที่ดีที่สุดของอัลบั้มนี้เลยทีเดียว


What Goes Around....... (4/5) ซิงเกิ้ลที่สาม ตัวเพลงเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีบนท่วงทำนองละเมียดละไมกึ่งบัลลาด ส่วนตัวฟังแล้วรู้สึกเหมือนเป็นภาคต่อของ Cry Me A River เนื่องจากให้คามรู้สึกที่คล้ายคลึงกันทั้งตัวธีม โครงสร้างและการนำเสนออารมณ์ ซึ่งความเหนือชั้นไม่แพ้กันเลยทีเดียวไปๆมาๆเดียนรู้สึกว่าเพลงนี้ลงตัวและมีชั้นเชิงกว่าด้วยซ้ำน่ะค่ะ ป.ล. ใครจะยังไม่รู้นะคะแต่ในเอ็มวีสกาเล็ตสุดที่รักของเดี๊ยน สวย สง่า สูงส่งเริ่ดสุดๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


Summer Love (3/5) ซิงเกิ้ลถัดไป ภาพรวมเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเจือสรรพสำเนียงฮิพฮอพ เรโทรและจังหวะเต้นรำอ่อนๆฟังลักษณะการร้องของจัสตินในเพลงนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนไม่ทราบว่าไปคัฟเวอร์ใครมาหรือใช้แซมเพิ่ลของใครหรือเปล่าคะเนี่ย? ติดหูชะงัดค่ะเพลงนี้แต่โดยส่วนตัวเมื่อเทียบกับแทร็คอื่นๆแล้วคิดว่าไม่ค่อยมีชั้นเชิงเท่าที่ควรเอาจริงๆไม่น่าจะเป็นซิงเกิ้ลด้วยซ้ำ


Until The End Of Time (4/5) พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดฟังสรรพสำเนียงแล้วนึกถึงเพลง Yesของบียอนเซ่กับที่ได้ยินในอัลบั้มPurple Rainของพรินซ์จัง จริงๆแล้วเพลงนี้ไม่ได้คิดจะตัดโปรโมตเป็นซิงวเกิ้ลอย่างเป็นทางการหรอกค่ะเพียงแต่ตัดมารองรับลูกฟลุ๊คเนื่องจากยอดทางฝั่งเออร์บันค่อนข้างแรงพอสมควร แต่ล่าสุดได้ข่าวมาว่าหยอยจะไปคั่วเอาบียอนเซ่มาดูเอ็ทคู่กันในเพลงนี้แล้วยัดลงDeluxe Editionนี่คะ ดังนั้นเราอาจจะเห็นเวอร์ชั่นนี้ตัดเป็นซิงเกิ้ลทางการโปรมตตลาดโลกก็ได้ มีสิทธิ์ทำอันดับได้สูงมากๆแน่นอนค่ะถ้าตัดเวอร์ชั่นนี้จริงๆ


Lovestoned(3.5/5) ซิงเกิ้ลนี้ตัดโปรโมตพร้อมกับI Think She Knowsอินเทอลูดนะคะ แค่ตัวอินเทอลุดนี่ก็กินเนื้อที่ไปครึ่งซิงเกิ้ลแล้วแถมยังเด้งกว่าเพลงเมนเป็นไหนๆ ไปๆมาๆเริ่มเกิดอาการงงค่ะว่าอันไหนเป็นเพลงหลักอันไหนเป็นแค่อินเทอลูดกันแน่ หึหึหึ มาที่ตัวเพลงภาพรวมเป็นแดนซ์ พ็อพ อาร์แอนด์บีผสานอารมณ์บีทบอกซ์เก๋ๆ โดยส่วนตัวผ่านฉลุยอย่างไร้ข้อกังขา


แทร็คอื่นๆ เ


ริ่มด้วยFuturesex/Lovesounds(4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มและเป็นไทเทิ่ลแทร็ค ภาคดนตรีเป็นการผสมผสานกันที่ลงตัวของแดนซ์ พ็อพ อาร์แอนด์บีและเทคโนลงสู่การนำเสนอภาคเนื้อหาได้อย่างลงตัว บอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดีเยี่ยม ต่อด้วย Sexy Ladies (4/5)ซินธ์ฟังค์ปะทะอาร์แอนด์บี แดนซ์ ฮิพฮอพ เรโทรและพ็อพ วิญญาณป้าพรินซ์ที่มาทรงร่างในเพลงนี้แรงมากๆส่วนตัวแล้วเป็นอีกหนึ่งในเพลงแนวหน้าของอัลบั้มเลยทีเดียว น่าตัดเป็นซิงเกิ้ลมากๆๆๆๆๆๆๆ มาที่Chop Me Up(3/5) เปิดตัวมานึกว่าจัสตินจะทำแก๊งค์สทาแร็พมืดๆแรงๆแต่พอฟังไปนานๆเข้าก็ไม่มีอะไรต่างไปจากฮิพฮอพอาร์แอนด์บีล้านแปดที่เราได้ยินกันตามชาร์ต งั้นๆแหละแต่ก็ฟังบ่อยน่ะค่ะ แทร็คถัดไป Damn Girl (4.5/5) ฟังสรรสำเนียงเพลงนี้แล้วนึกถึงตั้งแต่ไมเคิล แจ็คสัน,พรินซ์ ไปยันเพลง Senoritaจากอัลบั้มที่แล้วของหยอย ภาคดนตรีพหอบมาทั้งแดนซ์ทั้งฟังค์ทั้งอาร์แอนด์บีโดยส่วนตัวรู้สึกว่าติดร็อคนิดนึงด้วย นอกจากนี้ความเป็นเรโทรยังส่งกลิ่นคลุ้งปกคลุมภาพรวมและทิศทางของตัวเพลงทั้งหมดด้วย เซ็กซี่มาก


ปิดท้ายด้วยสองเพลงช้าที่น่าสนใจมากๆแทร็คแรก Losing My Way(5)กรี๊ดดดดดดดดด ขนลุกเลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเพลงระดับนี้จากจัสตินภาพรวมเป็นโซลอาร์แอนด์บีติดสรรสำเนียงบัลลาดแบบฮิพฮอพนิดๆ ตั้งแต่ช่วงต้นก็รู้สึกประทับใจทั้งภาคการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ภาคเนื้อหาที่ทรงพลังสวยงานรวมถึงภาคดนตรีที่เรียบเรียงได้อย่างมีมีติแต่อะไรก็ไม่ประทับใจเท่าที่จัสตินหยอดความเป็นกอสเพลคอรัสเข้ามาประสานช่วงท้ายเพลง ทำเอาน้ำตาเกือบไหลเลยทีเดียว ซาบซึ้งในความพยายามที่จะผลักดันให้ภาคเนื้อหามีความเป็นรุปธรรมมากขึ้น ไม่มีอะไรมอบให้นอกจากคำว่าประทับใจค่ะ อลังการและพิเศษในความรู้สึกสุดๆ และแทร็คหลัง(Another Song)All Over Again(4.5/5) ปิอัลบั้มได้อย่างงดงามละเมียดละมุนด้วยพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดเคียงคู่ไปกับอารมณ์แจ๊ซซ์เล้าน ไพเราะสุดๆ


สรุป


Futuresex/Lovesounds คือบทพิสูจน์ที่ดีของจัสตินซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันความมั่นคงบนถนนสายดนตรีของเขาและเดี๊ยนเชื่อว่าเราๆจะได้เห็นพัฒนาการ ความแปลกใหม่ ความสำเร็จและการเป็นที่ศิลปินที่โลกยอมรับมากขึ้นจากถนนสายนี้ของเขาอย่างแน่นอน แม้ว่าบางคนอาจจะประเมินจัสตินแค่เป็นศิลปินพ็อพและนี่อาจจะเป็นงานที่ศักยภาพสูงสุดแล้วของเขาแต่อย่างไรก็ตามเวลาจะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า "ถ้าคุณคิดว่านี่ดีที่สุดแล้วคุณคิดผิด" เชื่อมั้ยล่ะว่าชายคนนี้สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการเพลงได้มากกว่าและส่วนตัวเดียนเชื่อว่าFuturesex/Lovesoundsมันเป็นเพียงทางเชื่อมที่สวยหรูที่จะส่งจัสตินก้าวหน้าไปทำสิ่งที่ดีกว่านี้ขึ้นไปเรื่อยๆให้โลกเห็น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น