วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Madonna : Confessions On A Dancefloor : 90%



Madonna : Confessions On A Dancefloor : 90%



รูปแบบเพลง


Confessions On A Dancefloor เปรียบเสมือนงานที่มาดอนน่านำผู้ฟังย้อนกลับสู่รากฐานทางดนตรีของเธอนั่นคือ "การนำเสนอเพลงเต้นรำนั่นเอง" ซึ่งเป็นการนำรากฐานดังกล่าวมาปรุงแต่งให้เข้ากับโลกดนตรียุค2000 โดยภาพรวมยืนพื้นที่พ็อพเต้นรำผสานดิสโก้และอิเล็คโทรนิคตบด้วยเรโทร เฮ้าส์ แดนซ์-พ็อพ เวิลด์มิวสิค อาร์แอนด์บีและคลับแดนซ์ได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาให้ทั้งความเปรี้ยวล้ำของวิถีการนำเสนอดนตรียุคโลกาภิวัฒน์และตัวมนต์ขลังจากการโปรยแรงบันดาลใจที่ได้จากเพลงเต้นรำในยุค70-90อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังถ่ายทอดให้สารธารณชนได้เห็นว่าสองทศวรรษกว่าๆที่เธออยุ่ในวงการนี้รากฐานและการนำเสนอดนตรีของเธอมีพัฒนาการก้าวไปถึงระดับไหน แต่ที่แน่ๆแค่คุณเปิดซีดีแผ่นนี้เมื่อไรโลกทั้งใบก็เปลี่ยนเป็นแดนซ์ฟลอร์เมื่อนั้นก็แล้วกัน


จุดด้อย


หมดปัญหาเรื่องภาพรวมทั้งเอกภาพ คุณภาพและศักยภาพการนำเสนอค่ะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่ความสมบูรณืแบบสูงสุดๆของอีเจ๊เลยทีเดียว เพียงแต่ตอนที่ฟังครั้งแรกอาจจะมีรู้สึกว่างานชิ้นนี้คลาสสิคสู้งานเก่าๆของเจ๊ในยุค80ไม่ได้ แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆก็จะสัมผัสในอีกแง่มุมได้เชข่นกันว่างานชุดเก่าๆของเธอก็นำเสนอความเปรี้ยวล้ำและความต่อเนื่องสูงสุดได้ไม่เท่ากับงานชุดนี้เช่นกัน ก็คงไม่เกินความจริงซักเท่าไรที่ว่า Confessions On A Dancefloor นอกจากจะเป็นงานเพลงเต้นรำที่เก๋สุดๆในรอบหลายปีที่ผ่านมาแล้วยังเป็นงานที่ล้ำลึกที่สุดในแง่การนำเสนอดนตรีที่บรรดาสาวกเคยได้รับจากมาดอนน่าเลยทีเดียว เริ่ดนะคะ


ซิงเกิ้ล


Hung Up (4.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวสุดกะเทยที่เจ๊จิกเอาเพลงสุดคลาสสิคของAbbaอย่าง Gimme Gimme Gimme (A Man After Midnight) มาแปะไว้เป็นแซมเพิ่ลได้อย่างลงตัวบนการนำเสนอแบบแดนซ์-พ็อพ ดิสโก้ประสานอารมณ์เรโทรแบบฟังค์กีย์ดิสโก้ยุค70แบบที่เราๆคุ้นเคยจากศิลปินอย่าง Abba/Giorgio Moroder/Bee Geeรวมไปถึงอิทธิพลจาก Saturday Night Fever ที่เจิดจรัสออกมาจากตัวเพลงอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว เริ่ด! ก่อนหน้านี้ขอสารภาพนะคะว่าตอนฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้เพราะจริงสนุกจริงแต่มันธรรมดามากๆเมื่อเทียบกับซิงเกิ้ลเปิดตัวหลายๆเพลงของมาดอนน่าก่อนหน้านี้ เรื่องความขลังและพลังนี่เทียบของเก่าไม่ติดเลยทีเดียวแต่เมื่อเข้าสู่สัจธรรมที่ให้กาลเวลาพิสูจน์ค่าแล้วตอนนี้เดี๊ยนก็ตาสว่งแล้วค่ะเพราะไอ้ที่บอกว่ารรมดาๆเนี่ยแหละทำองค์กะเทยลงร่างเดี๊ยนทุกครั้งที่ฟัง เรียกได้ว่าติดอกติดใจจนบรรยายออกมาเป็นภาษาพ่อภาษาแม่ไม่ถูกเลยทีเดียวดังนั้นลืมทุกอย่างที่เดี๊ยนเคยรีวิวไว้ตอนบอร์ดเก่าไปให้หมดเสียนะคะ หึหึหึ


Sorry (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง พ็อพแดนซ์ผสานลูกเล่นแบบยูโรและอิเล็คโทรนิคลงสู่ตัวเพลงได้อย่างลงตัว อีเจีทำเก๋ด้วยการแปะคำขอโทษสารพัดภาษาไว้ทั่วทั้งเพลงตีคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่ดุดันประขดประชันเสียดสีคู่กรณีอย่าง เผ็ดร้อนชนิดที่หาขุมนรกแทรกหนีกลับไม่ทันเลยทีเดียว อย่างที่รู้ๆกันแหละค่ะว่าบทอีเจ๊องค์แตกด่ากราดนี่ก็ไม่ใช่เล่นๆเหมือนกัน ส่วนตัวเห็นว่าเป็นอีกเพลงที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการนำเสนอที่เหนือขึ้นไปอีกระดับของเธอนะคะ เริ่ดอีกแล้วเจ๊


Get Togetther (5) กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!มันเริ่ดชิงๆๆๆๆๆค่ะเพลงนี้ย์ ตัวเพลงเป็นการผสมผสานปะทะกันระหว่างแดนซ์ เฮาส์ พ็อพและแทรนซ์ได้อย่างงมีชั้นเชิงเก๋ไก๋มากๆ มีไม่บอยนักนะคะที่จะได้ยินอีเจ๊ทำเพลงอารมณือวกาศๆแบบนี้ได้ฟังล้ำสุดๆ ฟังครั้งแรกนึกไปถึงBreath On Meของหอก Confide In Meของเจ๊ไคย์ลีย์ ไปจนถึงi Music Sounds Better with You ในปี1998ของวงดนตรีแดนซ์-เฮาส์อย่างStardustน่ะค่ะ ศักยภาพในตัวเพลงสูงเสียดฟ้าทีเดียวค่ะเสียดายนะคะที่เพลงดีๆแบบนี้ไม่ประสบความสำเนร็จมากเท่าที่ควร


Jump (5) พ็อพเต้นรำที่ภาคการนำเสนอให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับสู่รากฐานการทำเพลงในยุคแรกๆของมาดอนน่า เพียงแต่ชั้นเชิงการนำเสนอและความร่วมสมัยในเพลงนี้มีสูงกว่ามาก ส่วนตัวประทับใจความเรียบง่ายติดหูที่เจ๊สื่อออกมากในขณะเดียวกันกับที่ภาคเนื้อหาหนักอึ้งจรรโลงใจปัจเจกชนรวมถึงทำให้เราๆหวนคิดถึงมาดอนน่าในสมัยที่เะอเป็นสาวนักปฏิวัติทางความคิด ทัศนคติและเรื่องเพศที่ยิ่งใหญ่ในยุคก่อนหน้านี้ เหนือชั้นค่ะที่เจ๊มาดอนน่าในยุค2000สามารถระบายมาดอนน่าในอดีตคนนั้นลงสู่ยุคปัจจุบันและโลดแล่นในความทรงจำของผู้ฟังอีกครั้ง


Future Lover/I Feel Love (4/5) ต๊ายยยยยย สรุปตัดมาด้วยเหรอคะเพลงนี้ แหมๆๆๆเป็นม้ามืดเลยทีเดียว คาดว่าอีเจ๊คงจะตัดมาเฉพาะเอ็มวีโปรโมตคอนเสิร์ตConfessions Tourของหล่อนน่ะค่ะ มาที่ตัวเพลงI Feel Loveนี่ไม่ใช่เพลงของเจ๊นะคะแต่เป็นเพลงของป้าดอนน่า ซัมเมอร์ที่นักวิจารณ์หลายท่านครหาว่าอีเจ๊ไปก็อปเบสไลน์เจ้าป้ามาแปะไว้ในตัวเพลงFuture...น่ะค่ะ อีเจ๊ก็เลยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสดึงท่อนฮุคมาแปะไว้ในคอนเสิร์ตเพิ่มความอลังการของตัวเพลงเสียเลย เอาเข้าไป! ภาคดนตรีเป็นแดนซ์พ็อพเทคโนตบด้วยบีทอิเล็คโทรนิคคุมทิศทางและโครงสร้างของเพลงทั้งหมด ส่วนตัวฟังแล้วคิดว่าบีทแรงและเข้มข้นเหยียบๆจะเข้าขั้นเปนไซคลีเดลิกเลยทีเดียว ฟังกี่ครั้งก็นึกถึงRay Of Lightค่ะเพลงนี้


แทร็คอื่นๆ


Push (3/5) พ็อพแดนซ์ผสานอิเล็คโทรนิค จังหวะจะโคนแบบบอลลีวูดรวมถึงสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีฮิพฮอพอ่อนๆคละเคล้ากันได้อย่างลงตัว แม้ว่าในเรื่องของชั้นเชิงอาจจะไม่มีอะไรให้ชื่นชมมากเทียบเท่ากับแทร็คอื่นๆแต่ก็ถือว่าเด้งเกินหน้าเกินตาเพลงของศิลปินเต้นรำหลายศพเลยทีเดียว มาที่ I Love New York (3.5/5) ซิงเกิ้ลโคมลอยที่ปล่อยให้แฟนๆคาดหวังว่าตจะตัดกันอยู่นานสองนานก่อนที่จะแท้งโดยถาวรนะคะ ภาคดนตรีเป็นซอฟต์พังค์ร็อคตบด้วยบีทเต้นรำ พ็อพ ดิสโก้ อินดี้และคลุมด้วยอิเล็คโทรนิคอีกทีให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นดนตรีที่เริ่ดมากๆค่ะ ขอชม แต่เจ๊ตายสนิทตรงภาคเนื้อหาที่ประชดประชันได้อย่างตื้นเขิน กำกวมและกล้าๆกลัวๆมากๆ โถ อีเจ๊อย่ามาดีแต่ปากสิคะใครๆเขาก็เห็นว่าหล่อนอยากจะกลับมาเกิดที่ฝากอเมริกาตัวซี้ตัวสั่น ไม่อายบ้างเหรอคะที่อยากจะไปดังฝั่งโน้นแต่กลับแต่งเพลงด่าเขาปาวๆๆๆๆๆๆๆๆประจานตัวเองอย่างนี้อ่ะอีเจ๊ เจีไม่อายเหรอคะ เดี๊ยนไม่ได้ด่าเจ๊ว่าหน้าด้านะคะแค่ถามเจ๊ว่าไม่อายเหรอคะ อีเจ๊? หึหึหึหึ ตามมาติดๆด้วย Let It Will Be (3.5/5) แทร็คติดกันน่ะค่ะ ตัวเพลงยืนพื้นที่พ้อพเต้นรำเสริมทัพด้วยอิเล็คโทรพ็อพ ดิสโก้จางๆและจังหวะจะโคนแบบมิดเทมโพยุค90น่ะค่ะ เป็นอีกแทร็คหนึ่งที่เดี๊ยนรู้สึกว่าค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆๆๆๆสำหรับมาดอนน่ เหมือนกับเป็นการที่เธอปลอบประโลมตัวเองกลายๆจากการนั่งย้อนกลับไปมองความสำเร็จและชื่อเสียงที่กำลังอุ้มชูและทำลายเธอหนักขึ้นทุกวันๆเพียงแต่เจ๊เหนือชั้นที่จะนำเสนออกมาในรูปของการประชดประชันและตลกร้ายในแบบฉบับการแสดงความอ่อนแอของผู้หญิงที่ชื่อมาดอนน่าตลอด20กว่าปีที่เราๆเคยสัมผัสนั่นแหละ เริ่ด


How High (4/5) พ็อพแดนซ์เจืออิเล็คโทรนิคซึ่งภาคการนำเสนอเปรียบเสมือนการบูรณาการดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำจากอัลบั้ม Ray Of Light,MusicและAmerican Lfeผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างละนิดแต่ให้ภาพรวมที่ออกมาลงตัวกว่าที่เคยได้ยินกันเลยทีเดียว พิจารณาถึงภาคเนื้อหาเห็นว่าเป็นอีกแทร็คที่แสดงความเป็นมาดอนน่าออกมาได้อย่างถึงพริกถึงขิงจนนาขนลุกเลยทีเดียว สำหรับเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้ขอมอบให้แก่ Forbidden Love (5) แทร็คที่ชื่อซ้ำกับบัลลาดในอัลบั้ม Bedtime Storyนะคะ แต่การนำเสนอคนละเรื่องกันเลยทีเดียว ภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรพ็อพประสานเทคโน แทรนซ์และแดนซ์เฮาส์ลอยๆ ฟังครั้งแรกขอบอกค่ะว่าไม่ชอบเพลงนี้เอามากๆเนื่องจากตอนนั้นยังเข้าไม่ถึงความเก๋และความล้ำลึกของเพลงนี้ แต่พอเวลาผ่านไปทักษะการฟังเพลงก้าวหน้าขึ้นย้อนกลับไปดุงานรีวิวเก่าที่ด่าเพลงนี้อย่างสาดเสียเทเสียแล้วรู้สึกอายมากๆๆๆๆๆๆ "เป็นควมผิดพลาดมากที่สุดในชีวิตการรีวิวของเดี๊ยนเลยทีเดียว" มาที่ภาคเนื้อหาพิจารณาครั้งแรกแล้วนึกว่าเจ๊กล่าวถึงความรักของชาวเกย์นะคะเนื่องจากการนำเสนอสื่อสารได้อย่างเหนือชั้รนถึงเสน่ห์ ความสวยงาม ความลึกลับ ความทะยานอยากและความทุกข์ระทมของความรักชาวสีม่วงไว้เป็นอย่างดี แต่พอได้ดูConfession Toursของเจ๊แล้วคิดว่ามันเป็นการที่เจ๊กำลังตั้งคำถามเชิงวาทะศิลป์ลอยๆถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์โลกในยุคปัจจุบันที่ปฏิบัติต่อกันอย่างเลวร้ายลงไปทุกทีๆ อย่างที่รู้ๆกันะคะว่าคนเราต่างมีกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน เซลล์เดียวกัน สถานที่เดียวกันและกรรมวิธีเดียวกันอย่างที่เจ๊กล่าวไว้อย่างเหนือชั้นในเพลงว่า just One Kiss,Just One Touch,Just One Look ก่อนที่จะกระจายตัวไปทั่วโลกเป็นชาติพันธุ์ต่างๆอย่างที่ได้กล่าวไปก็คงไม่ผิดว่ามนุษย์ทั้งโลกทุกสีผิว ทุกเชื้อชาติ ทุกศ่าสนาและทุกรสนิยมทางเพศต่างเป็นพี่น้องกัน เพียงแต่มันน่าคอดนะคะว่าประชากรโลกที่ในอดีตมีจุดกำเนิดมาจากศุนย์กลางเดียวกัน ในปัจจุบันความสัมพันธ์กลับเต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูกและสารพัดสิ่งปิดกั้นต่างๆที่เกิดขึ้นจากทัสนคติและค่านิยมทางจิตใจของมนุษย์แท้ๆ ราวกับว่าการแสดงความรักกันฉันท์พี่น้องหรือฉันท์เพื่อนร่วมโลกของมนุษย์เรากลายเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตให้ต้องห้ามกันระหว่างชาติพันธุ์ไปเสียแล้ว เออ น่าคิดจริงๆว่ะเจ๊ ต่อด้วย Isaac (4.5/5) อีกแทร็คที่น่าสนใจไม่แพ้กันตัวเพลงได้ Yitzhak Sinwaniมาช่วยร่ายภาษาฮิบรูซึ่งหยิบมาจากบทสรรเสริญและพิธีกรรมจากลัทธิแค็บบาล่าห์ที่อีเจ๊เป็นโต้โผใหญ่นั่นแหละ ฟังแล้วชอบมากๆนะคะคิดว่าเป้นการผสานกันระหว่างความร่วมสมัยของบีทเต้นรำแบบตะวันตกและกลิ่นอายที่ทรงเสน่ห์ผนวกกับความทรงพลังจากการนำเสนอที่เปล่งออกมาจากจิตวิญญาณเบื้องลึกแบบเวิลด์มิวสิคของซีกโลกตะวันออกได้อย่าลงตัว เริ่ด เป็นเพลงที่เด่นสุดในอัลบั้มนี้แล้วค่ะแต่ฟังนานๆไปก้สามารถเป็นเพลงที่เบื่อได้ง่ายที่สุดของอัลบั้มเช่นกัน ปิดอัลบั้มด้วย Like It Or Not (4/5) เดินเกมส์อย่างเรียบง่ายด้วยพ็อพเต้นรำเสริมทัพด้วยกีตาร์อคูสติค บีทอาร์แอนด์บีเต้นรำอ่อนๆ บีทดิสโก้และตบด้วยอิเล็คโทรนิคจางๆพอเป็นกระสัยช่วงกลางเพลงผลลัพธ์ออกมาหลอนแต่เริ่ดราวกับไปนั่งดูละครบรอดเวย์เลยทีเดียวค่ะ พิจารณาภาคการนำเสนอและภาคเนื้อหาแล้วเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นแทร็คปิดอัลบั้มแบบไร้ข้อกังขา น่ะค่ะ


สรุป


หลังจากที่ได้ฟังครบทั้ง12แทร็คที่ถูกเชื่อมโยงหล่อหลอมจนเปรียบเสมือนเป็นแทร็คเดียวกันนั้น ขอบอกว่าเกือบทุกแทร็คล้วนกระแทกกลางใจและทำให้เดี๊ยนเพลิดเพลินรวมไปถึงขนลุกกับความสร้างสรรอันบรรเจิดของมหาราชินีเพลงพ็อพนางนี้ รู้สึกภูมิใจและยินดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เป็นสาวกของเธอและได้ยินเธอทำดนตรีดีๆแบบนี้ออกมาให้เสพย์เรื่อยๆไม่รู้เบื่อ น่าคิดนะคะว่าเธอคนนี้จะสามารถสร้างปรากฏการณ์ ความน่าตื่นตาตื่นใจและเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่อะไรได้มากไปกว่านี้อีก แอบคิดเล่นๆก็สนุกแล้วค่ะเพราะตลอด10กว่าปีที่ก้าวตามการผจญภัยครั้งใหม่ของผู้หญิงที่ชื่อมาดอนน่ามันปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามหัศจรรย์ ไร้ขีดจำกัด ประทับใจและแน่นอนคุ้มเกินคุ้มชนิดที่บรรยายความรู้สึกออกมาได้ยากยิ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น