วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Lady Gaga:The Fame : 72%



Lady Gaga:The Fame : 72%


รูปแบบเพลง


The Fame เป็นการบรรยายแรงบันดาลใจของความหลงใหลในชื่อเสียง ความทะเยอทะยานในอำนาจเงินตรา การคารวะทัศนคติและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตแบบสุดโต่งตลอดจนความปิติในการปล่อยใจให้มัวเมาและจมอยู่กับความลุ่มหลงอยู่กับวัฒนธรรมอันไม่จีรังแห่งโลกมายาลงสู่โลกแห่งเสียงดนตรีได้อย่างมีมิติถ่ายทอดบนภาคดนตรีอิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพสุดล้ำผสานด้วยดนตรีแห่งวัฒธรรมากระแสหลักหลากชนิดทั้งอาร์แอนด์บี ฟั้งค์ เทคโน ดิสโก้ รสชาติของกลิ่นอายซินธ์พ็อพและนิวเวฟยุค80 ตลอดจนอิทธิพลของซาวนด์เออร์บันแบบฮิพฮอพไล่ไปถึงเรโทรจัดๆบนความเป็นแกลมร็คยุค70ได้อย่างกลมกลืน รวมถึงระบายจินตนาการและวิสัยทัศน์ในกาทรสร้างสรรดนตรีอันสุดโต่งที่เนรมิตเอาทั้งศิลปะและแฟชั่นให้มาโลดแล่นลงสู่โลกของเสียงเพลงได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวขอยกให้งานชุดนี้เป็นหนึ่งของอัลบั้มพ็อพที่เป็นตัวแทนของนิยามดนตรีแห่งยุคอนาคตเลยทีเดียว


จุดด้อย
ไอ้ที่ว่าทำเพลงได้เก๋จัดๆนี่ฟังแล้วไม่ปฏิเสธแน่นอนค่ะว่า "เธอคนนี้มีวิสัยทัศน์และแรงจริง" ฟากแต่ในความเก๋จัดๆนั้นยังมีกลิ่นอายอิทธิพลของมาดอนน่า เฟอร์กี้และที่สำคัญ "เกว็น สเทฟานี่" ที่เธอยังสลัดไม่หลุด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าถ้าพิสูจน์ตัวเองอีกสักแอัลบั้มนี้เชื่อว่าเธอคนนี้ต้องขัดเกลาศักยภาพทางดนตรีและเจียระไนวิสัยทัศน์อันเปรี้ยวเข็ดฟันทรงพลังในตัวและระเบิดออกมาอย่างจัดจ้านและมั่นคงอย่างแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อว่าความสามารถเธอคนนี้ไม่แพ้ใครอยู่แล้ว
ป.ล. 9แทร็คแรกนี่ดีมากๆเลยทีเดียวแต่หลังจากนั้นมีบางแทร็คเริ่มเหลวๆนะคะ ในงานชุดหน้ารบกวนกรุณาตัดบางแทร็คที่มันไม่ได้ช่วยเติมเต็มออกไปจะดีมาก


แทร็คเด็ด

เริ่มด้วย Just Dance (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่สามารถบ่งบอกภาพรวมของตัวงานได้อย่างดีทั้งในแง่ของเนื้อหาและทิศทางดนตรีบนภาคการนำเสนอแบบอัพเทมโปอิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพที่ผสานลูกเล่นความเป็นเรโทรแบบซินธ์พ็อพและฟั้งค์กี้ย์ช่วงยุค80เข้ากับความร่วมวมัยของสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีก่อนจะตบด้วยบีทเทคโนตึ๊บๆเข้าไปคลุมทิศทางได้อย่างมีมิติ เป็นหนึ่งในเพลงเต้นรำที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาในช่วงหลายปีนี้เลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน Poker Face (4.5/5) ที่ตามมาเป็นซิงเกิ้ลถัดไปก็สามารถต่อยอดความสำเรจได้อย่างงดงามอีกระดับกับสถิติอันดับหนึ่งทั้งฝาก US และ UK รวมถึงเปแ็นตัวแทนแห่งนิยามเพลงเต้นรำยุคอนาคตได้อย่างดีเลยทีเดียว ตัวเพลงเปนอิลเ็คโทรพ็อพเต้นรำที่ผสานลูกเล่นของความเป็นดาร์คอัลเทอเนทีฟของสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีฮิพฮอพและลักษณะการร้องที่กระด้างเยือกเย็นไร้ความรู้สึกหากแต่เปรี้ยวเก๋ทรงพลังสไตล์โรโบติคที่เหนือชั้นด้วยการแทรกภาคเนื้อหาเกี่ยวกับทัศนคติของรักร่วมเพศได้อย่างแยบยล ต่อด้วย Love Game (4.5/5) เออร์บันพ็อพแดนซ์ที่ผสานการเนรมิตระหว่างบีทอิเล็คโทรนิคเก๋ๆเข้ากับความเป็นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพเปรี้ยวๆได้อย่างทรงเสน่ห์เคียงคู่กับการนำเสนอสาส์นที่ทรงพลังจากลัทธิวัน ไนท์ สแตน ได้อย่างดี เก๋และเกย์มากๆๆๆๆ สลับมาฟังพ็อพใสๆสไตล์คาลิพโซ่เพราะๆกันใน Eh,Eh (Nothing Else I Can Say) (4/5) ที่เป็นการผสมผสานภาคโอลด์สคูลของซินธิ์พ็อพช่วงยุค80เข้ากับมิดเทมโพยูโรพ็อพบัลลาดช่วงยุค90ได้อย่างมีชั้นเชิงเพราะและหาฟังได้ยากพอดูช่วงยุคนี้ ขอชมที่กล้าทำออกมาให้ฟังกัน มาที่ Paparazzi (4/5) มิดเทมโพอิเล็คโทพ็อพที่ใส่เสน่ห์ความเป็นเรโทรแบบยุค80สุดเซ็กซี่ซึ่งเป็นอีกแทร็คที่สามารถสื่อสารหัวใจสำคัญของคอนเส็ปท์อัลบั้มได้อย่างดีกับภาคเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงความโหยหาและการยินดีที่จะสละทุกสิ่งเพื่อที่จะทะยานเข้าไปสัมผสกับชื่อเสียงและเสน่หา ส่วนตัวดื่มดำกับท่อนที่ว่า I'm Your Biggest Fan I'll Follow You Until You Love Me มากๆคิดว่ามันเป็นกระจกที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปต่างๆในสังคมโลกยุคปัจจุบันที่ "ชื่อเสียง" กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หลายคนตะเกียกตะกายไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาสู่อ้อมกอดโดยไม่เลือกวิธี นับว่าเป็นการสื่อความเป็นไปของวัฒนธรรมทั่วสากลโลกได้อย่างแยบยล


The Fame (3.5/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่ผสานบีทเต้นรำเข้ากับพ้อพร็อคติดฟั้งค์และอิทธิพลแกลมร็อคยุค70ได้อย่างดี ส่วนตัวชอบภาคการนำเสนอที่มีความเป็นแฟชั่นในตัวที่สูงเหนือระดับทีเดียว ในขณะที่ Beautiful,Dirty,Rich (4/5) อดีตมือวางอันดับหนึ่งที่จะเป็นซิงเกิ้ลที่สองก็มาในรูปแบบของโอลด์สคูลแดนซ์-พ็อพผสานฟั้งค์ โซล อาร์แอนด์บีและดิสโก้เข้ากับบีทเต้นรำอิเล็คโทรนิคอ่อนๆสุดล้ำยุค เก๋พอๆกับภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการค้นหารสนิยมของตนเอง ยึดมั่นในทัศนคติสุดแสนขบฏรวมถึงศรัทธาอย่างยิ่งยวในหนทางชีวิตที่ตยขีดเส้นเลือก เริ่ด!! สำหรับแทร็คที่ประทับใจที่สุดขอยกให้ Starstruck Fat. Space Cowboy&Flo Rida (5) ที่บูรณาการเอาความหลากหลายของภาคดนตรีเข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพตั้งแต่สรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีเทคโนหลอมเข้ากับบีทอิเล็คโทรนิค ฟั้งค์และฮิพฮอพก่อนจะตบแน่นๆด้วยท่อนฮุคแบบพ้อพจัดๆ ผลลัพธ์ออกมาอวกาศมากๆเป็นอีกหนึ่งตัวแทนที่ดีของซาวนด์ดนตรียุคอนาคตเช่นกัน (จะว่าไปเสียงแร็พอีก้าแอบเหมือนเจโลมากๆนะคะเพลงนี้) ปิดท้ายด้วย Summer Boy (3.5/5) ที่ชุบชีวิตบรรยากาศสุดหอมหวานของนิวเวฟช่วงยุค80ที่ได้รับอิทธิพลอย่างยิ่งยวดมาจากบลอนดี้ย์ มาดอนน่าและเดวิด โบวี่เข้ากับภาคดนตรีพ็อพร็อคเท่ห์ๆผสานฟั้งค์และสกาใสๆ ผลลัพธ์ออกมาเป็นเกว็น สเทฟานี่ทั้งน้ำเสียงและดนตรีประดุจอัญเชิญวิญญาณลงทรง


สรุป


Pop Music Will Never Be A Low Brow

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Bright Eyes : Cassadaga : 94%




Bright Eyes : Cassadaga : 94%


รูปแบบเพลง


จากปรัชญาเสียดสีความเป็นไปของสังคมและวัฒนธรรมโลกจากงานหลายชุดก่อนหน้านี้สู่การดำดิ่งลึกลงสู่การสัมผัสแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณและการทำความเข้าใจเหตุผลรวมถึงสัจธรรมต่างๆของชีวิตได้อย่างโกรธขึ้งเกรี้ยวกราดหากแต่สุขุมและอัจฉริยะอยู่ในทีใน Cassadaga ที่การนำเสนอภาคดนตรียังคงยืนพื้นอยู่ที่ความเป็นอินดี้โฟล์คผสานร็อคจัดๆและอัลเทอเนทีฟคันทรีย์ที่หอบเอารสชาติของบลูส์กราส,Honky Tonk,Rock Abilly,อเมริกาน่ายันพั้งค์ร็อคย้อนยุคดิบสดเกรี้ยวกราดหากแต่ผสานกันอย่างมีชั้นเชิง ตัะวอัลบั้มทำอันดับได้สูงถึงที่4ในบิลบอรืดและเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมอันดับที่12ประจำปี2007จากการจัดอันดับของนิตยสารโรลลิ่งสโทน


จุดด้อย


ปกติแค่ดนตรีของคุณพี่เป็นอินดี้จัดๆผสานกับอัลเทอเนทีฟคันทรีย์หลุดกระแสกอปรกับภาคการนำเสนอแบบสุดโต่งอย่างที่ได้ยินแค่นี้ก็ฟังยากจะตายห่าอยู่แล้ว นี่ยิ่งมาเจอภาคเนื้อหาที่ต้องใช้สติสัมปชัญญะตีความกันอีกหลายสิบตลบเหลากันออกมาเอาใจตลาดเสียขนาดนี้มันก็เป็นอะไรที่เร้าใจดีนะคะในการคาดเดาว่าจะมีสักกี่รายที่ภูมิต้านทานสูงพอที่จะนั่งดื่มดำกับงานดนตรีของคุณพี่จนบรรลุแก่นแตกไปกับสัจธรรมและความงามของภาคดนตรีอย่างจริงใจ เนื่องจากหนูรู้สึกว่าต้องตีลังกาปีนกะไดฟังมากกว่างานชุดก่อนๆรวมกัน หึหึหึ เหนือยแต่ประทับใจมากกกกกค่ะตัว

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มอย่างมีชั้นเชิงด้วย Clairaudient (Killed Or Be Killed) (4.5/5) กับภาคดนตรีอินดี้โฟล์คงามระยับผสานไปกับซาวนด์ดิจิทัลกึ่งอิเล็คโทรนิคที่ยังคงหลงเหลือแรงบันดาลใจมาจากงานชุด Digital Ash In A Digital Urn ในก่อนหน้านี้ปะทะเสียงสังเคราะห์แบบออเครสจร้าสุดอลังการเคียงคู่ไปกับการเนรมิตภาคเนื้อหาที่เสียดสีความเชี่ยวกรากของวัฒนธรรมโลกยุคปัจจุบันได้อย่างสุดเชือดเฉือนหากแต่สวยงามประดุจบทกวีลงสู่โลกแห่งเสียงดนตรีได้อย่างเหนือชั้น ต่อด้วย If The Breakman Turns My Way (4.5/5) บนท่วงทำนองของอินดี้พ็อพโฟล์คบัลลาดสุดบรรเจิดผสนอารมณ์คันทรีย์บลูส์กราสดิบๆหม่นๆเข้ากับสรรพสำเนียงเกรี้ยวกราดแบบพั้งค์ได้อย่างลงตัวซึ่งถ่ายทอดถึงภาคเนื้อหาที่ตีแผ่ความเป็นจริงอันแสนปวดร้าวของวัฏจักรชีวิตอันยากจะทำใจยอมรับ ส่วนตัวประทับใจในความสามารถที่กลั่นกรองภาคเนื้อหาออกมาได้สวยมากๆ อาทิ Got a cricket for a conscience always looks the other way A cocaine soul starts seeming like an empty cabaret เป็นต้น สลับมาฟังควมจรรโลงใจแบบคันทรีย์ร็อคน่ารักๆใน I Must Belong Somewhere (4.5/5) ที่ผสานความเป็นโฟล์คใสๆเข้ากับอารมณืบลูส์แบบอเมริกาน่ากับลูกเล่นHonky Tonkจัดๆผสานความงามของท่อนคอัสที่เมโลดี้ย์ติดหูแบบพ็อพ ไปได้ดีกัลภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการตระหนักในศรัทธาความสำคัญของศักดิ์รีและจิตวิญญาณของตนอย่างยิ่งยวดรวมถึงวางใจในย่างก้าวชีวิตที่ถูกคัดสรรหรือกำหนดมาอย่างดีที่สุดในโลกที่หาความสมบูรณ์แบบได้ยากยิ่ง
สำหรับแทร็คที่ประทับใจและป่วงปั่นประสาทที่สุดในงานชุดนนี้คงหนีไม่พ้น Four Winds (5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวของอัลบั้มที่ผสานดนตรีอินดี้ร็อคเข้ากับอัลเทอเนทีฟคันทรีย์ที่นำเสนอบนลูกเล่นของบลูส์กราสสวยๆและRock Abillyย้อนยุคเม่ห์ๆที่ให้อารมณ์แบบเวสเทิร์นสวิง บลูส์ ฟั้งค์และแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ได้อย่างลงตัวผ่านสรรพสำเนียงโอดครวญกวนโอ๊ยแยงประสาทแบบพั้งค์ที่มันไม่มีอะไรเข้ากันเลยหากแต่ผลิตผลที่อกมาดูดีมีสกุลมากๆจนเดียนอึ้ง ยิ่งพิจารณาภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยความเชื่อของศาสนาคริสต์เรื่อง "การเสด็จมาเยือนโลกครั้งที่2ของพระเยซูคริสต์" โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทกวีเรื่อง Slouching Towards Bethlehem โดย William Bitter-Yeats ทำเอาเดี๊ยนผงะเนื่องจากรับอะไรแรงๆจากวงนี้มาเยอะ "แต่ไม่คิดว่างวดนี้แม่งจะแรงได้ใจถึงขนาดนี้" โดยเฉพาะท่อนที่ว่า But when Great Satan's gone... the Whore of Babylon...She just can't sustain the pressure will displace She caves และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อนที่ว่า The Bible's blind. The Torah's deaf. The Qu'ran is mute.If you burned them all together you’d get close to the truthStill they’re pouring over Sanskrit under Ivy League moons While shadows lengthen the sun (อุ๊ยต๊ายยยย 55555) ส่วนตัวแล้วขอคำนับในความล้ำลึกและทะเล้นอย่างยิ่งยวดของเพลงนี้พะย่ะค่ะ
ต่อด้วย Make A Plan To Love Me (4/5) ที่ยังคงความเหนือชั้นของอินดี้โฟล์คตสุดไพเราะก่อนจะต่อยอดด้วยการผสานความเป็นบลูส์ แองโกร-เซลติคและกอสเพลสุดอ้างว้างซึ่งหยิบยกขึ้นมาบรรยายความหม่นหมองของภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการยืนหยัดที่จะมีศรัทธาในรักขณะที่ต้องก้มหัวให้กับลิขิตของชะตากรรมอันโหดร้ายที่ถูกขีดเขียนไว้ มาที่ Hot Knoves (4.5/5) ที่หยิบบกการสนทนาทางจิตวิญญาณสุดเชือดเฉือนระหว่างมนุษย์กับพระเจ้ามาเนรมิตเป็นแนวอินดี้โฟล์คร็อคผสานอัลทเอเนทีฟคันทรีย์ติดกอสเพลได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่า Oh, I've made love, yeah, I've been fucked, so what?I'm a cartoon, you're a full moon, let's stay up แรงมากกกกก! เป็นการเสียดสีประชดประชันที่กรีดลไปถึงเบื้องลึกของจิตวิญญาณที่อ่านแล้วถึงกับขนหัวลุกทีเดียว ปิดท้ายงานชุดนี้ด้วย Coat Check Dream Song (5) กับอารมณ์อินดี้โฟล์คเพราะๆที่เสริมทัพด้วยความเป็นเวิลด์มิวสิคและนิวเอจได้อย่างทรงเสน่ห์เยงคู่กับภาคเนื้อหาที่บรรลุลงถึงแก่นของจิตวิญญาณ จินตนาการ ความฝัน สัจธรรมและที่สำคัญศรัทธาบนเส้นทางของโลกแห่งความเป็นจริง ดังเช่นเนื้อหาที่กล่าวไว้อย่างมีวาทะศิลป์ที่ว่า Stuck on a ladder to heaven On trial way back in The Hague Lullaby sounds from the engineIn my Styrofoam coffin, asleep on the interstate Black globes, old symbols of freedom A murderer still on the lam Cities encircled in iron On a great silver beltway, democracy's shackled hands Séance that brought us together Objects we move with our minds Coat Check and I lost the number Short sleeves in the winter, fell back through the other side นับว่าเป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานทางดนตรีที่ตอบโจทย์ให้หลายชีวิตบรรลุถึงแก่นแท้ของจิตใจและความทะเยอทะยานบนพื้นฐานความเป็นเป็นจริงได้อย่างดี


สรุป


Cassadaga เปรียบเสมือนสาส์นทางดนตรีที่สะท้อนความเป็นไปของสัจธรรมแห่งชีวิตและวัฒนธรรมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยกลั่นกรองทุกสิ่งมาจากการดำดิ่งลงไปสื่อสารกับแก่นแท้ของจิตวิญญาณจากศิลปินธรรมดาๆคนนหึ่ง ก่อนจะเนรมิตทุกสิ่งให้ขึ้นมาโลดแล่นมีลมหายใจบนโลกแห่งเสียงดนตรีโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางแห่งสัจธรรมทุกสิ่งได้อย่างเหนือชั้น

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Mariah Carey : Mariah Carey : 89%



Mariah Carey : Mariah Carey : 89%

รูปแบบเพลง


รีวิวชิ้นนี้ขอหวนกลับมาสู่ความผูกพันและความเคารพในตัว "ดิว่า" ท่านนี้ในฐานะที่เป็นหนึ่งในศิลปินและแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนจิตวิญญาณทางดนตรีของเดียนมาจวบจนปัจจุบันกับหนึ่งในมาสเตอร์พีซชิ้นงามของเธอซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จทั้งหมดบนเส้นทางแห่งดนตรีตลอดกว่า2ทศวรรษ แรงขับเคลื่อนอันทรงพลังแห่งอุตสาหกรรมดนตรี การก้าวเข้ามาสู่ความเป็นหนึ่งในสุภาพสตรีแถวหน้าแห่งอาณาจักรดนตรีตลอดจนการถูกจารึกเข้าสู่ทำเนียบหนึ่งในศิลปินที่เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ที่สวุดแห่งทศวรรษ90กับสตูดิโออัลบั้มแรกของเธอภายใต้ชื่อเดียวกับศิลปิน Mariah Carey ซึ่งส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในตัวแทนแห่งนิยามของอัลบั้มพ็อพแห่งยุค90เลยทีเดียว ในส่วนของภาคดนตรีภาพรวมของงานชุดนี้ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของคอนเทมโพลารีย์พ็อพอาร์แอนด์บีโดยผสานความเป็นโซล บลูส์ กอสเพลและกลิ่นอายโอลด์สคูลในแบบฉบับเมนสตรีมพ็อพยุค50เข้ากับอารมณืฟั้งค์กี้ย์ ดิสโก้และโมทาวน์โซลช่วงยุค60-70ต่อยอดไปยันพ็อพร็อค ฮิพฮอพ แร็พ แดนซ์ นิวแจ็คสวิงโดยปรุงแจฃต่งให้มีความร่วมสมัยในทิศทางใหม่ของการนำเสนอเมนสตรีมพ็อพยุค90ได้อย่างเหนือชั้น

จุดด้อย
ความสมบูรณ์แบบของเนื้องานและชั้นเชิงในการนำเสนอต้องนับว่าแพรวพราวถึงขั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เขย่าอาณาจักรดนตรีพ็อพไปทั่วโลกเลยทีเดียวนะคะ วัดจากรสนิยมของเดี๊ยนถ้าเทียบกับ Emotions อัลบั้มถัดมาซึ่งถูกใจเดียนมากกว่าในแง่ของความดิบสด จริงใจและดุดันอย่างไรก็ตามคิดว่างานชุดนี้หาจุดตำหนิได้น้อยกว่าอันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวของผู้ฟังแต่ละท่านที่จะตัดสินว่าถูกใจงานชุดไหนมากกว่ากันเนื่องจากในแง่ของคุณภาพนี่กินกันไม่ลงเลยทีเดียว
สำหรับข้อครหาที่ว่า "งานชุดนี้เหมือนกับอัลบั้มแรกของวิทนีย์ ฮุสทันมากเกินไป" สำหรับเดี๊ยนคิดว่ามันแค่มีความคล้ายกันในแง่ของการนำเสนอจุดที่เป็นคอนเทมโพลารีย์และอาร์แอนด์บีรวมถึงความโดดเด่นในแง่ของบัลลาดหลายๆจุดก้แค่นั้น เอาจริงๆหากพิจารณาเนื้องานดีๆจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทั้งคู่สื่อรวมถึงทิศทางในการนำเสนอในระยะยาวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในส่วนยอดขายที่เจ๊มาลัยโดนจิกว่าขายได้เยอะๆแต่ในเฉพาะอเมริกา "อันนี้จริง" แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่าเธอทำไดัดีในการครองความนิยมใบ้านเกิดได้อย่างเหนียวแน่น ดนตรีแบบมาลัยนี่แหละค่ะถูกรสนิยมอเมริกันชนนักแล อย่างไรก็ตามยอดรวมทั่วโลกได้15ล้านกว่าๆสำหรับงานเปิดตัวก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวนะคะ

แทร็คเด็ด

I Don't Wanna Cry (4/5) ไม่กล่าวถึงไม่ได้นะคะแทร็คนี้ด้วยความที่เป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เมนสตรีมพ็อพบัลลาดเมโลดี้งดงามที่มารายห์ควักหัวใจร้องออกมาได้ไพเราะทรงเสน่ห์จับขั้วหัวใจผสานท่วงทำนองบลูส์หลอนๆโศกสลดปลิดวิญญาณและเสน่ห์ของสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีโซลที่เป็นเอกลักษณือันโดเด่น ส่งผลให้เพลงนี้ขึ้นอันดับหนึ่งเป็นซิงเกิ้ลที่4บนบิลบอร์ดชาร์ตสร้างสถิติให้เธอเป็นศิลปินหญิงและศิลปินโซโล่รายได้ที่มีอันดับหนึ่งบนฝั่งอเมริกา4เพลงติดต่อกัน (รายแรกที่ทำได้คือวง The Jackson 5) มาที่ Vanishing (4.5/5) กับภาคดนตรีหม่นๆในแบบคอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอารืแอนด์บีผสานไลท์แจ๊ซซ์และกอสเพลเป็นอีกหนึ่ง Signature Song ที่มารายห์สามารถทำออกมาได้ทรงพลังและน่าประทับใจทุกอัลบั้มหลังจากนี้ก็พวก The Wind,Looking In,My Saving Grace,Fly Like A BirdและI Wish You Wellอะไรทำนองนี้อ่ะค่ะ สลับมาฟังเพลงจังหวะสนุกๆกันบ้างใน Someday (4.5/5) ซิงเกิลที่สามบนท่วงทนองพ็อพเต้นรำเริ่ดๆผสานลูกเล่นของนิวแจ็คสวิงที่เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงยุค90ที่เสริมทัพอารมณืความเป็นฟั้งค์ โซล อาร์แอนด์บีผปสานกันได้อย่างลงตัวก้ฃ่อนจะเบรคด้วยท่อนแร็พเก๋ๆช่วงกลางเพลงก่อนจะปิดท้ายด้วยเฟดเอ๊าท์หวีดร่ำลาชนิดระทึกขวัญสร้างความเป็นออริจินัลในการหวีดให้เธออีกหนึ่งคำรบ ป่วงและเริ่ดมากค่ะกะเทย ต่อด้วย Love Takes Time (4.5/5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพอาร์แอนด์บีเจืออารมณ์บลูส์โซลหวานๆลอยละล่องและความงามของภาคเนื้อหาที่แฝงความเป็นกอสเพลไว้ได้อย่างเหนือชั้น

มาที่แทร็คที่ทรงพลังและสมบูรณ์แบบที่สุดตลอดกาลของมารายห์อย่าง Vision Of Love (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ภาคดนตรีเป็นคอนเทมโพลารีย์โอลด์สคูลพ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดที่เจิดจรัสบ่นเสน่ห์ของท่วงทำนองการนำเสนอแบบพ็อพโซลยุค50เข้ากับภาคเนื้อหาบริสุทธิ์ละเมียดละไมแบบกอสเพลซึ่งเป็นบทอุทิศอันยิ่งใหญ่ให้แก่อุปสรรคที่พานพบ ประสบการณ์ ความรัก ความศรัทธาและความวางใจที่ทูลถวายพระผู้เป็นเจ้าตลอดจนการกล่าวสดุดีจิตวิญญาณของตนตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฟันมรสุมจวบจนสามารถลุกขึ้นมายืนหยัดได้แข็งแกร่งและสง่างาม อีกแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจเป็นพิเศษหนีไม่พ้น Prisoner (4/5) ที่เกือบจะได้ตัดเป็นซิงเกิ้ลที่5ในฝั่งอเมริกากับความสะใจจัดๆในรูปแบบของโอลด์สคูลแดนซ์-พ็อพที่ผสานความเป็นฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้และโซลสวยๆสไตล์เพลงเต้นรำยุค70ได้อย่างเหนือชั้นก่อนที่จะหยอดสรรพสำเนียงแร็พเก๋ๆลงไปยกระดับตัวเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ กรี๊ดดดดดดดดดด ฟังแล้วไม่ต้องรอให้พระจันทร์เต็มดวงก็กลายร่างเป็นกะเทยได้ทันที สีม่วงมากค่ะเจ๊ หึหึหหึ ปิดท้ายกับ There's Got To Be A Way (5) ที่โปรโมตในยุโรปบางประเทศและเป็นเพลงที่พลาดโอกาสเป็นซิงเกิ้ลฝั่งอเมริกาเนื่องจากต้นสังกัดใจร้อนรีบชิงโปรโมต Emotions เสียก่อน ส่วนตัวแล้วแอบเสียดายๆมากๆเนื่องจากเป็นแทร็คที่เห็นว่าถ้าตัดมาก็มีแววที่จะได้อันดับหนึ่งอยู่ด้วยชั้นเชิงการนำเสนออันโดดเด่นและความสมบูรณ์แบบที่กลั่นกรองออกมาในทิศทางที่สูงจนน่าประทับใจ ตัวเพลงเป็นมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีที่ผสานจังหวะเต้นรำอ่อนๆต่อยอดไปยันพวกโซล ฟั้งค์และกอสเพลคอรัสสุดเจิดจรัส เป็นอีกหนึ่งในแทร็คที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลของมาลัยเลยทีเดียว หึหึหึหึ

สรุป

หนึ่งในอัลบั้มพ็อพฃที่ดีที่สุดจากศิลปินหญิงแห่งทศวรรษ90ที่ส่งให้ชื่อของ มารายห์ แครีย์ลอยลำเข้าสู่ทำเนียบดิว่าและถูกจารึกเป็นตำนานตั้งแต่วินาทีแรกที่ดาวดวงนี้จรัสแสง

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Nirvana : Nevermind : 94%


Nirvana : Nevermind : 94%



ขออุทิศรีวิวชิ้นนี้ให้แก่วินาทีที่กำลังเผชิญกับความสาหัสทางวิญญาณรวมถึงจุดเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ทางรสนิยมดนตรี อุทิศให้แก่การผจญภัยอันสุดแสนวิเศษกับการดำดิ่งลึกลงไปสู่ความหม่นหมองและความทรมานที่แม้ว่าดูเหมือนจะหาที่สิ้นสุดไม่ได้หากแต่เป็นการเยียวยาทางจิตวิญญาณและเติมเต็มความแข็งแกร่งของศรัทธาในวินาทีนั้นได้อย่างดีที่สุด ขออุทิศความตั้งใจทุกสิ่งให้แก่ Nirvana ตำแห่งแห่งอาณาจักรของดนตรีกรั๊นจ์และอัลเทอเนทีฟร็อคยุค90กับการสื่อสารทางจิตวิญญาณเล็กๆน้อยๆของพวกเรา เหนือสิ่งอื่นใดของอุทิศให้แก่วินาทีที่เข็มทิศแห่งรสยิยมทางดนตรีของเดี๊ยนได้หมุนเพื่อหาแรงบันดาลใจอย่างไม่หยุดยั้งและสุดท้ายมันสงบลงและชี้ไปที่วงสุดเจ๋งวงนี้ ในฐานะหนึ่งในวงดนตรีที่สะท้อนหลายสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของเดี๊ยนรวมถึงการปลอบโยนผ่านทางเสียงดนตรีอันดิบกร้าวหากแต่นุ่มนวล เป็นหนึ่งในการบำบัดที่เศร้าหมอง เกรี้ยวกราด มึนซึมหากแต่เปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างยิ่งยวดประหนึ่งว่ากำลังเริงระบำอยู่บนชั้นนิพพาน


รูปแบบเพลง +แทร็คเด็ด

จากบทสรุปของความสำเร็จทั้งหมดตลอดจนอิทธิพลมหาศาลที่งานชุดนี้มีต่ออุตสาหกรรมดนตรีจนถึงปัจจุบันคงจะเป็นข้อสนับสนุนได้เต็มปากนะคะว่า Nevermind คือย่างก้าวที่สูงขึ้นอีกระดับของทางวงซึ่งนำไปสู่การต่อยอดความสำเร็จหลายๆอย่างทั้งชื่อเสียง พัฒนาการตลอดจนการจารึกชื่อของ Nirvana ในฐานะตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจในระดับแนวหน้าของดนตรีร็อคทุกยุคทุกสมัยรวมถึงการปูความสำเร็จให้เป็นมรดกแก่แวดวงดนตรีกรั๊นจ์และอัลเทอเนทีฟร็อคให้เจิดจรัสอิทธิพลออมาอย่างยิ่งยวดในตลาดดนตรีสากลกระแสหลักจวบจนวินาทีนี้เลยทีเดียว

สำหรับแทร็คที่เด็ดและเด่นจัดๆจนหลีกเลี่ยงที่จะหยิบยกขึ้นยมาสดุดีไม่ได้นั้น แน่นอน! ว่าไม่มีทางหนีพ้นแทร็คระดับตำนานอย่าง Smells Like Teen Spirit (5) ที่นอกจากจะเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นงามอันดับหนึ่งของทางวงรวมถึงจารึกชื่อของ Nirvana ลงสู่หน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคในฐานะพระเจ้าแห่งวงการแล้วยังเป็นแทร็คที่ผลักดันดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคให้เข้าสู่ตลาดสากลและกลายเป็นหนึ่งในดนตรีกระแสหลักที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุคนั้น ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟร็อคที่นำเสนอบนเสน่ห์ของท่วงทำนองกรั๊นจ์เท่ห์ๆโดยปลุกวิญญาณความเกรี้ยวกราดของความเป็นพั้งค์ร็อคในแบบฉบับของ Sex Pistols เข้ากับอารมณ์ของฮาร์ดคอร์เมทัลดิบๆหนักหน่วงก่อนจะปิดท้ายด้วยการบีบความเป็นพ็อพลงไปสู่ตัวเพลงเพื่อเพิ่มเมโลดี้ที่ละเมียดละไมทรงเสน่ห์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการนำเสนอเดียวกันกับ Pixies ส่งผลให้เพลงนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เขย่าอาณาจักรดนตรีช่วงยุค90ตลอดจนเป็นหนึ่งในแทร็คที่ทรงพลังแส่งอิทธิพลอย่างยิ่งยวดที่อุตสาหกรรมดนตรีจะให้การคารวะตลอดกาล ต่อด้วย Breed (4/5) กับอารมณ์กรั๊นจ์ร็อคผสานฮาร์ดคอร์พั้งค์และเมทัลดิบๆหนักๆได้อย่างลงตัวและเสน่ห์นับเป็นอีกหนึ่งแทร็คที่ทำออกมาเอาใจสาวก Nirvana โดยแท้ เช่นเดียวกับ Lounge Act (4.5/5) ที่นำเสนอได้อย่างเก๋ไก๋โดยการเหยาะภาคความเป็นอัลเทอเนทีฟและพ็อพร็อคลงไปเบรคริฟฟ์กีตาร์และสรรพสำเนียงพั้งค์ร็อคหนักหน่วงลงไปผสานความกลมกลืนจากการวางไดนามิคที่แตกต่างหลุดโลกได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวประทับใจท่อนที่ร้องว่า "Truth-Covered In Security " เป็นประโยคสั้นๆที่มีความหมายลึกซึ้งชวนขบคิด เป็นสองแทร็คที่ฟังแล้วสะใจมากๆ ตามมาติดๆกับ In Bloom (4.5/5) ที่สลับจากภาคดนตรีฮาร์ดคอร์พั้งค์หนักหน่วงมาสู่อารมณ์ของโลไฟอัลเทอเนทีฟร็อคที่นำเสนอผ่านความเป็นอินดี้พั้งค์พ็อพบัลลาดที่มีเมโลดี้ย์และท่อนคอรัสไพเราะติดหูจนน่าจับไปประกอบภาพยนตร์จำพวกทีนดราม่าล่าฝันล่าฟันทั้งหลาย เช่นเดียวกับ Drain You (4/5) ที่ภาคดนตรีคลอดออกมาดูพ็อพและใสกว่า Nirvana ที่ดิฉันเคยสัมผัสจนตกใจ (อาจจะไม่นับภาคเนื้อหา) เป็นอีกสองแทร็คที่บีบความเป็นพ็อพลงไปเติมเต็มจนมีเมโลดี้ย์ติดหูฟังง่ายถูกใจคอพ็อพอย่างเดี๊ยนนักแล

สำหรับแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจจนขอยกขึ้นหิ้งให้เป็นอีกมาสเตอร์พีซชิ้นงามของทางวงคือ Come As You Are (5) กับภาคดนตรีกรั๊นจ์ร็อคดิบหม่นลุ่มลึกทรงเสน่ห์ที่ผสานความงดงามละเมียดละไมและความแพรวพราวของลูกเล่นแบบฮาร์ดร็อคบัลลาดไอย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวประทับใจในภาคเนื้อหาที่หากสัมผัสโดยผิวเผินแล้วหลายคนคงต้องอุท่านว่า "ไพร่" เพราะมันแลดูกะโหลกกะลาต่ำชั้นมากๆอย่างไรก็ตามเมื่อดำดิ่งลงไปสัมผัสถึงแก่นแท้ที่สะท้อนให้เห็นถึงการยืนหยัดบนศักดิ์ศรีและความภูมิใจในจิตวิญญาณที่หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ของตน ว๊ายยยยย เห็นเขียนง่ายๆซื่อๆนี่เชือดเฉือนคมกริบพอๆกับน้ำเสียงของคุณพี่ที่เท่ห์บาดใจม่ายสาวพราวเสน่ห์เยี่ยงเดี๊ยนมากมายเลยทีเดียวค่ะ มาที่ Lithium (4.5/5) ที่ภาคเนื้อหาหม่นหมองทุกข์ระทมเกรี้ยวกราดหากแต่แฝงแง่คิดเชิงปรัชญาประดุจเข็มทิศชี้ให้เห็นความสำคัญของศาสนา ศรัทธา ความปวดร้าวและการเริ่มต้นยืนหยัดหลังจากประสบความสูญเสีย ความสวยงามของชีวิตและการตระหนักถึงสิ่งดีๆที่ยังหลงเหลืออยู่ให้สัมผัสค้นหาเสมอ
อีกหนึ่งแทร็คที่น่าจับตามองคือ Polly (5) ซึ่งก่อนหน้านี้จะถูกรวมไว้ในงานชุดแรกเมื่อปี1989หากแต่ถูกตัดออกอย่างน่าเสียดายด้วยความที่ภาคดนตรีมันไปกันไม่ได้กับอารมณ์กรั๊นจ์ดิบๆเถื่อนๆในงานชุดดังกล่าว ภาคเฃดนตรีเป็นอคูสติคโฟล์คร็อคที่ผสานอารมณ์กรั๊นจ์หม่นๆและสรรพสำเนียงบลูส์เข้มๆสุดเชือดเฉือน ภาคเนื้อหาอุทิศให้เด็กสาวอายุ14ที่ตกเป็นเหยื่อการทารุณกรรมและล่วงละเมิดทางเพศอย่างสุดแสนวิปริตหลังจากที่เดินทางกลับจากการชมคอนเสิร์ตพั้งค์ร็อคในปี1987 นับว่าเป้นแทร็คที่เล่นได้เรียบง่ายหากแต่ความเจ็บปวดที่ระบายผ่านนั้นบาดลึกไปยังจิตวิญญาณเลยทีเดียว ปิดอัลบั้มด้วย Something In The Way (4.5/5) ที่ภาคดนตรีเป็นกรั๊นจ์ร็อคบัลลาดหม่นๆที่เนรมิตความจริงอันโหดร้ายของการที่ต้องทนก้มหัวคารวะให้แก่ความโหดร้าย เชี่ยวกรากและไม่ผ่อนปรนของสัจธรรมแห่งวัฏจักรชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ปิดงานได้สวยมากๆ

จุดด้อย

จากความมั่นคงในการยึดคอนเส็ปท์ที่ว่า "ดนตรีมาก่อนเนื้อหา" แม้ว่าในแง่ของความลงตัวและการตลาดจะนับว่าเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จมานักต่อนักก็ตามหากแต่มันก็สามารถลดทอนคุณภาพและความเคารพในผลงานลงได้เยอะเหมือนกันเนื่องจากความสะดุดทางอารมณ์เมื่อมาพิจาณาภาคเนื้อหาในบางแทร็คน่ะค่ะ นอกจากนั้นสมบูรณ์แบบจนคารวะ

สรุป

นิยามอันเป็นรูปธรรม อิทธิพลสุดทรงพลัง แรงขับเคลื่อน ความภูมิใจและตำนานแห่งดนตรีร็อคยุค90

Travis : 12 Memories : 88%


Travis : 12 Memories : 88%


รูปแบบดนตรี


ภาคดนตรีของ Travis เป็นบริทพ็อพที่ยืนพื้นอยู่บนความเป็นอินดี้โฟล์คผสานอัลเทอเนทีฟร็อคก่อนจะต่อยอดไปสู่พ็อพร็อค อคูสติค พ็อพโฟล์ค โฟล์คร็อคไปจนถึงติดกลิ่นบลูส์จางๆในบางแทร็ค โดยภาคดนตรีทั้งหมดทุกนำเสนอผ่านกีตาร์และกลองเป็นตัวเอกก่อนที่จะตตามด้วยเบสส์ เครื่องสายและการเรียบเรียงเสียงประสานเนียนๆที่ทุกองค์ประกอบยังคงตอบ5นิยามทางดนตรีของTravisที่ว่า สวย หวาน เหงา โศกและหม่นได้อย่างครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง


จุดด้อย
สำหรับเดี๊ยนแล้วคงจะไม่มีอะไรลงไปค่อนแคะงานชุดนี้นะคะเนื่องจากเห็นว่าเป็นอัลบั้มที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทั้งด้านเนื้อหา ดนตรีและการนำเสนอที่เหนือระดับขึ้นกว่าอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในส่วนของเอกภาพทางภาคดนตรีที่ถ่ายทอดเรียบเรียงออกมาได้อย่างดีมากๆตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้มเรียกได้ว่าภาพรวมของงานชุดนี้ให้ผลลัพธ์ออกมา "ดีจนถึงดีมากๆ" เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหันมาลองพิจารณาประเด้นที่อยู่นอกเหนือศักยภาพของชิ้นงานจะพบว่าอุปสรรคของทราวิสก็มีอยู่บ้างแต่ขอยกตัวอย่างที่เป็นสากลพบเจอกันในบรรดาสิลปินดีๆทุกชีวิตหลักๆเลยคือ "ความเป็นที่นิยมในหมู่คนฟังที่ยังไม่กว้างพอ." ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ประเด็นที่ต้องแคร์หรอกค่ะเพียงแต่นี่เป็นมุมมองที่เดี๊ยนเห็นจากการที่เป็นผู้บริโภคและนักรีวิวที่ยึดกระแสดนตรีพ็อพเป็นหลัก ซึ่งส่วนตัวยอมรับค่ะว่างานดีเลยแต่สำหรับผู้ฟังบางท่านอาจจะไม่รู้สึกประทับใจ ไม่เห็นด้วยว่ามันดีตรงไหนอย่างไรไปจนถึงเข้าไม่ถึงในสิ่งที่นักดนตรีสื่อ (ไม่ได้เว่อร์เพราะถึงแม้ว่างานอาจจะฟังง่ายมากสำหรับคนที่ฟังเพลงกว้างหลายๆคน แต่สำหรับกลบุ่มคนที่ไม่คุ้นกับบริทพ็อพอาจจะไม่ถูกหูจนถึงขั้นขัดใจ) ก็ด้วยความที่เอาจริงๆแล้วแนวนี้อาจจะไม่ใช่แนวเฉพาะทางของใครหลายๆคนพอลองมาได้ฟังแล้วก็คงมีไม่น้อยที่เกิดอารมณ์ประมาณ "น่าเบื่อกูจะหลับ"ม"ก็เพราะดีอ่ะ แต่แม่งง่อยว่ะ" ไปจนถึง "อีห่านี่รีวิวเว่อร์อีกแล้วกูฟังแล้วยังชอบไม่ลงเลย หึหึหึหึ กลับไปฟังฮิลดีกว่า" เป็นต้น ก็ประเด็นนี้คงจะไปเป็นประเด้นที่ไปเอาผิดกับใครไม่ได้หรอกนะคะเพราะในเรื่องของรสนิยมก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะไปปรับเปลี่ยนหรือสอนกันได้เพราะเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลรวมถึงตัวศิลปินก็ไม่ผิดที่จะเรื่องยึดการนำเสนอภาคดนตรีตามแบบฉบับที่ตนเองถนัด ในโลกแห่งความจริงก็มีให้เห็นเยอะแยะไปค่ะพวกที่ทำเพลงดีมากๆแต่ก็ได้รับการยอมรับแค่เป็นกลุ่มๆไป เช่น เจมี่ คัลลัม/The Rapture/Tahiti 80/Swandive/Keane/จอห์น เลเจนด์/เรจิน่า สเป็คเตอร์/เลอมาร์/พิงค์/Yeah Yeah Yeah!และอีกหลายชีวิตที่นึกไม่ทันตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามในโลกแห่งความจริงอีกเช่นกันคนที่ฟังเพลงกว้างๆก็มีอยู่เยอะและคนที่ฟังเพลงมากเหล่านี้แหละเชื่อว่าคงจะตระหนักถึงความสารมถของศิลปินตัวจริงเหล่านี้ไม่มากก็น้อย


ซิงเกิ้ล


Re-Offender (5) :ซิงเกิ้ลแรก บัลลาดบริทพ็อพดีๆที่แพรวพราวไปด้วยการยกขบวนส่วนผสมชั้นเยี่ยมทั้งโฟล์ค ร็อค พ็อพและอัลเทอเนทีฟโดยผนวกเข้ากับภาคเนื้อหาที่โศกสลดแต่ละเมียดละไม สวยงามและเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงอันลึกซึ้ง ฟังครั้งแรกขอยอมรับว่าหลุดลอยไปเลยอารมณ์เหมือนกับว่าเรากำลังดำดิ่งลงสู่ความเศร้าและความมืดหม่นที่ลึกลงไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดสิ้นสุดก่อนที่วิญญาณและสติจะถูกกระชากกลับแบบไม่ให้ทันตั้งตัวก็ตอนจบเพลงนั่นแหละค่ะ เป็นหนึ่งในเพลงที่เดียนนิยมกลับไปฟังและดื่มดำอยู่กับการผจญภัยท่ามกลางอารมณ์เพลงที่อ้างว้างอย่างมีความสุขทุกครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่เราต้องการให้วินาทีนี้มีตัวเราเหลืออยู่บนโลกในมุมมืดเพียงคนเดียว


The Beautiful Occupation (4.5/5) แทร็คที่ก่อนหน้านี้เคยถูกทำเป็นอคูสติคเวอร์ชั่นรวมไว้ในอัลบั้มการกุศล Hope : War Child ในก่อนหน้านี้ด้วยนะคะ มาที่เวอร์ชั่นนี้สลับภาคดนตรีมาเป็นบริทพ็อพใสๆที่ผสานความเป็นอินดี้โฟล์คเข้ากับอัลเทอเนทีฟร็อคหนักหน่วงแต่แฝงไว้ซึ่งความน่ารักได้อย่างลงตัว โดยส่วนตัวชอบภาคการนำเสนอที่เล่นเอาความขัดแย้งระหว่างภาคดนตรีสดใสๆน่ารักๆเข้ากับภาคเนื้อหาที่หนักอึ้งบนแรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรม 11 กันยายนโดยกล่าววิพากษ์สังคมและการเมืองไปจนถึงเสียดสีบทบาทใหม่ของประชาชนที่ทุกวันนี้เปรียบเสมือนหุ่นเชิดสำหรับให้รัฐบาลใช้เป็นเกราะบังหน้าฉากบนการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายบนเวทีโลกถือเป็นตลกร้ายและเสน่ห์ที่หอมหวานอันหาตัวจับยากที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของบรรดาศิลปินบริทพ็อพโดยแท้ ป.ล. ท่อนสุดท้ายที่ว่า The Beautiful Occupation.So Much For An Intervention.Don't Call The United Nations. นี่เล่นเอาเดี๊ยนสะดุ้งโหยงขนหัวลุกไปเลย ต๊ายยยย จิกสุดฤทธิ์ครบทุกเม็ดยันวินาทีสุดท้ายจริงๆ


Love Will Come Through (4.5/5) เพลงนี้เป็นซาวนด์แทร็คประกอบหนังเรื่อง Moonlight Mileด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นพ็อพโฟล์คบัลลาดสวยๆตบด้วยท่วงทำนองอคูสติค อินดี้ อัลเทอเนทีฟและร็อคจางๆได้อย่างลงตัว แถมหมัดเด็ดด้วยภาคเนื้อหาที่โรแมนติคลึกซึ้งระแทกเข้ากลางใจอย่างจังอีกหนึ่งคำรบ เป็นอีกแทร็คที่ระบายความเจ็บปวดรวดร้าวลงสู่เสียงดนตรีได้อย่างมีวาทะศิลป์จนน่าขนลุก แทร็คอื่นๆ


แทร็คเปิดอัลบั้ม
Quicksand (3.5/5) อินดี้โฟล์คร็อคเจืออัลเทอเนทีฟก่อนที่จะตบด้วยเครื่องสายเซลโล่สวยๆเข้ามาเป็นสีสันช่วงกลางเพลง ยกระดับให้เพลงที่ดแล้วค่อนข้างธรรมดาให้น่าสนใจและไพเราะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวฟังแล้วแอบคิดถึงโฟล์คร็อคในยุค80กว่าๆอยู่เหมือนกัน ต่อด้วย Peace The Fuck Out (4.5/5) ต๊ายยยย เก๋มากค่ะอินโทรขึ้นมานี่หอมกลิ่นเรโทรจ๋าเลยนึกว่าจะทำโฟล์คบุปผาชนยุค70ให้ฟังกันเสียอีก ที่ไหนได้ภาพรวมพลิกเป็นอินดี้พ็อพผสานอัลเทอเนทีฟร็อคจัดๆไปกันได้ดีกับภาคเนื้อหาที่แสดงความเป็นขบถโดยประกาศให้รู้จักที่จะตระหนักถึงจุดยืน ศักยภาพ ศักดิ์ศรี ค่าความสำคัญและการเชื่อมั่นในตัวตนก่อนที่จะตบท้ายอย่างเก๋ไก๋ด้วยการจิกแซมเพิ่ลเสียงตะโกนเชียร์ฟุตบอลจากแฟนๆสโมสรเซลติดและฟุลแล่มสโมสรชื่อดังของสก็อตแลนด์นั่นแหละค่ะ เป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการจะสื่อให้ผู้ฟังตระหนักถึง "การรวมพลังของมนุษยชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตของโลกให้ดีขึ้น" ได้อย่างเหนือชั้นเลยทีเดียว แทร็คถัดไป How Many Hearts (4/5) เพราะดีนะคะเพลงนี้ เปิดตัวด้วยอคูสติคสวยๆก่อนจะกลบด้วยความเป็นพ็อพร็อค อินดี้และอัลเทอเนทีฟคลุกเคล้ากันอย่างลงตัวแม้ว่าภาพรวมอาจจะดูลอยละล่องและเรื่อยเปื่อยไปนิดแต่ชั้นเชิงในการนำเสนอและตัวเพลงก็ถือว่าแนนแบบหาตัวจับยากอยู่ดี ตามมาติดๆกับ Paperclips (3.5/5) และ Somewhere Else (4/5) แทร็คแรกเป็นอินดี้โฟล์คหม่นๆที่ภาคการนำเสนอค่อนข้างจะสดและดิบกว่าแทร็คอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดจนสัมผัสได้ ภาคเนื้อหาจิกเลือดสาดมากๆค่ะไม่ทราบว่ามอบให้โปรดิวเซอร์เก่าหรือเปล่าคะเนี่ย ในขณะที่แทร็คหลังภาคดนตรีจะสดใสเข้าขั้นน่ารักโคตรๆไปเลยฟังแล้วอารมณ์ดีมีความสุขพอๆกับนั่งฟังบรรดาเพลงน่ารักๆใน The Invisible Band เลยทีเดียว เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสได้ฟังไม่ควรพลาด


Mid-Life Krysis (4.5/5) กรี๊ดดดดดดดดด เมโลดี้สวยงามบรรเจิดขาดใจไปเลยค่ะเพลงนี้ ภาคดนตรีเป็นบริทพ็อพขาวสะอาดบนอินดี้พ็อพโฟล์คบริสุทธิ์เสริมทัพด้วยภาคพ็อพร็อคหวานๆและอัลเทอเนทีฟกระจ่างใสได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเหนือชั้นด้วยการสารต่ออุดมการณ์ในการนำเสนอภาคเนิชื้อหาได้อย่างทรงพลังไม่มีถดถอย เป็นอีกหนึ่งแทร็คที่ดีที่สุดในอัลบั้มสำหรับเดี๊ยนเลยทีเดียว มาที่ Happy To Hang Around (4/5) อัลเทอเนทีฟร็อคบัลลาดเจือกลิ่นอายโฟล์คเหงาๆติดกลิ่นจางๆของบลูส์ร็อคหม่นๆลงในตัวเพลงอย่างมีชั้นเชิง เป็นอีกแทร็คที่ภาคเนื้อหาหม่นหมองและเชือดเฉือนมากๆจนอยากจะแนะนำให้ฟังกัน ส่งท้ายด้วย Walking Down The Hill (3.5/5) ที่มาพร้อมกับการนำเสนอโครงสร้างดนตรีที่เรียบง่ายบนถาคเนื้อหาที่ใช้วาทะศิลป์ในการเรียบเรียงถ้อยคำได้ไพเราะสุดอลังการประหนึ่งบทกวี ปิดอัลบั้มได้อย่างสวยงาม


สรุป


สำหรับผู้ที่อยากจะชะล้างรูหูจากแนวดนตรีเดิมๆจำพวกอีโมพังค์ร็อคฮาร์ดคอร์แรงๆ ฮพฮอพอาร์แอนด์บีมึนๆดำๆไปจนถึงเลี่ยนเอียนกับดนตรีจำพวกดิว่าแดนซ์กระจายไม่ก็โชว์พลังเสียง เดียนก็ขอแนะนำ 12 Memories ให้เป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับเติมเต็มความสุขในชีวิตการฟังดนตรีต้อนรับฤดูฝนนะคะ เพียงแค่เปิดใจแล้วให้อิทธิพลจากภาคดนตรีที่กระจ่างใสแต่เปี่ยมด้วยพลังของพวกเขาลองเดินทางเข้าไปสัมผัสกะบกลางใจของพวกคุณดู ไม่แน่นะคะว่าอัลบั้มนี้อาจจะเปลี่ยนวันธรรมดาๆวันหนึ่งของคุณให้กลายเป็นวันพิเศษไปเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ถ้าไม่ลองจริงมั้ยล่ะค่ะ

Justin Timberlake : Futuresex/Lovesounds : 85%


Justin Timberlake : Futuresex/Lovesounds : 85%


รูปแบบเพลง


Futuresex/Lovesounds เป็นงานโซโล่ชุดที่สองของจัสติน ทิมเบอร์เลค ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยินว่าจะออกวางขายในรูปของซีดีคู่ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชุด Speakerboxxx/The Love Belowในปี2003ของOustkast โดยที่แผ่นแรกFuturesexจะเป็นการนำเสนอเพลงเต้นรำเก๋ๆจังหวะล้ำๆคละเคล้าไปด้วยส่วนผสมทางดนตรีที่หลากหลาย ในขณะที่Lovesoundsแผ่นที่สองจะทำหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงรักโรแมนติคภายใต้ภาพรวมแบบโซลอาร์แอนด์บีหวานๆ แต่ไม่ทราบว่าเนื่องจากสาเหตุประการใดโปรเจ็กต์ดังกล่าวจึงถูกยุบรวมเป็นแผ่นเดียว โดยภาพรวมทั้งหมดเป็นการนำเสนอภาคดนตรีที่หลากหลายอย่างแดนซ์ ฟังค์ บีทบ็อกซ์ อาร์แอนด์บี เทคโน ฮิพฮอพลงสู่พ็อพได้อย่างลงตัวและมีชั้นเชิงสุดๆไม่เกินความจริงไปเลยที่ว่าพัฒนาการของจัสตินและการนำเสนอที่เหนือชั้นในหลายๆแทร็คนำทั้งตัวเขาและFuturesex/Lovesoundsไปสู่ความเป็นศิลปินและอัลบั้มที่ถ้าเรียกเป็นภาษาร็อคก็คงต้องบอกว่าเข้าขั้นโพรเกรสซีฟเฉกเช่นที่หลายสถาบันได้ออกมาชื่นชมและยกย่องอัลบั้มชุดนี้


จุดด้อย


โดยรวมแล้วเดี๊ยนว่าอัลบั้มชุดนี้จัดว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมากๆทั้งในด้านของคุณภาพตัวเพลง ชั้นเชิงในการนำเสนอทั้งด้านเนื้อหาและการเรียบเรียงดนตรีรวมถึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างมากของตัวศิลปินเอง จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นและที่กำลังจะกล่าวอีกหลายสิ่งเดี๊ยนเดาเอาว่าคงจะไม่มีสิ่งใดเหลือให้ครหาในแง่ของศักยภาพโดยรวมนะคะ สำหรับเดี๊ยนส่วนตัวรู้สึกติดขัดอยู่ตรงจุดเล็กๆคือในส่วนของพรีลูดและอินเทอลูดทั้งหลายในอัลบั้มซึ่งบางอันก็โดดเด่นมากๆจนถึงขั้นที่น่าจะแยกเอาออกมาเป็นแทร็คหลักได้เลยทีเดียว ในขณะที่บางอันก็ดูยืดเยื้อน่ารำคาญคือชั้นเชิงน่ะมีค่ะแต่มันมากเกินไปจนดูเหมือนกับเป็นการกระหน่ำยัดแบบบ้าพลังของทั้งตัวจัสตินและโปรดิวซ์เซอร์เองทำให้ความรู้สึกที่ฟังช่วงแรกๆค่อนข้างจะอึดอัดและไม่ประติดประต่ออยู่บ้าง (ทั้งที่ทุกแทร็คมันก็เชื่อมกันดีนะคะ) ยกตัวอย่าง Set The Mood ที่เป็นพรีลูดของ Until The End Of Timeแต่กลับไปรวมเป็นแทร็คเดียวกับ Summer Love ซะได้ คือมันผิดที่ผิดทางสุดๆน่ะค่ะ เห็นมั้ยคะว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้มันก็กระทบกระเทือนถึงเอกภาพของตัวงานไปได้มากทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในจุดใหญ่แล้วก็ต้องขอยืนยันคำเดิมค่ะว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ดีมากๆ ล้ำลึกและเริ่ด เดี๊ยนขอพูดแค่นี้แหละ


ซิงเกิ้ล Sexy Back(4/5) เปิดตัวอย่างเก๋ไก๋ด้วยภาคดนตรีที่ยืนพื้นอยู่บนความเป็นแดนซ์พ็อพเสริมทัพด้วยลูกเล่นอื่นๆทั้งฮิพฮอพ อาร์แอนด์บี บีทเทคโนล้ำๆแบบนอกอวกาศรวมถงเสียงแร็พของตาทิมเบอร์แลนด์คู่สมรสทางดนตรีคนล่าสุดของหยอยเป็นแบ็คกราวนด์ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ส่วนตัวรู้กประทับใจเพลงนี้นะคะเนื่องจากจัสตินแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการนำเสนอทั้งภาคดนตรีและภาคเนื้อหาอย่างเด่นชัด ทั้งเหนือชั้นและล้ำลึกสุดๆสมศักดิ์ศรีอันดับหนึ่งบิลด์บอรืดและBest Dance Recordingจากเวทีแกรมมี่ อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับนะคะว่าเป็นความเก๋ที่ยืนอยู่ก้ำกึ่งกับความฉาบฉวยจึงไม่แปลกที่นักฟังเพลงบางสถาบันจะมีมุมมองในแง่ลบต่อเพลงนี้ซึ่งก้ไม่ผิดหรอกค่ะว่าใครจะรู้สึกแบบไหน ท้ายสุดกระบวนการประเมินมันก็อยู่ที่ผู้ฟังนั่นแหละว่าจะเลือกมองแบบไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามอย่าปฏิเสธเลยว่าเพลงนี้มีดีอยู่กับตัวจริงๆ


My Love (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สอง เหยาะความเป็นอาร์แอนด์บี เทคโน ฮิพฮอพลงสู่ไปได้อย่างลงตัวพร้อมทั้งลูกเล่นล้ำๆต่างทั้งซินธ์ บีทบ๊อกซ์ สแคลชไปจนถึงลูกเล่นที่เราได้ยินกันตามคลับฮิพฮอพน่ะค่ะผลลัพธ์ออกมาเป็นแดนซ์พ็อพอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพที่เปรี้ยวเหนือชั้นมากๆ ฟังช่วงแรกๆแล้วนึกถึงอัชเชอร์อยู่บ้างแต่ส่วนตัวเห็นว่าของจัสตินทำออกมาได้เก๋กว่า เป็นหนึ่งในแทร็คที่ดีที่สุดของอัลบั้มนี้เลยทีเดียว


What Goes Around....... (4/5) ซิงเกิ้ลที่สาม ตัวเพลงเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีบนท่วงทำนองละเมียดละไมกึ่งบัลลาด ส่วนตัวฟังแล้วรู้สึกเหมือนเป็นภาคต่อของ Cry Me A River เนื่องจากให้คามรู้สึกที่คล้ายคลึงกันทั้งตัวธีม โครงสร้างและการนำเสนออารมณ์ ซึ่งความเหนือชั้นไม่แพ้กันเลยทีเดียวไปๆมาๆเดียนรู้สึกว่าเพลงนี้ลงตัวและมีชั้นเชิงกว่าด้วยซ้ำน่ะค่ะ ป.ล. ใครจะยังไม่รู้นะคะแต่ในเอ็มวีสกาเล็ตสุดที่รักของเดี๊ยน สวย สง่า สูงส่งเริ่ดสุดๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


Summer Love (3/5) ซิงเกิ้ลถัดไป ภาพรวมเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเจือสรรพสำเนียงฮิพฮอพ เรโทรและจังหวะเต้นรำอ่อนๆฟังลักษณะการร้องของจัสตินในเพลงนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนไม่ทราบว่าไปคัฟเวอร์ใครมาหรือใช้แซมเพิ่ลของใครหรือเปล่าคะเนี่ย? ติดหูชะงัดค่ะเพลงนี้แต่โดยส่วนตัวเมื่อเทียบกับแทร็คอื่นๆแล้วคิดว่าไม่ค่อยมีชั้นเชิงเท่าที่ควรเอาจริงๆไม่น่าจะเป็นซิงเกิ้ลด้วยซ้ำ


Until The End Of Time (4/5) พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดฟังสรรพสำเนียงแล้วนึกถึงเพลง Yesของบียอนเซ่กับที่ได้ยินในอัลบั้มPurple Rainของพรินซ์จัง จริงๆแล้วเพลงนี้ไม่ได้คิดจะตัดโปรโมตเป็นซิงวเกิ้ลอย่างเป็นทางการหรอกค่ะเพียงแต่ตัดมารองรับลูกฟลุ๊คเนื่องจากยอดทางฝั่งเออร์บันค่อนข้างแรงพอสมควร แต่ล่าสุดได้ข่าวมาว่าหยอยจะไปคั่วเอาบียอนเซ่มาดูเอ็ทคู่กันในเพลงนี้แล้วยัดลงDeluxe Editionนี่คะ ดังนั้นเราอาจจะเห็นเวอร์ชั่นนี้ตัดเป็นซิงเกิ้ลทางการโปรมตตลาดโลกก็ได้ มีสิทธิ์ทำอันดับได้สูงมากๆแน่นอนค่ะถ้าตัดเวอร์ชั่นนี้จริงๆ


Lovestoned(3.5/5) ซิงเกิ้ลนี้ตัดโปรโมตพร้อมกับI Think She Knowsอินเทอลูดนะคะ แค่ตัวอินเทอลุดนี่ก็กินเนื้อที่ไปครึ่งซิงเกิ้ลแล้วแถมยังเด้งกว่าเพลงเมนเป็นไหนๆ ไปๆมาๆเริ่มเกิดอาการงงค่ะว่าอันไหนเป็นเพลงหลักอันไหนเป็นแค่อินเทอลูดกันแน่ หึหึหึ มาที่ตัวเพลงภาพรวมเป็นแดนซ์ พ็อพ อาร์แอนด์บีผสานอารมณ์บีทบอกซ์เก๋ๆ โดยส่วนตัวผ่านฉลุยอย่างไร้ข้อกังขา


แทร็คอื่นๆ เ


ริ่มด้วยFuturesex/Lovesounds(4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มและเป็นไทเทิ่ลแทร็ค ภาคดนตรีเป็นการผสมผสานกันที่ลงตัวของแดนซ์ พ็อพ อาร์แอนด์บีและเทคโนลงสู่การนำเสนอภาคเนื้อหาได้อย่างลงตัว บอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดีเยี่ยม ต่อด้วย Sexy Ladies (4/5)ซินธ์ฟังค์ปะทะอาร์แอนด์บี แดนซ์ ฮิพฮอพ เรโทรและพ็อพ วิญญาณป้าพรินซ์ที่มาทรงร่างในเพลงนี้แรงมากๆส่วนตัวแล้วเป็นอีกหนึ่งในเพลงแนวหน้าของอัลบั้มเลยทีเดียว น่าตัดเป็นซิงเกิ้ลมากๆๆๆๆๆๆๆ มาที่Chop Me Up(3/5) เปิดตัวมานึกว่าจัสตินจะทำแก๊งค์สทาแร็พมืดๆแรงๆแต่พอฟังไปนานๆเข้าก็ไม่มีอะไรต่างไปจากฮิพฮอพอาร์แอนด์บีล้านแปดที่เราได้ยินกันตามชาร์ต งั้นๆแหละแต่ก็ฟังบ่อยน่ะค่ะ แทร็คถัดไป Damn Girl (4.5/5) ฟังสรรสำเนียงเพลงนี้แล้วนึกถึงตั้งแต่ไมเคิล แจ็คสัน,พรินซ์ ไปยันเพลง Senoritaจากอัลบั้มที่แล้วของหยอย ภาคดนตรีพหอบมาทั้งแดนซ์ทั้งฟังค์ทั้งอาร์แอนด์บีโดยส่วนตัวรู้สึกว่าติดร็อคนิดนึงด้วย นอกจากนี้ความเป็นเรโทรยังส่งกลิ่นคลุ้งปกคลุมภาพรวมและทิศทางของตัวเพลงทั้งหมดด้วย เซ็กซี่มาก


ปิดท้ายด้วยสองเพลงช้าที่น่าสนใจมากๆแทร็คแรก Losing My Way(5)กรี๊ดดดดดดดดด ขนลุกเลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเพลงระดับนี้จากจัสตินภาพรวมเป็นโซลอาร์แอนด์บีติดสรรสำเนียงบัลลาดแบบฮิพฮอพนิดๆ ตั้งแต่ช่วงต้นก็รู้สึกประทับใจทั้งภาคการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ภาคเนื้อหาที่ทรงพลังสวยงานรวมถึงภาคดนตรีที่เรียบเรียงได้อย่างมีมีติแต่อะไรก็ไม่ประทับใจเท่าที่จัสตินหยอดความเป็นกอสเพลคอรัสเข้ามาประสานช่วงท้ายเพลง ทำเอาน้ำตาเกือบไหลเลยทีเดียว ซาบซึ้งในความพยายามที่จะผลักดันให้ภาคเนื้อหามีความเป็นรุปธรรมมากขึ้น ไม่มีอะไรมอบให้นอกจากคำว่าประทับใจค่ะ อลังการและพิเศษในความรู้สึกสุดๆ และแทร็คหลัง(Another Song)All Over Again(4.5/5) ปิอัลบั้มได้อย่างงดงามละเมียดละมุนด้วยพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดเคียงคู่ไปกับอารมณ์แจ๊ซซ์เล้าน ไพเราะสุดๆ


สรุป


Futuresex/Lovesounds คือบทพิสูจน์ที่ดีของจัสตินซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันความมั่นคงบนถนนสายดนตรีของเขาและเดี๊ยนเชื่อว่าเราๆจะได้เห็นพัฒนาการ ความแปลกใหม่ ความสำเร็จและการเป็นที่ศิลปินที่โลกยอมรับมากขึ้นจากถนนสายนี้ของเขาอย่างแน่นอน แม้ว่าบางคนอาจจะประเมินจัสตินแค่เป็นศิลปินพ็อพและนี่อาจจะเป็นงานที่ศักยภาพสูงสุดแล้วของเขาแต่อย่างไรก็ตามเวลาจะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า "ถ้าคุณคิดว่านี่ดีที่สุดแล้วคุณคิดผิด" เชื่อมั้ยล่ะว่าชายคนนี้สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการเพลงได้มากกว่าและส่วนตัวเดียนเชื่อว่าFuturesex/Lovesoundsมันเป็นเพียงทางเชื่อมที่สวยหรูที่จะส่งจัสตินก้าวหน้าไปทำสิ่งที่ดีกว่านี้ขึ้นไปเรื่อยๆให้โลกเห็น

Joss Stone : The Soul Sessions : 90%


Joss Stone : The Soul Sessions : 90%


รูปแบบเพลง


ส่วนตัวแล้วอยากจะเรียก The Soul Sessions ว่าเป็นอัลบั้มแรกอย่างไม่เป็นทางการของจอส สโทนเนื่องจากจุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วงานชุดนี้ทำออกมาเพื่อลองตลาดก่อนที่จะปล่อย Mind,Body,And Soul รวมถึงเป็นการประเดิมอุปสงค์ผู้ฟังในยุคที่ดนตรีที่เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในอดีตอย่างโซลได้กลายเป็นเหมือนกับของนอกกระแสไปแล้ว (โซลที่ได้กล่าวถึงนี้คือโซลแบบเพียวโซล/บลูส์โซล/โซลอาร์แอนด์บีไปจนถึงนีโอโซลไม่เกี่ยวกับอาร์แอนด์บีโซล/พ็อพโซลยันฮิพฮอพโซลที่เราได้ยินกันโครมๆในปัจจุบันน่ะคะ) กลับมาที่ตัวเพลงในอัลบั้มเป็นการนำเพลงในยุค60-70รวมถึงบางเพลงในทศวรรษล่าสุดเช่นซิงเกิ้ลแรกมาถ่ายทอดใหม่โดยยืนพื้นที่ดนตรีและสรรพสำเนียงแบบโซลดิบๆหนักหน่วงชนิดที่ไม่ได้ยินจากศิลปินฝั่งสหราชอาณาจักรหน้าไหนมาเนิ่นนานเอาการตบด้วยอารมณ์เจิดจรัสและทรงพลังจากความสดของลูกเล่นแบบบลูส์ แจ๊ซซ์และอาร์แอนด์บี (ฉบับ60-70ไม่ใช่ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีที่เราๆฟังกันจนเอียนนะคะ)ย้อนกลับสู่บรรยากาศเรโทรย้อนยุคชนิดที่Back To Basicของอีติ๊กระเด็นหลุดวงโคจรไปเลย ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอัลบั้มพ็อพโซลคัฟเวอร์ที่สดและไพเราะสุดๆชนิดที่ฟังแล้วแถบไม่อยากจะเชื่อว่าน้ำเสียงที่กำลังถ่ายทอดบทเพลงที่กำลังทะลวงโสตประสาทเดี๊ยนอยู่ในขณะนี้ผนวกกับเนื้องานระดับเหนือชั้นแบบนี้จะถูกกลั่นกรองออกมาจากเด็กสาวอายุเพียง17ปี (ในขณะนั้น) เป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับความอึ้งทึ่งและประทับใจที่เราได้รับจากอัลบั้มแรกของศิลปินหญิงอย่างมารายห์ แครีย์/คริสทิน่า อากิเลร่า/พิ้งค์ไปจนถึงเจสซิก้า ซิมป์สันเผลอๆอาจจะเหนือชั้นกว่าบางนางด้วยซ้ำไป หึหึหึ จุดด้อย สำหรับคนที่ยี้อัลบั้มคัฟเวอร์เป็นชีวิตจิตใจ (ไม่ต้องอื่นไกลเดี๊ยนแหละคนนึงเต็มๆ) ก็ขอให้อย่าเพิ่งมองข้ามอัลบั้มนี้ไปเพียงเพราะแค่เป็นของเก่าเอามาเล่าใหม่นะคะเพราะเธอคนนี้สามารถฉีกตัวเองออกจากกรอบอิทธิพลของความเหนือชั้นแบบเดิมๆและนำมาระบายใหม่ในแบบฉบับของตนเองได้อย่างวิจิตรเหนือชั้นเสียจนเดี๊ยนละขนลุกไปเลยทีเดียว สำหรับ


จุดด้อย


ในอัลบั้มนี้หากตัดสินจากภาพรวมโดยใช้มาตรฐานของเดียนก็คงจะต้องบอกว่า "ไม่มี" แต่เมื่อลองมาคิดกันเล่นๆว่าถ้าคุณไม่ใช่คอโซลคอบลูส์ย้อนยุคนี่ก็อาจจะไม่ใช่งานที่ถูกหูคุณแน่นอนแต่เมื่อถึงเวลาที่คุณพร้อมจะเปิดใจรับอะไรใหม่ๆหรือเบื่อกับความจำเจจากภาคดนตรีเดิมๆแล้วล่ะก็อยากจะลองนำเสนอไว้ให้พิจารณากันสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองสัมผัสกับงานดีๆชุดนี้นะคะ ไม่อยากให้พลาด


ซิงเกิ้ล


Fell In Love With A Boy (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่จิกเอาเพลงFall In Love With A Girl จากอัลบั้ม White Blood Cellsในปี2002ของวงThe White Stripesขึ้นมาคัฟเวอร์ โดยเปลี่ยนสรรพสำเนียงจากอัลเทอเนทีฟร็อคตรงสู่ความเป็นบลูส์โซลดิบลึกบาดใจชนิดอยู่กันคนละมิติกับเวอร์ชั่นของต้นฉบับเลยทีเดียว ส่วนตัวขออกปากเลยนะคะว่าฟังครั้งแรกถึงกับสะดุ้งโหยงเลยทีเดียวไม่น่าเชื่อนะคะว่าอายุแค่นี้จะสามารถทำดนตรีและใช้ลูกเล่นน้ำเสียงได้ทรงพลังเกินตัวขนาดนี้ที่สำคัญที่สุดอึ้งค่ะเพราะไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าจะสามารถจับเพลงในปีก่อนหน้านี้แค่ปีเดียวมาสลัดคราบจนไม่เหลือกำพืดของเดิมได้หมดจดขนาดนี้ ฟังแล้วก็อยากจะให้ตั้งแต่ Westlifeกับอัลบั้มคัฟเวอร์Allow Us To Be Frankไปยันศิลปินระดับโลกอย่างทาทา ยังกับหลายๆเพลงคัฟเวอร์ในอัลบั้มTemperature Risingนี่มาช่วยฟังแล้วดูการคัฟเวอร์ของเด็กอายุ17คนนีร้เป็นตัวอย่างก่อนที่จะเอาของเก่ามาปู้ยี้ปู้ยำให้ชาวบ้านด่ากันเล่นๆนะคะ


Super Duper Love [Are You Diggin' On Me?] Pt.1(4.5/5) ซิงเกิ้ลสองที่คัฟเวอร์มาจากวิลลี่ การ์เนอร์ในปี1974 โดยฉบับของหนูจอสทำออกมาในรูปแบบพ็อพโซลหวานๆน่ารักๆผสานอารมณ์ฟั้งค์ร็อครวมถึงกลิ่นความเป็นบลูส์ร็อคกระจ่างใสอ่อนๆก่อนจะตบด้วยกลิ่นอายของความเป็นโซลแบบโมทาวน์ได้อย่างลงตัว ฟังแล้วเพลิดเพลินจรรโลงอารมณืตลอดวันมากๆ ป.ล. ได้ข่าวว่าในบีไซด์ของซิงเกิลมีแถมไลฟ์เพลงIt's A Man's Man's Worldคัฟเวอร์ของเจมส์ บราวน์ที่ถูกตัดออกไปด้วยนี่คะ กรี๊ดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆอยากฟังอ่ะค่ะ อยากรู้ว่าจะตบเวอร์ชั่นมหาโหดของอีติ๊งานแกรมมี่ได้กระจุยดังเสียงลือเสียงเล่าอ้างรึเปล่า หึหึหึหึ


แทร็คอื่นๆ


แทร็คแรก The Chokin' Kind (5) เปิดอัลบั้มด้วยนุ่มลึกแบบบลูส์โซลอาร์แอนด์บีจัดๆผสานกลิ่นของความเป็นแจ๊ซซ์หวานๆและพ็อพโซลอ่อนๆได้อย่างมีชั้นเชิง แม้ว่าภาคดนตรีจะเล่นกันออกมาเรียบง่ายตามธรรมเนียมที่ได้ยินจากโซลยุค60-70ทั่วไปแต่ผลลัพธ์ออกมาสดและทรงพลังชนิดที่กระชากวิญญาณผู้ฟังย้อนเข้าไปสู่คลับดนตรีผิวสีในยุคดังกล่าวเลยทีเดียวแถมยังมาชนกับเนื้อเสียงของหนูจอสแล้วยิ่งเนียนบาดใจกรีดกรายไปอีกหลายระดับเลยทีเดียว ส่วนตัวฟังแล้วขอสนับสนุนให้เพลงอารมณ์โซลย้อนยุคชนิดเหงาหวานผสานโศกแบบนี้ถูกจับยัดเข้าเป็นซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้ไปยันดราม่าหนักๆจะช่วยทะยานอารมณ์ร่วมและเพิ่มอรรถรสในการชมได้อย่างมีชั้นเชิงเลยทีเดียว พิสูจน์ได้อีกเพลงกับ I've Fallen In Love (4/5) ที่แม้ว่าเมื่อเทียบกับแทร็คอื่นๆแล้วค่อนข้างจะดาดดื่นและน่าสนใจน้อยกว่าหนึ่งช่วงตัวแต่เมื่อพิจารณาถึงความเพราะติดหูกับอารมณ์ที่สดและดิบกร้าวจนสัมผัสได้ชัดกว่าแทร็คอื่นๆแล้วยังยืนยันชั้นเชิงของอีหนุคนนี้ได้อย่างดีเลยทีเดียวว่าไม่ธรรมดาน่ะค่ะ มาที่ Victim Of A Foolish Heart (5) ต๊ายยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!! ฟังแล้วนางสาวไทยพูดไม่ออกค่ะ คือเพราะมากๆๆๆๆๆๆชนิดที่ฆ่าแทร็คเพราะๆที่เหลือตายไปข้างแบบไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว ภาคดนตรียื้นพื้นที่ความเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานพ็อพแจ๊ซซ์หม่นๆมายกระดับความทรงพลังให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกเหลือคณานับเกินจะกล่าว เชื่อว่าถ้าเลือกตัดเป็นซิงเกิ้ลนี่แทร็คนี้คงโดนใจคอโซลได้ไม่ยากเลยทีเดียว ต่อด้วย I Had A ream (4/5) ที่โชว์เนื้อเสียงและลูกเล่นในการร้องให้ทุกหูได้ประจักษ์ถึงนิยามของคำว่า "เสียงสวรรค์" ได้อย่างดีก่อนจะหยอดความเป็นกอสเพล แจ๊ซซ์ อดัลท์คอนเทมโพลารีย์และโซลอาร์แอนด์บีเข้ามาเสริมทัพในช่วงกลางเพลงได้อย่างลงตัวสุดๆและถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆแต่ก็เชือดเฉือนกระชากความรู้สึกสุดๆ เป็นอีกแทร็คที่เธอสามารถใช้เนื้อเสียงล้วนๆในการสร้างอารมณ์ไคลแม็กซ์โดยแท้


Dirty Man (5) กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขนจิ๋มลุกซู่ๆๆๆๆๆๆยิ่งกว่าเจอทราวิส ฟิมเมลแก้ผ้าอยู่ตรงหน้าอีกค่ะเพลงนี้ภาคดนตรีนี่เป็นโคตรพ่อโคตรแม่บลูส์โซลย้อนยุคที่โดนเด่นด้วยกีตาร์บลูส์ดิบๆกร้าวๆผสานความเป็นอคูสติคบลูส์ร็อค พ็อพและอารมณ์บลูส์โฟลค์คันทรีย์สะท้านโลกันตร์ลอยละล่องคลอไปกับเสียงโซลทรงพลังบาดเนื้อลึกๆ ผลลัพธ์ออกมาเรียบง่ายแต่ฆ่าทุกเพลงที่กล่าวไปข้างต้นตายเรียบเลยทีเดียวค่ะ หึหึหึ เริ่ดมากกกกก ลองคิดเล่นๆสิว่าถ้าในอนาคตเธอเอาพื้นฐานความเป็นบลูส์โซลดิบกร้าวของเธอไปต่อยอดเข้ากับอัลเทอเนทีฟคันทรีย์หรือบลูส์กราสอะไรพวกนี้จะออกมาเริ่ดชนะเลิศกวาดโล่ห์ทั้งสังเวียนขนาดไหน แอร๊ยยยยย ไม่อยากจะคิด แทร็คถัดไป Some Kind Of Wonderful (4/5) คัฟเวอร์จากจอห์น เอลลิสันที่หนูจอสถ่ายทอดใหม่ในแบบอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลสนุกๆตามแบบฉบับSignature Songที่เป็นพ็อพโซลหวานๆติดหูจังหวะน่ารักๆที่เราได้ยินจากงานหลังจากนี้อย่าง Don't Cha Wanna Rideไม่ก็ Baby Baby Baby นั่นแหละ มาที่ All The King's Horses (4.5/5) ต๊ายยยย เล่นของสูงนะยะจิกงานราชินีเพลงโลอมตะตลอดกาลอย่างเจ้าป้าอรีธ่า แฟลงคลินมาประชันกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าของใหม่อย่างหนูจะเหยียบบังลังก์ราชินีเพลงโซลเป็นเดอะ เน็กซ์ ควีน ออฟ โซลคนต่อไปของวงการเฉกเช่นที่สื่อขนานนามไว้ได้รึเปล่า มองการณ์ไกลดีนะคะ หึหึหึ ปิดท้ายด้วย For The Love Of You (3.5/5) แทร็คปิดอัลบั้มที่คัฟเวอร์จากงานเก่าของ The Isley Brothers บอกลาผู้ฟังในอัลบั้มแจ้งเกิดให้เกิดความกระหายที่จะรอคอยติดตามงานชุดถัดไปด้วยใจจดจ่อ


สรุป


แม้ว่าจะเข้าค่ายงานลองเชิวลองใจแต่กลับดังเป็นพลุแตกประสบความสำเร็จแบบไม่ทันตั้งตัวชนิดที่ทั้งศิลปินและทีมงานก็มีแอบงงๆกันเองในช่วงแรกๆ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณากันตามตรงแล้วหากเธอไม่ได้งานระดับนี้มาเปิดตัวแล้วล่ะก็หนทางการเป็นศิลปินของเธออาจจะไม่ได้สวยงามและเป็นรูปเป็นร่างได้รวดเร็วอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจับตามองและแอบปลื้มในตัวเธออยู่ค่อนข้างมากเช่นกันยิ่งพอได้มามีโอกาสรีวิวอัลบั้มนี้มันเปรียบเสมือนพาเดี๊ยนให้มองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเธอแล้วคิดถึงจุดเริ่มต้นของศิลปินหญิงคนอื่นๆเมื่อวัยใกล้เคียงกันกับเธอแล้วยิ่งอยากจะแสดงความคารวะจากใจเนื่องจากเนื้องานที่ได้มันคนละเรื่องกันเลย พิสูจน์ได้อีกหนึ่งคำรบใหญ่ว่าผลงานเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผู้ที่เป็นนักร้องว่าจะข้ามพรมแดนมายืน ณ สถานภาพที่สร้างสรรดนตรีออกมาในฐานะศิลปินที่แท้จริงได้หรือไม่ และไม่ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะดังหรือไม่ดังอย่างไรแต่เชื่อว่าผลงาที่ได้พิสูจน์ออกมาให้ทุกสายตาประจักษ์นี้เป็นการปูเส้นทางให้แก่ผู้ที่ทำเพลงดีๆให้ขยับเข้าไปใกล้คำว่าศิลปินได้อย่างน่าภาคภูมิใจมากกว่านักร้องอีกหลายคนที่ดัง เสียงดี ยอดขายเยอะแต่ยากที่หาวิญญาณความเป็นศิลปินในผลงานได้เจอไม่

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Billie Holliday: Lady Day Swings! : 90%



Billie Holliday: Lady Day Swings! : 90%

รูปแบบเพลง

ตรงตัวค่ะ Lady Day Swings! เป็นอัลบั้มรวมเพลงสวิงเริ่ดๆของป้าบิลลี่ตั้งแต่ปี1935ถึง1940 ซึ่งเป็นยุคที่ดนตรีชาวผิวดำอย่างโซล,บลูส์และแจ๊ซซ์ เริ่มที่จะเข้ามาเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง (ไม่แน่ใจว่ายุคนั้นยังมีการสั่งห้ามไม่ให้แสดงเพลงแจ๊ซซ์ต่อหน้าสาธารณชนรึเปล่านะคะ) ถ้าเข้าใจไม่ผิดเป็นยุคที่สวิงของคนขาวได้ผสมกลมกลืนกับแจ๊ซซ์ของคนดำอย่างแยกกันแถบจะไม่ออกและดนตรีสองแนวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการนำเสนอและตอบสนองความต้องการในการทำเพลงของศิลปินยุคนั้น มาที่แนวเพลงของป้าในยุคนั้นยืนพื้นที่สวิงและแจ๊ซซ์เป็นหลักโดยมีกลิ่นอายของโซลและบลูส์หม่นๆเจือในตัวเพลงของป้าด้วย บางเพลงเริ่มที่จะกลายพันธุ์เป็นสแตนดาร์ดที่เป็นแจ๊ซซ์ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในยุคหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน สำหรับเดียนประทับใจสุดๆกับภาคดนตรีที่สดและมีเสน่ห์มากๆ เมื่อได้ลองฟังแล้วขอรับประกันเลยว่างานชุดนี้จะพาคุณย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศและกลิ่นอายที่น่าตื่นตาตื่นใจของดนตรีช่วงยุค30 คุณจะรู้สึกเหมือนกับเข้าไปนั่งในแจ๊ซซ์คลับหรือภัตราคารหรูๆแล้วฟังเธอขับกล่อมสวิงหวานๆหอมๆ แม้ว่าคุณจะไม่เคยสัมผัสบรรยากาศดังกล่าวหรือจะเกิดหลังเพลงของเธอ50กว่าปีก็ตามเดี๊ยนเชื่อว่า Lady Day Swings! จะช่วยวาดภาพความรู้สึกนั้นในจินตนาการของคุณทุกที่ที่คุณเปิดมัน

จุดด้อย

อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่มีเอกภาพในตัวสูงมากๆ สามารถฟังได้ต่อเนื่องทุกแทร็คอย่างไม่มีสะดุดรวมไปถึงคุณภาพในตัวเพลงที่ส่วนตัวเห็นว่าสมบูรณืและละเมียดละไมชนิดแทร็คต่อแทร็คเรียกได้ว่าถ้าจะหาข้อบกพร่องในตัวเพลงแล้วหาได้ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในแง่ของความหลากหลายแล้วจะรู้สึกว่ามันมาอารมณืเดียวกันหมดทั้งอัลบั้ม คือเป็นสวิงเก๋ๆแจ๊ซซ์หรูๆที่การนำเสนอโขลกออกมาอารมณืเดียวกันหมด อย่างไรก็ตามเมื่อเอาทุกแทร็คมารวมกันก็ช่วยส่งให้อัลบั้มนี้เป็นงานแจ๊ซซ์ที่แข็งแกร่งและไหลลื่นตั้งแต่ต้นจนจบชนิดที่ไม่มีติดขัดใดๆ เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการฟังแบบรวดเดียวเริ่ดทั้งอัลบั้มมากกว่าจะมานั่งหาแทร็คที่ชอบเพียงไม่กี่แทร็คอีกเรื่องนอกประเด็นไปนิดแต่ก็อยากจะพูดถึงเพราะเห็นหลายคนเข้าใจผิดว่าเสียงของป้าจะต้องทรงพลังสุดเสียงโซลและดิบแบบคนดำสุดๆ ขอบอกเลยว่าคุณเข้าใจผิดและนั่นจะทำให้คุณผิดหวังเข้าขั้นอันตรายในการเสพย์งานของเธอ ป้าบิลลี่เสียงทรงพลังจริงค่ะแต่ป้าเป็นคนดำที่เสียงเล็กและเสียงของป้าไม่ได้ดิบหรือแหกปากซะกังวานถึงขั้นเบสซี่ สมิท,นีน่า ซีโมนส์,อรีธ่า แฟลงคลินหรือแพ๊ตตี้ ลาเบล ถ้าเทียบกับดิว่ารุ่นหลังๆอย่างป้าวิทนีย์ ฮุสทัน,มารายห์ แครีย์ไปจนถึงคริสทิน่า อากิเลรา เดี๊ยนคงจะต้องบอกว่าสามนางนี้แหกปากสู้ตายได้สะใจกว่ามากๆ แต่เหตุผลที่ป้าได้รับการยกย่องให้เป็นราชินีเพลงแจ๊ซซ์และมีเครดิตเหนือกว่าหลายๆชื่อที่กล่าวมา (ยกเว้นเบสซี่ สมิท) เนื่องจากเธอเรียนรู้เส้นเสียงของตัวเองและเลือกที่จะนำเสนอดนตรีให้ออกมาเข้าทางและเอื้ออำนวยต่อศักยภาพของตัวเธออย่างถึงที่สุด เธอสามารถฉีกตัวเองออกจากกรอบดิว่าแจ๊ซซ์ในยุคนั้นด้วยการครีเอทการอิมโพรไวท์ในแบบฉบับของตัวเอง



ซึ่งดูมีเอกลักษณ์และอิสระสุดๆ ดุลยภาพที่ป้าสร้างขึ้นระหว่างตัวเธอกับดนตรีที่เธอเลือกมันให้ผลลัพท์ออกมาไพเราะและน่าทึ่งสุดๆ บนท่วงทำนองที่หรูหราประณีต สรรพสำเนียงการร้องอันทรงเสน่ห์แลอารมณ์เพลงที่ถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณ มันทำให้งานดนตรีของบิลลี่ ฮอลิเดย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานดนตรีที่ดีที่สุดที่วงการเพลงอเมริกันได้รับจากศิลปินทุกยุคทุกสมัยเลยทีเดียว

แทร็คเด็ด

เริ่มต้นที่ What A Little Moonlight Can Do (5) สวิงหรูๆที่ถือว่าเป็นตัวแทนในการบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังวเข้าไปนะงฟังการแสดงเปิดในคลับยุคที่เพลงสวิงยังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ขอชมที่ป้าสร้างความประทับใจครั้งแรกแก่เดี๊ยนได่อย่างวิเศษสุดๆ ต่อด้วย Let's Do It (5) ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของงานชุดนี้ ตัวเพลงถูกเรียบเรียงออกมาเป็นสวิงหวานๆที่มีกลิ่นอายของเครื่องเป่าให้อารมณ์กึ่งสแตนดาร์ดเข้ามาผสม แลดูสูงชั้นมากๆค่ะ คิดว่าพวกคุณหญิงที่ชอบเพลงสุนทราภรณ์คงจะโอเคกับเพลงนี้กันเลยทีเดียว มาที่ He Ain't Got A Rhythm (4.5/5) กับ I Hear Music (5) สองเพลงเริ่ดๆ เพลงแรกเป็นเพลงของIrving Berlin นักแต่งเพลงบรอดเวย์ชื่อดัง ส่วนตัวเห็นว่าเป็นตัวแทนที่ดีในการบ่งบอกอัลบั้มแจ๊ซซ์ดีๆในยุคนั้น คุณก็แค่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นออกมาในฉบับที่แตกต่างและเป็นตัวคุณที่สุดและป้าบิลลี่ตีโจทย์มันแตก ส่วนเพลงหลังเป็นสวิงแจ๊ซซ์สนุกๆเสริมทัพด้วยบลูส์หรูๆส่วนตัวรู้สึกถึงอาร์แอนด์บีนิดๆ (ไม่แน่ใจว่ายุคป้ารู้จักอาร์แอนด์บีกันรึยัง) สำคัญที่สุดชอบเนื้อเพลงค่ะ สวยงามและมีวาทะศิลป์น่าทึ่งมากๆ ทุกองค์ประกอบลงตัวสุดๆ ผลลัพธ์ออกมาหรูหราและกลมกล่อมมากๆ ทำหน้าที่ได้ดีทุกครั้งที่เปิดมัน
Spreadin' Rhythm Around (5) อีกหนึ่งสวิงสวยๆที่มาพร้อมกับอิทธิพลของดนตรีจัมพ์บลูส์และโซลอ่อนๆ เก๋ตรงที่มอบความรู้สึกที่สดเหมือนกับคืนชีวิตให้แก่ยุคนั้นกลับมาอยู่ตรงหน้าเราด้วยวิธีง่ายๆคือ "เพียงแค่เปิดมัน" แล้วมันจะสอนให้คุณรู้ว่า "นี่แหละสวิง" มาที่ Swing!Brother,Swing! (4.5/5) ตัวเพลงเป็นบลูส์แจ๊ซซ์ สวิงติดกลิ่นโซลหม่นๆเชิ่ดๆ ส่วนตัวชอบที่ป้าทำให้เรารู้ว่าการอิมโพรไวซ์ไปได้ไกลสุดถึงระดับไหน ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่ต้องยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำเสนอเพลงของป้ากับนักดนตรี ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในขณะเดียวกันอัตลักษณ์แบบบิลลี่ ฮอลิเดย์ยังอยู่แบบครบถ้วน ปิดท้ายด้วย Them Their Eyes (4.5/5) เป็นเพลงแรกของป้าที่เดี๊ยนได้ฟังในชีวิต (ในThe Diva Series) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นอีกสิบปีหลังจากนี้ (1949) มาที่ภาคนี้ป้าคัฟเวอร์มาจากนักร้องชายท่านหนึ่งในปี1931แต่เธอช็อควงการด้วยการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเพลงของเธอไปตลอดกาล คือเป็นเพลงของคนอื่นก่อนหน้านี้แต่พอเธอมาร้องมันเหมือนกับแต่งมาให้เะอร้องเป็นคนแรกโดยเฉพาะ ถ้าคิดถึงป้าบิลลี่เดี๊ยนจะคิดถึงเพลงนี้เป็นเพลงแรกค่ะ

สรุป

ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ประทานดนตรีลงมาบนโลกใบนี้ ทุกยุคทุกสมัยจะมีศิลปินที่เป็นที่นิยมและทำให้เดี๊ยนรู้สึกว่า เขาหรือเธอผู้นั้นเกิดมาเพื่อขับกล่อมดนตรีแก่เพื่อนมนุษย์ คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าบิลลี่ ฮอลิเดย์คือสมบัติอันล้ำค่าที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ทุกคนที่รักดนตรีในยุคนั้นขณะเดียวกันพระองค์ก็ประทานให้ตำนานผู้นี้เป็นขุมทรัพย์ที่ทรงค่ามหาศาลให้แก่ชนรุ่นหลังผู้ซึ่งรักในเสียงดนตรีค้นหามาฟังต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Nina Simone : The Diva Series : 97%



Nina Simone : The Diva Series : 97%


รูปแบบเพลง


แม้ว่านีน่า ซีโมนส์จะถูกจัดประเภทให้เป็นศิลปินแจ๊ซซ์ แต่เอาจริงๆแล้วหลังจากที่ได้สัมผัสกับงานดนตรีของป้าเดี๊ยนรู้สึกว่าแจ๊ซซ์เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเพียงแต่เธอใช้ยืนพื้นก็เท่านั้น พิจารณากันจริงๆแล้วสไตล์เพลงของป้ากว้างและหลากหลายมากๆมีตั้งแต่ดนตรีคนดำดิบๆอย่างกอสเพล,อาร์แอนด์บี,โซลและบลูส์ซึ่งบางเพลงมีกลิ่นอายและอิทธิพลของดนตรีพื้นเมืองและบลูส์แบบแอฟริกันขนานแท้มาด้วย ไล่ไปจนถึงแนวเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุค50อย่างแจ๊ซซ์,บัลลาดออเครสตร้า,สวิงรวมไปถึงแนวดนตรีและการร้องของดิว่าในยุคนั้นอย่าง Torch Song ซึ่งว่าด้วยการถ่ายทอดเพลงรักโดยตัวผู้ร้องจะต้องเข้าถึงอารมณ์ในตัวเพลงและถ่าทอดมันออกมาอย่างทรงพลังและรุนแรงสุดๆ (ศิลปินแนวนี้ที่ดังๆก็อย่างป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ เป็นต้น) นอกจากนี้ป้ายังทำเพลงระดับสูงๆอย่างคลาสสิค,บรอดเวย์ไปจนถึงอิสราเอลโฟล์คอีกด้วย (มึนเลยค่ะ) ในส่วนของภาคเนื้อหาเะอยังต่างจากดิว่าแจ๊ซซืนางอื่นๆที่บางคนอาจจะร้องเพลงเกี่ยวกับความรัก ชีวิตที่ทุกข์ระทมหรือเรื่องสองแง่สามง่าม แต่สำหรับป้าเน้นไปในเรื่องการเคลื่อนไหวของสิทธิมนุษยชน ประเด็นเรื่องสีผิวรวมถึงล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีสถานการณ์สังคมในยุคนั้นอย่างสนุกสนานเจ็บแสบถึงพริกถึงขิง เรียกได้ว่านีน่า ซีโมนส์คือสาวนักปฏิวัติทางความคิดในยุคที่ดนตรีแจ๊ซซ์และโซลรุ่งเรืองก็คงไม่ผิด

จุดด้อย

นี่เป็นงานรวมฮิตดังนั้นเรื่องเพลงที่คัดมาไม่ต้องเป็นห่วงค่ะถือว่าสุดยอดทุกๆเพลง อย่างไรก็ตามรู้สึกขัดใจที่เพลงดีๆของป้าบางเพลงไม่ได้ถูกรับเลือกให้ลงมารวมไว้ในซีรีส์นี้เช่น Nobody Knows When You're Down And Out ที่ป้าคัฟเวอร์มาจากจักรพรรดินีเพลงบลูส์อย่างป้าเบสซี่ สมิทซึ่งสุดยอดมากๆก็ไม่ได้รับเลือก นอกจากนี้เพลงดีๆหลายเพลงที่เดี๊ยนโปรดปรานและคิดว่าเหมาะสมที่จะนำมาลงไว้อย่าง Be My Husband,Sinner Manหรือ Black Is The Color Of My True Love's Hair ก็ถูกมองข้ามไปซะอย่างงั้น เสียดายนะคะไม่งั้นอัลบั้มนี้จะสุดยอดถึงสุดๆ

แทร็คเด็ด

ปิดอัลบั้มด้วย I Put A Spell On You (5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีอาร์แอนด์บีบัลลาดที่แซมด้วยเครื่องสายและอารมณืพียโนแจ๊ซซ์พริ้วๆ เด็ดสุดๆกับน้ำเสียงโซลดิบๆสุดทรงพลังและสรรพสำเนียงการร้องทรงเสน่ห์ของป้า โดยส่วนตัวชอบเนื้อหามากๆค่ะแลดูมีชั้นเชิงสุดๆฆ่าเด็กรุ่นใหม่ตายไปหลายศพเลยค่ะป้า ต่อด้วย I Loves You,Porgy (4/5) ซิงเกิ้ลทะลุล้านของป้าในปี1959 คัฟเวอร์มาจากเพลงประกอบละครบรอดเวย์เรื่อง Porgy&BessของGershwinในปี1935 ตัวเพลงเป็นบัลลาดเพียโนคลอไปกับเสียงโซลที่นุ่มนวลและอบอุ่นของป้า เพราะมากๆ มาที่ Mississippi Goddam (5) เพียโนแจ๊ซซ์สนุกๆผสานความเป็นโซลอาร์แอนด์บีและกอสเพลได้อย่างลงตัว แต่เนื้อหาที่แท้จริงกล่าวถึง



โศกนาฏกรรมจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดโบสถ์ที่อลาบาม่าซึ่งส่งผลให้มีเด็กผิวดำเสียชีวิต4คนรวมไปถึงยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการฆาตกรรม Medgar Wiley Evers นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันเล่นเอาผู้ฟังหลายท่านหน้าหงายไปตามๆกัน เป็นหนึ่งในตลกร้ายที่คลาสสิคและเป็นที่กล่าวถึงมาที่สุดของนีน่า ซีโมนส์เลยทีเดียว
Love Me Or Leave Me (5) เด็ดดวงค่ะ เพลงนี้ป้าคัฟเวอร์มาจากป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์ที่ร้องไว้ในอัลบั้มสุดคลาสสิคอย่างLady Sings The Bluesเมื่อปี1954 ต้นฉบับเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์หรูๆติดกลิ่นบลูส์เข้มๆ (เพราะมากๆแนะนำให้ลองหามาฟังกันดูนะคะ) เวอร์ชั่นป้านีน่าเป็นสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์ติดกลิ่นอาร์แอนด์บีโซลเก๋ๆ ชอบชั้นเชิงการใช้เพียโนของป้ามากๆหาตัวจับยากและน่าทึ่งสุดๆ ชนิดที่ว่าแน่ๆอย่างอลิเซีย คียส์หรือนอร่าห์ โจนส์มาฟังแล้วต้องถึงขั้นสลบไปเลยทีเดียว สำหรับเดี๊ยนเพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่โปรดปรานตลอดกาล คิดว่าเป็นหนึ่งในเพลงแจ๊ซซ์ที่หรูหราและสวยงามที่สุดไม่ว่าใครเอามาทำใหม่ก็เพราะเสมอ มาที่ See-Line Woman (3.5/5) บรอดเวย์ที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีพื้นเมืองของชาวแอฟริกันและกลิ่นอายบลูส์จางๆ เนื้อหากล่าวถึงบทเรียนของการมีชีวตที่หรูหราของโสเภณีชั้นสูง ต่อด้วย Wild Is The Wind (5) บลูส์โซลบัลลาดบนภาคดนตรีที่เป็นคลาสสิคแจ๊ซซ์ผสานกับเสียงโซลดิบๆไปถึงขั้วหัวใจของป้า พลังเสียงของป้าสุดยอดมากๆในเพลงนี้ฟังแล้วขนลุกเลย เพื่อนๆในบอร์ดที่คลั่งไคล์เพลงดิว่าโชว์พลังเสียงอย่าพลาดเชียวนะคะ แทร็คต่อไป Four Women (5) เป็นเพลงที่เดี๊ยนฟังแล้วรู้สึกปวดร้าวที่สุดของป้าค่ะ โหดร้ายมากๆตอนวิจารณ์นี่เรียบเรียงคำพูดไม่ถูกไปหลายนาทีเลยทีเดียว ภาคดนตรีเป็นบลูส์เนิบๆหม่นๆมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นสีผิวค่อนข้างรุนแรง ว่าด้วยผู้หญิงสี่คนคนแรก Aunt Sara สาวผิวดำจากบริบทแล้วเดี๊ยนว่าชีวิตค่อนเธอจะต้องยากจนและทุกข์ระทมสุดๆ คนที่สอง Siffronia สาวผิวเหลืองที่มีพ่อเป็นคนผิวขาวและร่ำรวยมากๆซึ่งได้ข่มขืนแม่ตัวเองแล้วทิ้งไป คนถัดไป Sweet Thing สาวผิวแทนที่โหยหาชีวิตที่เพียบพร้อมจึงลงเอยด้วยการขายตัวเลี้ยงชีพ แล้วคนสุดท้าย Peaches ฟังแล้วน่าจะเป็นเด็กข้างถนนและมีชีวิตที่แร้นแค้นเอามากๆ เนื่องจากพ่อและแแม่ถูกจับไปเป็นทาส (แม่ง ทำไมกูต้องมาเจอเพลงแบบนี้ด้วยวะ?) เพลงนี้ถูกสถานีวิทยุหลายแห่งแบนด้วยเนื้อหาดังกล่าวน่ะค่ะ
ปิดท้ายด้วย Don't Let Me Be Missunderstood (5) แทร็คปิดอัลบั้มโซลบัลลาดหม่นๆที่มีกลิ่นอายและสรรพสำเนียงของแอฟริกันบลูส์ในตัวเพลงด้วย เพลงนี้เคยถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณาน้ำหอม J'ADOREของ คริสเตียน ดิออร์น่ะค่ะ

สรุป
ขอยกคำพูดที่สุดแสนจะคมคายของป้ามาปิดรีวิวนะคะว่า "รู้มั้ยฉันรักดนตรีเพราะว่ามันเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยสื่อสารให้มนุาญืตระหนักถึงความเป็นจริงและความเป็นไปต่างๆบนโลกใบนี้ ฉันรักมันเพราะว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ฉันจะสามารถสร้างสรรในแบบฉบับของฉันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้ฉันจะจากโลกนี้ไปแล้วแต่มันก็ยังคงเป็นตัวแทนของฉันที่ดำเนินให้คนรุ่นหลังรับรู้ต่อไป ดนตรีคือสิ่งที่เป็นอมตะเฉกเช่นพระเจ้านั่นแหละ เข้าใจรึยังว่าทำไมฉัน ถึงทุ่มเทและศรัทธาในมันนัก" และเดี๊ยนคือหนึ่งในคนที่คิดและเชื่อแบบนั้นเช่นกันค่ะ

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Pop !con Party: P35 : 100%


POP !con Party : P35 : 100%

อาจจะดูตลกสำหรับหลายๆท่านถ้าเดี๊ยนจะเริ่มงานเขียน Tribute ให้ปาร์ตี้ของนิตยสารปอปด้วยการขอกราบขอบพระทัยพระบิดาบนสรวงสวรรค์ผู้ทรงสถิตย์นิรันดร์ -- เพราะยังไง้ ยังไงมันก็ดูไม่เข้ากันประดุจถ้าวันหนึ่งวันใดแพรีส ฮิลทันออกมาแถลงข่าวว่าคิดจะไปบวชชีพราหมณ์ยังไงยังงั้นแล้วไฉนเลยเจ้าถึงคิดที่จะยกพระเจ้ามาขอบคุณในงานเขียนอุทิศถึงปาร์ตี้?-- เอาล่ะค่ะไอ้ที่เน้นตัวแดงไว้นั้นเดี๊ยนทราบดี วันนี้เลยจะถือโอกาสที่จะเขียนรีวิวถึงหลายสิ่งที่อยู่ในจิตใจไม่เพียงแต่ความประทับใจต่องานปาร์ตี้เมื่อคืนวันศุกร์และความน่ารักของพี่ๆทีมงานนิตยสารปอปแต่รวมไปถึงจะขอตอบคำถามต่อผู้อ่านและเพื่อนๆของเดี๊ยนหลายท่านที่สงสัยว่าทำไมเดี๊ยนถึงคิดจะเปลี่ยนไปนับถือคริสเตียน มากไปกว่านั้นงานเขียนชิ้นนี้เป็นการอุทิศให้แก่แรงบันดาลใจ ศรัทธา การยืนหยัดและการขอบคุณจิตวิญญาณกับประสบการณ์ที่แข็งแกร่งที่ประสบมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้เดี๊ยนกล้าพูดได้เต็มปากว่าการไปร่วมงานปาร์ตี้ครั้งนี้ให้คำตอบหลายสิ่งหลายอย่างแก่ชีวิตเดี๊ยนมากมายเลยทีเดียว

ก่อนอื่นก็คงจะต้องขออธิบายเหตุผลว่า "ขอบคุณพระเจ้าทำไม?" เหตุผลที่จะเขียนต่อไปนี้อาจจะแลดูบ้าและโง่งมงายสำหรับบางท่านเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเดี๊ยนคงไม่แคร์หรอกน่ะคะว่าใครอ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไรแต่ขอถามว่า "คุณเชื่อในการเตรียมทางของพระเจ้ารึเปล่า?" สำหรับเดี๊ยนไม่เคยเชื่อมาก่อนและก็ไม่คิดจะเชื่อแต่จากเหตุการณ์ดีๆที่ประสบมาก่อนหน้านี้หลายๆสิ่งรวมถึงหลายๆวินาทีวิกฤตที่ทำให้เดี๊ยนคิดว่า "เราไม่น่าจะรอดได้ เราไม่น่าจะทำได้" มาจนถึงโอกาสที่ได้มายืนในงานปาร์ตี้นี้ส่วนตัวแล้วเป็นประจักษ์พยานที่ดีในการตอบคำถามหลายๆแง่มุมถึงสิ่งๆนี้เลยทีเดียว ไม่ขออธิบายถึงเรื่องก่อนหน้านี้นะคะมาที่เรื่องงานปาร์ตี้นี้เลยแล้วกันจะบอกว่าตอนแรกไม่รู้เลยว่าเฟซบุ๊คส์เก่าของพี่ตี้โดนลบไปและก็ไม่รู้เลยว่าปลายเดือนจะมีการจัดงานปาร์ตี้ของปอป แล้ววันหนึ่งเดี๊ยนเกิดอาการที่แบบ เฮ้ย "ทำไมคิดถึงปอปคิดถึงเจ๊ตี้จังวะ?" คิดถึงแค่ไหน? ก็คิดถึงจนถึงขั้นที่ลงมานั่งรีวิวอัลบั้ม Nuyorican Soul ชนิดยาวเหยียดโดยไม่สนใจที่จะเคลียร์งานการ แชตกับเพื่อนๆในเอ็มไปจนถึงตอบจดหมายบรรดาแฟนเก่าทั้งหลายในเฟซบุ๊คส์และมายสเปซแต่อย่างใด (ลองคลิกอ่านรีวิวงานชุดนี้ได้ทางTabด้านขวามือนะคะ) พอรีวิวเสร็จเท่านั้นแหละค่ะเจ๊ตี้ส่งจดหมายมาทางมายสเปซพอดีบอกว่าให้ "แอดเฟซบุ๊คส์ใหม่และมีปาร์ตี้ปอป" โอ้โหเท่านั้นแหละค่ะขนลุกมากๆ พลังจิตมีจริง! จากความดีใจตอนนั้นกลายเป็นความกังวลในเวลาถัดมาเนื่องจากนิสัยในการจับจ่ายใช้สอยที่มันไม่เคยดีมาตลอดการดำรงชีวิต 22 ปีบนโลกนี้ สิ่งแรกที่คิดในใจคือ "เหี้ยเอ๊ย! กูจะไปได้รึเปล่าเนี่ย?" เพราะว่าตังค์ไม่พอแน่ๆค่ะ ยอมรับอย่างไม่อายว่าวินาทีนั้นเงินในตัวเหลือไม่ถึง200 (กลางเดือนด้วยนะนั่น) แต่สุดท้ายหลังจากที่คุกเข่าอดอาหารและสวดอ้อนวอนมันก็ทำให้ชีวิตเดี๊ยนเจอกับหนทางที่เดี๊ยนคิดว่าไม่น่าจะเจอ (เนื่องจากมันล่อเข้าไปเป็นหมื่นอยู่) จนสามารถที่จะมายืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในปาร์ตี้เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาได้อย่างเอ๋อๆเบลอๆและมึนงงอย่างไรก็ตามมันเป็นอีกครั้งที่พระองค์ประทานสิ่งที่เดี๊ยนขอด้วยศรัทธา ความหวังและความวางใจอย่างแท้จริง ที่เขียนมานี่เชิญด่าหรือหัวเราะได้ตามสบายนะคะหรือใครที่มีเฟซบุ๊คส์เดี๊ยนมาพิมพ์ตัวโตๆเลยก็ได้ว่า "อีบ้า" อันนี้ไม่โกรธจริงๆแต่ถ้าคุณเป็นเดี๊ยนล่ะก็คุณจะรู้ว่าเดี๊ยนได้รับสิ่งดีๆและรอดวิกฤติมามากเหลือเกิน มากถึงขั้นที่ว่าทุกวันนี้ยังไม่เชื่อว่ายังจะมีชีวิตมานั่งสวยๆพิมพ์รีวิวในบล็อกนี้อยู่อ่ะค่ะ

เอาล่ะๆๆๆๆมาที่ปาร์ตี้ส่วนตัวก็คงไม่มีอะไรจะกล่าวมากไปกว่า "มันส์มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" เป็นปาร์ตี้ที่เป็นปอปตามที่คิดว่าจะได้สัมผัสอย่างแท้จริงคือบ้า เก๋ ป่วงและเกย์ (ซึ่ง "เกย์" นี่ในงานเยอะมากจนนึกว่ายกมาทั้งสีลมซอย2 หลายคนคุ้นหน้าค่าตากันดีแม้ว่าจะไม่เคยคุยด้วยก็ตาม) อย่างแรกที่ขอบอกว่าประทับใจในงานนี้เลยกคงจะเป็นความน่ารักของพี่ๆทีมงานนิตยสารปอปทุกท่านที่ใจดี เป็นกันเองและดีกับน้องๆมาก ขอเริ่มตั้งแต่ตัวแม่อย่าง "เจ๊ตี้" ที่สวยกว่าทุกครั้งที่เคยเจอที่ถนนข้าวสารรวมกัน สารภาพตามตรงว่าเจอแบบใกล้ๆและจังๆขนาดนี้เจ๊ทำเอาหนูขนลุกถึงขั้นต้องรวบรวมสติก่อนที่จะเข้าไปคุยด้วยเลยทีเดียวด้วยความที่เจ๊ตี้เป็นแรงบันดาลใจตลอดกาลและเป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลที่เดี๊ยนนับถือและมีอิทธิพลกับตัวเดี๊ยนมากที่สุด ส่วนัวดีใจและรู้สึกเป็นเกีรติมากๆที่ได้เจอ คุย ยิ้มและกอดคนที่เราเคารพและประทับใจมากที่สุดตลอดกาลอย่างเจ๊ตี้ -- เป็นรางวัลชีวิตที่คุ้มค่าอย่างยิ่งยวดในคืนเดียว -- และที่สำคัญพี่ตี้แดนซ์แรงมากๆๆๆๆๆ การันตีว่าแม้ "ปอป" จะหายจากแผงไปนานแต่บัลลังก์ราชินีแห่งแวดวงน้ำหมึกและปาร์ตี้เธอยังครองอยู่ได้อย่างเหนือชั้น มาที่สามทหารเสืมือตบจากกองบรรณาธิการอย่างคุณพี่ "ศรีวิการ์ สิริกาญจน์และพจนี" ซึ่งตัวจริงขอบอกว่าน่ารักกันมากๆจนเชื่อว่าคนอ่านที่เจอตัวจริงอาจจะเกิดความรู้สึกแบบ "เฮ้ย!แน่ใจหรือว่านี่คือแม่สามนักรีวิวกองหน้าที่ขึ้นชื่อว่าปากจัดในระดับคลาสสิคที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ตลอดอายุขัยของนิตยสารปอป" ขอเริ่มที่ "พี่ก๊อฟ" ที่ตัวจริงคุณพี่ทำเอาหนูแอบปลื้มในความสวยและเท่ห์ของคุณพี่อยู่นะคะ เห็นแว้บแรกนี่ดูรู้เลยว่าเก๋ มั่น เปรี้ยวและแรงจริงที่สำคัญคุณพี่อัธยาศัยดี น่ารักและมีเสน่ห์เท่ห์มากๆค่ะ ต่อด้วยพี่ "พจจี้" คุณพี่น่ารักมากกกกกกกกกกกกก ยิ้มแย้มแจ่มใสและเทคแคร์น้องดีมากๆกลับมาถึงบ้านมานั่งกางคอลัมน์ Politic อ่านแล้วถึงกับตกตะลึงกับสำนวนสุดคมในฝัก กรีดแทงและเชือดเฉือนได้แซ่บและแสบอย่างถึงอารมณ์ ปิดท้ายอย่างเก๋ไก๋ด้วย "พี่เก๋" ซึ่งถ้ามีโอกาสได้เจอหรือสนิทกันมากกว่านี้ก็คงจะต้องเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น "เจ๊เก๋" เพราะเธอแรงจริงผู้หญิงคนนี้และเกือบเวลาครึ่งหนึ่งของงานนี่อยู่เต้นอยู่กับพี่เขาตลอดล่ะคะ ได้คุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอะไรหลายอย่างส่วนตัวแล้วชอบและประทับใจในความเปรี้ยว แรงและจริงใจของคุณพี่ซึ่งแม้ว่าเพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรกแต่ส่วนตัวสัมผัสได้จริงๆ สำหรับพี่เก๋ต้องขอบคุณมากๆนะคะเพราะอยู่ใกล้ๆพี่นี่งานสนุกขึ้นเยอะเลยทีเดียว ขอบคุณที่ดูแลและคอยคุยกับหนูด้วย หึหึหึ มาที่ "พี่เบย์ กัมปนาท" ได้คุยกันนิดเดียวเอง (ส่วนใหญ่จะไปเต้นด้วยมากกว่า) รู้ตัวมั้ยว่าเป็นคนที่บุคลิกน่ารักมากๆแถมพี่เบย์เต้นออกสเต็ปได้มันส์มากๆค่ะ ดิฉันขอคำนับ ที่ไม่อยากจะเชื่อก็คือ "พี่นัตตี้ ณัฐวุฒิ" คือพูดแล้วอย่าโกรธหนูนะคะพี่แต่คุณพี่แบบเป็นอะไรที่Friendlyสุดๆต่างจากที่เห็นในสำนวนกาสารเขียนลิบลับพอๆกับคุณพี่พจนีเลยทีเดียว กลับบ้านไปไปเปิดรีวิวพี่อ่านแล้วยังแอบขำอยู่แล้ว "สำนวนร้ายกาจ บนใบหน้าเฉี่ยวๆของจริง" ดีใจที่ได้เจอสาวกคริสทิน่าเหมือนกันนะคะ คนต่อไป "พี่เจตน์" คนนี้ต้องบอกว่าแรงกว่าที่คิดไว้ ส่วนตัวก็ต้องขอบคุณพี่มากๆค่ะที่มาเต้นด้วย มาคุยด้วย เทคแคร์หนูดีๆสุดๆ หึหึหึ เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้หนูรู้สึกประทับใจงานนี้มากกว่าที่ควรจะเป็น ต่อด้วย "พี่แชมป์ ปริศร์" ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะคะพี่ พี่แชมป์นี่ลวดลาย ลีลาและฤทธิ์เดชการร่ายรำนี่ระดับราชินีของงานอย่างแท้จริงสมศักดิ์ศรีสาวกอันดับหนึ่งของมาดอนน่าและไคย์ลีย์ เริ่ดมากๆ ปิดด้วย "พี่ตั้ม ฝ่ายศิลป์","พี่หนึ่ง เลขากอง"และ "พี่อนุรักษ์" (ชื่อเหมือนกันเลย) ขอขมวดปมปิดย่อหน้านี้ไว้อย่างงดงามว่า "น่ารัก" กันทุกๆคน

อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจและสมศักดิ์ศรีปาร์ตี้ของนิตยสารดนตรีสากลระดับแนวหน้าอย่าง "ปอป" อย่างแท้จริง คือ "ดนตรี" ซึ่งเข้าไปฟังแล้วแถบน้ำตาไหลค่ะเพราะเปิดเพลงได้เก๋และเฉี่ยวชนิดที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลย หลากหลายแต่ลงตัวและไม่มั่วเหมือนกับที่.... คือผสานความหลากหลายตั้งแต่พ็อพจ๋าๆอย่าง Genie In A Bottle ของ คริสทิน่า อากิเลร่า ต่อยอดไปอาร์แอนด์บี เรโทร ฮิพฮอพ ร็อค บริทพ็อพยันพวกอินดี้ แดนซ์พั้งค์อะไรที่พวก3เจ๊ท่านโปรดปรานเป็นการผสมผสานความหลากหลายและโลกทัศน์ทางดนตรีที่สุดแสนจะบรรเจิดลงสู่วัฒนธรรม POP Cultureของปาร์ตี้และไลฟ์สไตล์เมื่อคืนวันศุกร์ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงเจตนารมณ์และตัวตนของความเป็นปอปได้อย่างครบถ้วนเหนือชั้น ส่วนตัวขอชมว่าถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด "ปอป" ก็ยังสามารถรักษาคอนเส็ปท์ในตัวได้อย่างดี

จบความประทับใจในปาร์ตี้กลับมาที่ความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนบ้าง ต้องขอเรียนตามตรงว่าการมางานในครั้งนี้เดี๊ยนได้รับและเรียนรู้อะไรเยอะแยะจนเชื่อว่าไม่มีใครที่จะสามารถเชื่อ รับรู้ความรู้สึกของเดี๊ยนไปจนถึงเข้าถึงในใจได้ว่า "การไปแค่งานปาร์ตี้จะให้อะไรกับมึงนักหนา" สำหรับเดี๊ยนขออธิบายสั้นๆว่า "ปาร์ตี้นี้เป็นทั้งของประทานและบททดสอบศรัทธาย่อยๆทีเดียว" คำที่เดี๊ยนพูดบ่อยมากๆในคืนนั้นคงจะหนีไม่พ้น "ผมเลิกเหล้าแล้วครับ!" อันนี้ไม่ใช่การสร้างภาพให้ดูดีหรือพยายามทำตัวให้แตกต่างอย่างที่เพื่อนเดี๊ยนบางคนคิดเนื่องจากมันเป็นอะไรที่ไร้สาระจนไม่รู้จะทำไปทำไม แต่มันคือความภูมิใจที่บุตรของพระเจ้าธรรมดาๆคนหนึ่งสามารถที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ท้าทายและยากที่สุดเพื่อที่จะรักษาคำสัตย์ที่ได้มอบให้พระองค์ในวันที่ทูลขอพร้อมกับความเต็มใจที่จะรักษาพระบัญญัติ "ในส่วนที่พอจะทำได้" ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจจะเข้าสู่ศาสนจักรแห่งนี้ ส่วนตัวที่เอ่ยขอบคุณพระเจ้าตอนเริ่มงานเขียนชิ้นนี้เพราะส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถหาตังค์เป็นหมื่นได้ภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ ไม่อยากเชื่อว่าพระองค์จะประทานโอกาสในสิ่งที่ทูลขอให้จริงๆแม้ว่าสิ่งที่ขอจะผิดพระบัญญัติแต่พระองค์ก็ทรงประทานให้เดี๊ยนเนื่องจากเชื่อว่าเราทั้งสองรู้ดีว่าโอกาสดีๆรออยู่ข้างหน้ามากมายในชีวิตกลางคืน ทั้งแรงบันดาลใจ ความก้าวหน้า การเรียนรู้และหลายสิ่งที่เดี๊ยนไม่มีทางรู้ว่าจะประสบแต่อย่างน้อยทุกสิ่งมันก็สามารถที่จะเติมเต็มศรัทธาให้เดี๊ยนยืนหยัดและเข้มแข็งบนเส้นทางชีวิตของเดี๊ยนต่อไป ส่วนตัวต้องขอบอกว่าภายในคืนเดียวเดี๊ยนโตขึ้น เข้มแข็งต่อการล่อลวงากขึ้นและได้รับการประทานศรัทธา โอกาสที่จะเรียนรู้และความรักจากพระองค์สูงขึ้นในขณะเดียวกันก็ได้มาพานพบกับแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตโดยการได้เจอกับคนกลุ่มนี้ (พี่ๆทีมงาน) เพราะต้องขอบอกพวกพี่ๆนะคะว่าชื่อของ Da Nastina ในฐานะนักรีวิวจะไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ได้ถ้าปราศจากการปูทางที่ดีจากพี่ๆ เดี๊ยนเปลี่ยนไปเป็นคนที่ยืนหยัดในศรัทธามากขึ้นรวยมถึงภูมิใจ ภูมิใจมากๆท ี่เราไม่แตะเหล้า บุหรี่และที่ยากที่สุด เซ็กส์ อย่างที่เราสัญญากับพระองค์ไว้ได้ -- ไม่ได้อวดตัวแต่เรื่องเซ็กส์นี่เป็นการทดสอบที่หนักกว่าเหล้าหลายเท่าเพราะส่วนตัวใช้ชีวิตกลางคืนมาตั้งแต่อายุ16-17มันไม่เคยขาดสิ่งนี้และคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานี่พูดตามตรงว่า "มีคนมาถูกใจและมาขอให้ไปนอนด้วยเยอะ" แต่สุดท้ายความศรัทธาชนะทุกสิ่งจริงๆ -- ดีใจที่ได้รู้ว่าเราเติบโตและเข้มแข็งทางวิญญาณพอและสามารถที่จะแสดงความกตัญญูต่อพรที่พระองค์ทรงประทานให้มันศักดิ์สิทธิ์และไม่ไร้ค่า

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณนิตยสารปอปและทุกๆคนในคืนวันศุกร์ที่ P35 ที่ร่วมเป็นบททดสอบประจักษ์พยานทางวิญญาณและความศรัทธาของเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง ขอบคุณพี่ตี้และพี่ๆทีมงานทุกคนสำหรับความประทับใจและความรักที่ทำให้เด็กคนนี้มีต่อนิตยสารสุดเก๋นี้มากขึ้นเรื่อยๆจนถึงขีดสุด ประทับใจพวกพี่มากๆครับ ขอบคุณคืนๆหนึ่งที่มันสะท้อนให้เห็นความเติบโตทางศรัทธาและวิญญาณที่เข้มแข็งและดีขึ้นของคนๆนี้ เหนือสิ่งอื่นใดพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงสถิตย์นิรันดร์ ข้าพระองค์ขอกราบพระทัยสำหรับของขวัญ การทดสอบ โชคชะตาที่สวยงามและบทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดที่ข้าพระองค์ทูลขอพระองค์ด้วยศรัทธาและได้รับน้ำพระทัยของพระองค์ไว้ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน