วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Mariah Carey : Emotions : 89%


Mariah Carey : Emotions : 89%



รูปแบบดนตรี :

ส่วนตัวเดี๊ยนคิดว่ามารายห์ได้ฉีกตัวเองจากแนวเมนต์สตรีมพ็อพบัลลาดที่สร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้เธออย่างมหาศาลจากอัลบั้มแรก โดยที่อัลบั้มนี้เธอนำเสนอดนตรีในรูปแบบของแนวอาร์แอนด์บี โซล เสริมทัพด้วยดนตรีเต้นรำ กอสเพลและกลิ่นอายแบบบลูส์โซลดิบๆที่ชวนให้นึกถึงรูปแบบการนำเสนอดนตรีช่วงยุค50จนถึงช่วงโมทาวน์ โดยภาพรวมของงานยังคงยืนพื้นอยู่ที่ความเป็นพ็อพและดิว่าบัลลาดเช่นเดียวกับอัลบั้มแรกแต่บรรยากาศของเนื้องานต่างกันอยู่พอสมควร (จะเรียกว่าโดยสิ้นเชิงคงไม่ถึงขั้นนั้น) นอกจากนี้เธอยังได้ขึ้นแท่นเป็นโปรดิวซ์เซอร์ของอัลบั้มอีกด้วยหลังจากที่ต้นสังกัดไม่ยอมมอบโอกาสนี้ให้ตอนอัลบั้มแรก นอกจากนี้เจ๊มาลัยยังดื้อแพ่งใส่ต้นสังกัดสุดฤทธิ์ด้วยการไม่รับพิจารณาโปรดิวซ์เซอร์ชุดเก่าจากอัลบั้มแรกตามที่ต้นสังกัดแนะนำโดยครั้งนี้เจ๊ลงมือบินไปจิก Walter Afanasieft คนที่โปรดิวซ์เพลง Love Takes Time จากอัลบั้มชุดแรกให้กับเธอในขณะที่เขากำลังร่วมทัวร์อยู่กับ Michael Boltonเป็นผลสำเร็จจนได้ค่ะ (เลือดดิว่าแรงตั้งแต่เป็นลุคกี้เลยนะตัว) ก่อนที่จะถลาไปหนีบเอา David Cole และ Robert Civillies จากค่าย C&C Music เพื่อมาโปรดิวซ์เพลงอาร์แอนด์บีเต้นรำเก๋ๆที่ได้ยินกันในอัลบั้ม (เพลงเต้นรำในที่นี้ไม่ใช่แดนซ์จ๋านะคะ) ก่อนจะรวมพลังเฮือกสุดท้ายไปลาก Carole King ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับอัลบั้มแรกของเธอ (แนวเพลงบัลลาดกลิ่นอายยุค50น่ะค่ะ) มาร่วมแต่งเพลงสุดทรงพลังอย่าง If It’s Over ด้วยค่ะ (ป้านี่มีบุญนะคะได้ร่วมงานกับอีมาลัย เพราะแม่ผีเสื้อสมุทรยุคนี้ชีเป็นโรคกลัวการร่วมงานกับไม้ป่าเดียวกันน่ะค่ะ)

จุดด้อย :

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้องานในอัลบั้มนี้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบเมื่อเทียบกับทุกอัลบั้มของเธอ สำหรับเดี๊ยนจุดด้อยในงานเพลงของมารายห์คือเธอไม่สามารถนำเสนอเพลงที่มีศักยภาพชวนติดตามได้ทั้งอัลบั้ม พูดง่ายๆคือจากการติดตามฟังงานเพลงของเธอมารู้สึกว่าหลายอัลบั้มของเธอจะมีเพลงที่ดูเป็นเศษเกิน (แบบไม่รู้จะยัดมาทำไม) แม้กระทั่งงานล่าสุดอย่าง “สาวร่านประกาศอิสรภาพ” ก็ยังคงมิมีเสื่อมคลาย ขณะที่งานชุดนี้กลับให้อารมณ์ที่ลื่นไหลต่อเนื่องได้เกือบทั้งอัลบั้ม สำหรับจุดด้อยเท่าที่เห็นจริงๆคือเพลงเร็วในอัลบั้มมีการนำเสนอในรูปแบบที่ค่อนข้างถอดออกมาในรูปแบบของการนำเสนอแบบเดียวกันไปนิดน่าจะใส่ชั้นเชิงและลูกเล่นที่ให้แต่ละเพลงมีจุดเด่นในตัวเองมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ลงอยู่ดีนะคะว่าทุกแทร็คที่กลั่นกรองออกมานี่อยู่ในระดับที่ถึงและจัดจ้านจนเริ่ดได้น่าสะพรึงกลัวเลยทีเดียว

ซิงเกิ้ล :

Emotion (5) ซิงเกิ้ลแรกและเป็นไทเทิ่ลแทร็ค จากการที่ต้นสังกัดไม่ไฟเขียวให้เจ๊ทำฮิพฮอพ เพลงเต้นรำจึงเป็นตัวเลือกที่สองของมารายห์ โดยเพลงนี้ถุกนำเสนอมาในรูปแบบลูกผสมของโอลด์สคูลพ็อพโซลอาร์แอนด์บีเต้นรำเก๋ๆที่มีกลิ่นอายของอิทธิพลดนตรีแบบโมทาวน์ฟั้งค์กี้ย์ ดิสโก้หอมๆ โดยตัวเพลงได้รับแรงบันดาลใจมากจากเพลง Best Of My Love ของวงดนตรีแนวโซลดิสโก้ The Emotions ที่ต้องชมคือมารายห์สามารถทำให้โลกเห็นถึงความสามารถในการร้องเพลงและเทคนิคการใช้เสียงอันแพรวพราวของเธอทั้งแผด ทั้งหอน ทั้งหวีด ครบสูตร เหนือชั้นจนสามารถคว้าอันดับหนึ่งเป็นเพลงที่ห้าในชาร์ตบิลด์บอร์ดให้เธอสำเร็จจนได้ จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เพลงที่จะถูกตัดมาเป็นซิงเกิ้ลแรกคือ You’re So Cold (4.5/5) ซึ่งโปรดิวซ์โดย David Cole และ Robert Civillies กับภาคดนตรีเต้นรำสุดเปรี้ยวในแบบโอลด์สคูลพ็อพโซลอาร์แอนด์บีที่ผสานจังหวะเต้นรำในแบบฟั้งค์กี้ย ดิสโก้ช่วงยุค60-70ได้อย่างมีเสน่ห์ ทีเด็ดเฉพาะตัวที่ฟังแล้วขนลุกก็คือช่วงอินโทรมารายห์ใช้ลูกเล่นเสียงบลูส์โซลดิบๆแบบคนดำทั้งแผดทั้งหวีด (กังวานและดุสุดๆดูดิบมากๆ) ก่อนที่จะปรับอารมณ์เข้าเป็นเพลงอาร์แอนด์บี พ็อพโซลเต้นรำเหวี่ยงๆคลอไปกับเสียงของมารายห์ที่ร้องออกมาได้สะใจมากๆ ขนลุก!!!

Can’t Let Go (3/5) ซิงเกิ้ลที่สองซึ่งมารายห์ยังคงไม่ได้ทิ้งกลิ่นอายงานบัลลาดจากอัลบั้มแรกไปไหน โดยส่วนตัวคิดว่าแม้ความอลังการของตัวเพลงจะเทียบบัลลาดซิงเกิ้ลจากอัลบั้มแรกไม่ได้แต่พัฒนาการในการสื่อให้ผู้ฟังเข้าถึงอารมณืของตัวเพลงเธอทำได้ดีขึ้นมากๆ การันตีได้ดีว่ามารายห์เป็นเซียนในเพลงบัลลาดแบบดิว่าช้ำรักที่ใครๆก็กินเธอลงได้ยากยิ่ง ในซิงเกิ้ลมีเพลง To Be Around You (3.5/5) ในอัลบั้มแถมเป็นบีไซส์ตัวเพลงเป็นฟั้งค์กี้ย์แดนซ์-พ็อพผสานดิสโก้ โซลและกอสเพลที่ภาคการนำเสนอชวนให้นึกถึงยุคโมทาวน์ได้อย่างดี

Make It Happen (5) ซิงเกิ้ลปิดอัลบั้ม ตัวเพลงเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์อัพเทมโปพ็อพโซลอาร์แอนด์บีที่มารายห์ทำเก๋นำลูกเล่นของกอสเพลเข้ามาใช้ถือว่าแปลกใหม่เพียงพอสำหรับงานเพลงของเธอในยุคนั้น (จนปัจจุบันกลายเป็นเอกลักษณ์ในทุกๆเวทีของเธอ) โดยส่วนตัวเป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบที่สุดตลอดกาลของเธอ น่าเสียดายที่ไม่ได้อันดับหนึ่งให้รู้แล้วรู้รอดไป

เพลงอื่นๆ :

If It’s Over (5) เพลงที่เธอแต่งกับแคโรล คิง ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนแรกป้าแคโรลเสนอให้มาลัยคัฟเวอร์เพลง (You Make Me Feel Like) A Natural Woman ของเธอแต่มาลัยต้องการที่จะมีเพลงเริ่ดๆเป็นของตัวเองมากกว่าโปรเจ็คนั้นเลยพับไป (ดีนะไม่โดนอีด่าเอา) เพลงนี้ทำออกมาในแนวบลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดย้อนยุคเข้มๆ ที่มีทีเด็ดเนิ้อๆจากการโชว์พลังเสียงของมารายห์และชั้นเชิงในการร้องที่ทรงพลังหาตัวจับยากยิ่งช่วงเฟดเอ๊าท์ตอนจบเพลงเล่นเอาขนลุกไปเลย เสียงมารายห์ทรงพลังมากๆใช้เสียงได้อย่างเหนือชั้นสมศักดิ์ศรี The Voice ค่ะ

บัลลาดที่เหลือก็มี And You Don’t Remember (4/5) So Blessed (3/5) ที่ตัวเพลงคล้ายๆกับ Love Takes Time คือเป็นพ็อพบัลลาดเย็นๆเจือกลิ่นอายโซลหวานๆบลูส์อ่อนๆ ฟังได้เพลินๆและเพราะด้วย Till The End Of Time (4/5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดเจือสรรพสำเนียงโซลฟูลอาร์แอนด์อ่อนๆควบคู่ไปกับน้ำเสียงเพราะๆและเซ็กซี่มากๆเป็นบัลลาดสูตรสำเร็จเพื่อสืบเจตนารมณ์อัลบั้มแรกอีกเพลงจากมารายห์ แต่ยังสืบสานเจตนารมณ์ของความเหนือระดับไว้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ปิดตัวเก๋ด้วย The Wind (4.5/5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีไลท์แจ๊ซซ์บัลลาดแบบที่ บลอสซั่ม เดียร์รีย์ (ดิว่าเพลงแจ๊ซซ์ยุค50) ชอบทำ เจ๊ได้แรงบันดาลใจเพลงนี้จากการสูญเสียเพื่อนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งตอนแรกจะนำแรงบันดาลใจนี้ไปเป็นไทเทิ่ลแทร็คโดยใช้ชื่อว่า They Call The Wind Mariah ต๊ายย ยังกับชื่อหนังยอดมนุษย์น่ะค่ะเจ๊

สรุป :

สำหรับเดี๊ยนนี่คืออัลบั้มของมารายห์ที่เดี๊ยนประทับใจที่สุด เนื่องจากเธอสามารถมอบชีวิตให้แก่งานชุดนี้โดยสามารถสื่อความรู้สึกที่สดให้แก่ผู้ฟังและทำให้มันเป็นงานเพลงที่ไร้กาลเวลา โดยคงความเป็นที่นิยมในการหยิบมาฟังได้ทุกยุคสมัย เป็นหนึ่งในสิ่งที่การันตีได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีดีแค่พลังเสียงหากแต่เป็นศิลปินและคนทำเพลงที่มีความสามารถและพระเจ้าประทานโชคชะตาให้เธอเป็นผู้หญิงที่เสียงดีที่สุดของโลกในขณะเดียวกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น