วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Joss Stone : The Soul Sessions : 90%


Joss Stone : The Soul Sessions : 90%


รูปแบบเพลง


ส่วนตัวแล้วอยากจะเรียก The Soul Sessions ว่าเป็นอัลบั้มแรกอย่างไม่เป็นทางการของจอส สโทนเนื่องจากจุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วงานชุดนี้ทำออกมาเพื่อลองตลาดก่อนที่จะปล่อย Mind,Body,And Soul รวมถึงเป็นการประเดิมอุปสงค์ผู้ฟังในยุคที่ดนตรีที่เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในอดีตอย่างโซลได้กลายเป็นเหมือนกับของนอกกระแสไปแล้ว (โซลที่ได้กล่าวถึงนี้คือโซลแบบเพียวโซล/บลูส์โซล/โซลอาร์แอนด์บีไปจนถึงนีโอโซลไม่เกี่ยวกับอาร์แอนด์บีโซล/พ็อพโซลยันฮิพฮอพโซลที่เราได้ยินกันโครมๆในปัจจุบันน่ะคะ) กลับมาที่ตัวเพลงในอัลบั้มเป็นการนำเพลงในยุค60-70รวมถึงบางเพลงในทศวรรษล่าสุดเช่นซิงเกิ้ลแรกมาถ่ายทอดใหม่โดยยืนพื้นที่ดนตรีและสรรพสำเนียงแบบโซลดิบๆหนักหน่วงชนิดที่ไม่ได้ยินจากศิลปินฝั่งสหราชอาณาจักรหน้าไหนมาเนิ่นนานเอาการตบด้วยอารมณ์เจิดจรัสและทรงพลังจากความสดของลูกเล่นแบบบลูส์ แจ๊ซซ์และอาร์แอนด์บี (ฉบับ60-70ไม่ใช่ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีที่เราๆฟังกันจนเอียนนะคะ)ย้อนกลับสู่บรรยากาศเรโทรย้อนยุคชนิดที่Back To Basicของอีติ๊กระเด็นหลุดวงโคจรไปเลย ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอัลบั้มพ็อพโซลคัฟเวอร์ที่สดและไพเราะสุดๆชนิดที่ฟังแล้วแถบไม่อยากจะเชื่อว่าน้ำเสียงที่กำลังถ่ายทอดบทเพลงที่กำลังทะลวงโสตประสาทเดี๊ยนอยู่ในขณะนี้ผนวกกับเนื้องานระดับเหนือชั้นแบบนี้จะถูกกลั่นกรองออกมาจากเด็กสาวอายุเพียง17ปี (ในขณะนั้น) เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับความอึ้งทึ่งและประทับใจที่เราได้รับจากอัลบั้มแรกของศิลปินหญิงอย่างมารายห์ แครีย์/คริสทิน่า อากิเลร่า/พิ้งค์ไปจนถึงเจสซิก้า ซิมป์สันเผลอๆอาจจะเหนือชั้นกว่าบางนางด้วยซ้ำไป หึหึหึ จุดด้อย สำหรับคนที่ยี้อัลบั้มคัฟเวอร์เป็นชีวิตจิตใจ (ไม่ต้องอื่นไกลเดี๊ยนแหละคนนึงเต็มๆ) ก็ขอให้อย่าเพิ่งมองข้ามอัลบั้มนี้ไปเพียงเพราะแค่เป็นของเก่าเอามาเล่าใหม่นะคะเพราะเธอคนนี้สามารถฉีกตัวเองออกจากกรอบอิทธิพลของความเหนือชั้นแบบเดิมๆและนำมาระบายใหม่ในแบบฉบับของตนเองได้อย่างวิจิตรเหนือชั้นเสียจนเดี๊ยนละขนลุกไปเลยทีเดียว สำหรับ


จุดด้อย


ในอัลบั้มนี้หากตัดสินจากภาพรวมโดยใช้มาตรฐานของเดียนก็คงจะต้องบอกว่า "ไม่มี" แต่เมื่อลองมาคิดกันเล่นๆว่าถ้าคุณไม่ใช่คอโซลคอบลูส์ย้อนยุคนี่ก็อาจจะไม่ใช่งานที่ถูกหูคุณแน่นอนแต่เมื่อถึงเวลาที่คุณพร้อมจะเปิดใจรับอะไรใหม่ๆหรือเบื่อกับความจำเจจากภาคดนตรีเดิมๆแล้วล่ะก็อยากจะลองนำเสนอไว้ให้พิจารณากันสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองสัมผัสกับงานดีๆชุดนี้นะคะ ไม่อยากให้พลาด


ซิงเกิ้ล


Fell In Love With A Boy (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่จิกเอาเพลงFall In Love With A Girl จากอัลบั้ม White Blood Cellsในปี2002ของวงThe White Stripesขึ้นมาคัฟเวอร์ โดยเปลี่ยนสรรพสำเนียงจากอัลเทอเนทีฟร็อคตรงสู่ความเป็นบลูส์โซลดิบลึกบาดใจชนิดอยู่กันคนละมิติกับเวอร์ชั่นของต้นฉบับเลยทีเดียว ส่วนตัวขออกปากเลยนะคะว่าฟังครั้งแรกถึงกับสะดุ้งโหยงเลยทีเดียวไม่น่าเชื่อนะคะว่าอายุแค่นี้จะสามารถทำดนตรีและใช้ลูกเล่นน้ำเสียงได้ทรงพลังเกินตัวขนาดนี้ที่สำคัญที่สุดอึ้งค่ะเพราะไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าจะสามารถจับเพลงในปีก่อนหน้านี้แค่ปีเดียวมาสลัดคราบจนไม่เหลือกำพืดของเดิมได้หมดจดขนาดนี้ ฟังแล้วก็อยากจะให้ตั้งแต่ Westlifeกับอัลบั้มคัฟเวอร์Allow Us To Be Frankไปยันศิลปินระดับโลกอย่างทาทา ยังกับหลายๆเพลงคัฟเวอร์ในอัลบั้มTemperature Risingนี่มาช่วยฟังแล้วดูการคัฟเวอร์ของเด็กอายุ17คนนีร้เป็นตัวอย่างก่อนที่จะเอาของเก่ามาปู้ยี้ปู้ยำให้ชาวบ้านด่ากันเล่นๆนะคะ


Super Duper Love [Are You Diggin' On Me?] Pt.1(4.5/5) ซิงเกิ้ลสองที่คัฟเวอร์มาจากวิลลี่ การ์เนอร์ในปี1974 โดยฉบับของหนูจอสทำออกมาในรูปแบบพ็อพโซลหวานๆน่ารักๆผสานอารมณ์ฟั้งค์ร็อครวมถึงกลิ่นความเป็นบลูส์ร็อคกระจ่างใสอ่อนๆก่อนจะตบด้วยกลิ่นอายของความเป็นโซลแบบโมทาวน์ได้อย่างลงตัว ฟังแล้วเพลิดเพลินจรรโลงอารมณืตลอดวันมากๆ ป.ล. ได้ข่าวว่าในบีไซด์ของซิงเกิลมีแถมไลฟ์เพลงIt's A Man's Man's Worldคัฟเวอร์ของเจมส์ บราวน์ที่ถูกตัดออกไปด้วยนี่คะ กรี๊ดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆอยากฟังอ่ะค่ะ อยากรู้ว่าจะตบเวอร์ชั่นมหาโหดของอีติ๊งานแกรมมี่ได้กระจุยดังเสียงลือเสียงเล่าอ้างรึเปล่า หึหึหึหึ


แทร็คอื่นๆ


แทร็คแรก The Chokin' Kind (5) เปิดอัลบั้มด้วยนุ่มลึกแบบบลูส์โซลอาร์แอนด์บีจัดๆผสานกลิ่นของความเป็นแจ๊ซซ์หวานๆและพ็อพโซลอ่อนๆได้อย่างมีชั้นเชิง แม้ว่าภาคดนตรีจะเล่นกันออกมาเรียบง่ายตามธรรมเนียมที่ได้ยินจากโซลยุค60-70ทั่วไปแต่ผลลัพธ์ออกมาสดและทรงพลังชนิดที่กระชากวิญญาณผู้ฟังย้อนเข้าไปสู่คลับดนตรีผิวสีในยุคดังกล่าวเลยทีเดียวแถมยังมาชนกับเนื้อเสียงของหนูจอสแล้วยิ่งเนียนบาดใจกรีดกรายไปอีกหลายระดับเลยทีเดียว ส่วนตัวฟังแล้วขอสนับสนุนให้เพลงอารมณ์โซลย้อนยุคชนิดเหงาหวานผสานโศกแบบนี้ถูกจับยัดเข้าเป็นซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้ไปยันดราม่าหนักๆจะช่วยทะยานอารมณ์ร่วมและเพิ่มอรรถรสในการชมได้อย่างมีชั้นเชิงเลยทีเดียว พิสูจน์ได้อีกเพลงกับ I've Fallen In Love (4/5) ที่แม้ว่าเมื่อเทียบกับแทร็คอื่นๆแล้วค่อนข้างจะดาดดื่นและน่าสนใจน้อยกว่าหนึ่งช่วงตัวแต่เมื่อพิจารณาถึงความเพราะติดหูกับอารมณ์ที่สดและดิบกร้าวจนสัมผัสได้ชัดกว่าแทร็คอื่นๆแล้วยังยืนยันชั้นเชิงของอีหนุคนนี้ได้อย่างดีเลยทีเดียวว่าไม่ธรรมดาน่ะค่ะ มาที่ Victim Of A Foolish Heart (5) ต๊ายยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!! ฟังแล้วนางสาวไทยพูดไม่ออกค่ะ คือเพราะมากๆๆๆๆๆๆชนิดที่ฆ่าแทร็คเพราะๆที่เหลือตายไปข้างแบบไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว ภาคดนตรียื้นพื้นที่ความเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานพ็อพแจ๊ซซ์หม่นๆมายกระดับความทรงพลังให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกเหลือคณานับเกินจะกล่าว เชื่อว่าถ้าเลือกตัดเป็นซิงเกิ้ลนี่แทร็คนี้คงโดนใจคอโซลได้ไม่ยากเลยทีเดียว ต่อด้วย I Had A ream (4/5) ที่โชว์เนื้อเสียงและลูกเล่นในการร้องให้ทุกหูได้ประจักษ์ถึงนิยามของคำว่า "เสียงสวรรค์" ได้อย่างดีก่อนจะหยอดความเป็นกอสเพล แจ๊ซซ์ อดัลท์คอนเทมโพลารีย์และโซลอาร์แอนด์บีเข้ามาเสริมทัพในช่วงกลางเพลงได้อย่างลงตัวสุดๆและถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆแต่ก็เชือดเฉือนกระชากความรู้สึกสุดๆ เป็นอีกแทร็คที่เธอสามารถใช้เนื้อเสียงล้วนๆในการสร้างอารมณ์ไคลแม็กซ์โดยแท้


Dirty Man (5) กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขนจิ๋มลุกซู่ๆๆๆๆๆๆยิ่งกว่าเจอทราวิส ฟิมเมลแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าอีกค่ะเพลงนี้ภาคดนตรีนี่เป็นโคตรพ่อโคตรแม่บลูส์โซลย้อนยุคที่โดนเด่นด้วยกีตาร์บลูส์ดิบๆกร้าวๆผสานความเป็นอคูสติคบลูส์ร็อค พ็อพและอารมณ์บลูส์โฟลค์คันทรีย์สะท้านโลกันตร์ลอยละล่องคลอไปกับเสียงโซลทรงพลังบาดเนื้อลึกๆ ผลลัพธ์ออกมาเรียบง่ายแต่ฆ่าทุกเพลงที่กล่าวไปข้างต้นตายเรียบเลยทีเดียวค่ะ หึหึหึ เริ่ดมากกกกก ลองคิดเล่นๆสิว่าถ้าในอนาคตเธอเอาพื้นฐานความเป็นบลูส์โซลดิบกร้าวของเธอไปต่อยอดเข้ากับอัลเทอเนทีฟคันทรีย์หรือบลูส์กราสอะไรพวกนี้จะออกมาเริ่ดชนะเลิศกวาดโล่ห์ทั้งสังเวียนขนาดไหน แอร๊ยยยยย ไม่อยากจะคิด แทร็คถัดไป Some Kind Of Wonderful (4/5) คัฟเวอร์จากจอห์น เอลลิสันที่หนูจอสถ่ายทอดใหม่ในแบบอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลสนุกๆตามแบบฉบับSignature Songที่เป็นพ็อพโซลหวานๆติดหูจังหวะน่ารักๆที่เราได้ยินจากงานหลังจากนี้อย่าง Don't Cha Wanna Rideไม่ก็ Baby Baby Baby นั่นแหละ มาที่ All The King's Horses (4.5/5) ต๊ายยยย เล่นของสูงนะยะจิกงานราชินีเพลงโลอมตะตลอดกาลอย่างเจ้าป้าอรีธ่า แฟลงคลินมาประชันกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าของใหม่อย่างหนูจะเหยียบบังลังก์ราชินีเพลงโซลเป็นเดอะ เน็กซ์ ควีน ออฟ โซลคนต่อไปของวงการเฉกเช่นที่สื่อขนานนามไว้ได้รึเปล่า มองการณ์ไกลดีนะคะ หึหึหึ ปิดท้ายด้วย For The Love Of You (3.5/5) แทร็คปิดอัลบั้มที่คัฟเวอร์จากงานเก่าของ The Isley Brothers บอกลาผู้ฟังในอัลบั้มแจ้งเกิดให้เกิดความกระหายที่จะรอคอยติดตามงานชุดถัดไปด้วยใจจดจ่อ


สรุป


แม้ว่าจะเข้าค่ายงานลองเชิวลองใจแต่กลับดังเป็นพลุแตกประสบความสำเร็จแบบไม่ทันตั้งตัวชนิดที่ทั้งศิลปินและทีมงานก็มีแอบงงๆกันเองในช่วงแรกๆ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณากันตามตรงแล้วหากเธอไม่ได้งานระดับนี้มาเปิดตัวแล้วล่ะก็หนทางการเป็นศิลปินของเธออาจจะไม่ได้สวยงามและเป็นรูปเป็นร่างได้รวดเร็วอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจับตามองและแอบปลื้มในตัวเธออยู่ค่อนข้างมากเช่นกันยิ่งพอได้มามีโอกาสรีวิวอัลบั้มนี้มันเปรียบเสมือนพาเดี๊ยนให้มองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเธอแล้วคิดถึงจุดเริ่มต้นของศิลปินหญิงคนอื่นๆเมื่อวัยใกล้เคียงกันกับเธอแล้วยิ่งอยากจะแสดงความคารวะจากใจเนื่องจากเนื้องานที่ได้มันคนละเรื่องกันเลย พิสูจน์ได้อีกหนึ่งคำรบใหญ่ว่าผลงานเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผู้ที่เป็นนักร้องว่าจะข้ามพรมแดนมายืน ณ สถานภาพที่สร้างสรรดนตรีออกมาในฐานะศิลปินที่แท้จริงได้หรือไม่ และไม่ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะดังหรือไม่ดังอย่างไรแต่เชื่อว่าผลงาที่ได้พิสูจน์ออกมาให้ทุกสายตาประจักษ์นี้เป็นการปูเส้นทางให้แก่ผู้ที่ทำเพลงดีๆให้ขยับเข้าไปใกล้คำว่าศิลปินได้อย่างน่าภาคภูมิใจมากกว่านักร้องอีกหลายคนที่ดัง เสียงดี ยอดขายเยอะแต่ยากที่หาวิญญาณความเป็นศิลปินในผลงานได้เจอไม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น