วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Bright Eyes : Cassadaga : 94%




Bright Eyes : Cassadaga : 94%


รูปแบบเพลง


จากปรัชญาเสียดสีความเป็นไปของสังคมและวัฒนธรรมโลกจากงานหลายชุดก่อนหน้านี้สู่การดำดิ่งลึกลงสู่การสัมผัสแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณและการทำความเข้าใจเหตุผลรวมถึงสัจธรรมต่างๆของชีวิตได้อย่างโกรธขึ้งเกรี้ยวกราดหากแต่สุขุมและอัจฉริยะอยู่ในทีใน Cassadaga ที่การนำเสนอภาคดนตรียังคงยืนพื้นอยู่ที่ความเป็นอินดี้โฟล์คผสานร็อคจัดๆและอัลเทอเนทีฟคันทรีย์ที่หอบเอารสชาติของบลูส์กราส,Honky Tonk,Rock Abilly,อเมริกาน่ายันพั้งค์ร็อคย้อนยุคดิบสดเกรี้ยวกราดหากแต่ผสานกันอย่างมีชั้นเชิง ตัะวอัลบั้มทำอันดับได้สูงถึงที่4ในบิลบอรืดและเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมอันดับที่12ประจำปี2007จากการจัดอันดับของนิตยสารโรลลิ่งสโทน


จุดด้อย


ปกติแค่ดนตรีของคุณพี่เป็นอินดี้จัดๆผสานกับอัลเทอเนทีฟคันทรีย์หลุดกระแสกอปรกับภาคการนำเสนอแบบสุดโต่งอย่างที่ได้ยินแค่นี้ก็ฟังยากจะตายห่าอยู่แล้ว นี่ยิ่งมาเจอภาคเนื้อหาที่ต้องใช้สติสัมปชัญญะตีความกันอีกหลายสิบตลบเหลากันออกมาเอาใจตลาดเสียขนาดนี้มันก็เป็นอะไรที่เร้าใจดีนะคะในการคาดเดาว่าจะมีสักกี่รายที่ภูมิต้านทานสูงพอที่จะนั่งดื่มดำกับงานดนตรีของคุณพี่จนบรรลุแก่นแตกไปกับสัจธรรมและความงามของภาคดนตรีอย่างจริงใจ เนื่องจากหนูรู้สึกว่าต้องตีลังกาปีนกะไดฟังมากกว่างานชุดก่อนๆรวมกัน หึหึหึ เหนือยแต่ประทับใจมากกกกกค่ะตัว

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มอย่างมีชั้นเชิงด้วย Clairaudient (Killed Or Be Killed) (4.5/5) กับภาคดนตรีอินดี้โฟล์คงามระยับผสานไปกับซาวนด์ดิจิทัลกึ่งอิเล็คโทรนิคที่ยังคงหลงเหลือแรงบันดาลใจมาจากงานชุด Digital Ash In A Digital Urn ในก่อนหน้านี้ปะทะเสียงสังเคราะห์แบบออเครสจร้าสุดอลังการเคียงคู่ไปกับการเนรมิตภาคเนื้อหาที่เสียดสีความเชี่ยวกรากของวัฒนธรรมโลกยุคปัจจุบันได้อย่างสุดเชือดเฉือนหากแต่สวยงามประดุจบทกวีลงสู่โลกแห่งเสียงดนตรีได้อย่างเหนือชั้น ต่อด้วย If The Breakman Turns My Way (4.5/5) บนท่วงทำนองของอินดี้พ็อพโฟล์คบัลลาดสุดบรรเจิดผสนอารมณ์คันทรีย์บลูส์กราสดิบๆหม่นๆเข้ากับสรรพสำเนียงเกรี้ยวกราดแบบพั้งค์ได้อย่างลงตัวซึ่งถ่ายทอดถึงภาคเนื้อหาที่ตีแผ่ความเป็นจริงอันแสนปวดร้าวของวัฏจักรชีวิตอันยากจะทำใจยอมรับ ส่วนตัวประทับใจในความสามารถที่กลั่นกรองภาคเนื้อหาออกมาได้สวยมากๆ อาทิ Got a cricket for a conscience always looks the other way A cocaine soul starts seeming like an empty cabaret เป็นต้น สลับมาฟังควมจรรโลงใจแบบคันทรีย์ร็อคน่ารักๆใน I Must Belong Somewhere (4.5/5) ที่ผสานความเป็นโฟล์คใสๆเข้ากับอารมณืบลูส์แบบอเมริกาน่ากับลูกเล่นHonky Tonkจัดๆผสานความงามของท่อนคอัสที่เมโลดี้ย์ติดหูแบบพ็อพ ไปได้ดีกัลภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการตระหนักในศรัทธาความสำคัญของศักดิ์รีและจิตวิญญาณของตนอย่างยิ่งยวดรวมถึงวางใจในย่างก้าวชีวิตที่ถูกคัดสรรหรือกำหนดมาอย่างดีที่สุดในโลกที่หาความสมบูรณ์แบบได้ยากยิ่ง
สำหรับแทร็คที่ประทับใจและป่วงปั่นประสาทที่สุดในงานชุดนนี้คงหนีไม่พ้น Four Winds (5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวของอัลบั้มที่ผสานดนตรีอินดี้ร็อคเข้ากับอัลเทอเนทีฟคันทรีย์ที่นำเสนอบนลูกเล่นของบลูส์กราสสวยๆและRock Abillyย้อนยุคเม่ห์ๆที่ให้อารมณ์แบบเวสเทิร์นสวิง บลูส์ ฟั้งค์และแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ได้อย่างลงตัวผ่านสรรพสำเนียงโอดครวญกวนโอ๊ยแยงประสาทแบบพั้งค์ที่มันไม่มีอะไรเข้ากันเลยหากแต่ผลิตผลที่อกมาดูดีมีสกุลมากๆจนเดียนอึ้ง ยิ่งพิจารณาภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยความเชื่อของศาสนาคริสต์เรื่อง "การเสด็จมาเยือนโลกครั้งที่2ของพระเยซูคริสต์" โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทกวีเรื่อง Slouching Towards Bethlehem โดย William Bitter-Yeats ทำเอาเดี๊ยนผงะเนื่องจากรับอะไรแรงๆจากวงนี้มาเยอะ "แต่ไม่คิดว่างวดนี้แม่งจะแรงได้ใจถึงขนาดนี้" โดยเฉพาะท่อนที่ว่า But when Great Satan's gone... the Whore of Babylon...She just can't sustain the pressure will displace She caves และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อนที่ว่า The Bible's blind. The Torah's deaf. The Qu'ran is mute.If you burned them all together you’d get close to the truthStill they’re pouring over Sanskrit under Ivy League moons While shadows lengthen the sun (อุ๊ยต๊ายยยย 55555) ส่วนตัวแล้วขอคำนับในความล้ำลึกและทะเล้นอย่างยิ่งยวดของเพลงนี้พะย่ะค่ะ
ต่อด้วย Make A Plan To Love Me (4/5) ที่ยังคงความเหนือชั้นของอินดี้โฟล์คตสุดไพเราะก่อนจะต่อยอดด้วยการผสานความเป็นบลูส์ แองโกร-เซลติคและกอสเพลสุดอ้างว้างซึ่งหยิบยกขึ้นมาบรรยายความหม่นหมองของภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการยืนหยัดที่จะมีศรัทธาในรักขณะที่ต้องก้มหัวให้กับลิขิตของชะตากรรมอันโหดร้ายที่ถูกขีดเขียนไว้ มาที่ Hot Knoves (4.5/5) ที่หยิบบกการสนทนาทางจิตวิญญาณสุดเชือดเฉือนระหว่างมนุษย์กับพระเจ้ามาเนรมิตเป็นแนวอินดี้โฟล์คร็อคผสานอัลทเอเนทีฟคันทรีย์ติดกอสเพลได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่า Oh, I've made love, yeah, I've been fucked, so what?I'm a cartoon, you're a full moon, let's stay up แรงมากกกกก! เป็นการเสียดสีประชดประชันที่กรีดลไปถึงเบื้องลึกของจิตวิญญาณที่อ่านแล้วถึงกับขนหัวลุกทีเดียว ปิดท้ายงานชุดนี้ด้วย Coat Check Dream Song (5) กับอารมณ์อินดี้โฟล์คเพราะๆที่เสริมทัพด้วยความเป็นเวิลด์มิวสิคและนิวเอจได้อย่างทรงเสน่ห์เยงคู่กับภาคเนื้อหาที่บรรลุลงถึงแก่นของจิตวิญญาณ จินตนาการ ความฝัน สัจธรรมและที่สำคัญศรัทธาบนเส้นทางของโลกแห่งความเป็นจริง ดังเช่นเนื้อหาที่กล่าวไว้อย่างมีวาทะศิลป์ที่ว่า Stuck on a ladder to heaven On trial way back in The Hague Lullaby sounds from the engineIn my Styrofoam coffin, asleep on the interstate Black globes, old symbols of freedom A murderer still on the lam Cities encircled in iron On a great silver beltway, democracy's shackled hands Séance that brought us together Objects we move with our minds Coat Check and I lost the number Short sleeves in the winter, fell back through the other side นับว่าเป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานทางดนตรีที่ตอบโจทย์ให้หลายชีวิตบรรลุถึงแก่นแท้ของจิตใจและความทะเยอทะยานบนพื้นฐานความเป็นเป็นจริงได้อย่างดี


สรุป


Cassadaga เปรียบเสมือนสาส์นทางดนตรีที่สะท้อนความเป็นไปของสัจธรรมแห่งชีวิตและวัฒนธรรมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยกลั่นกรองทุกสิ่งมาจากการดำดิ่งลงไปสื่อสารกับแก่นแท้ของจิตวิญญาณจากศิลปินธรรมดาๆคนนหึ่ง ก่อนจะเนรมิตทุกสิ่งให้ขึ้นมาโลดแล่นมีลมหายใจบนโลกแห่งเสียงดนตรีโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางแห่งสัจธรรมทุกสิ่งได้อย่างเหนือชั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น