วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

James Morrison : Undiscovered : 87%


James Morrison : Undiscovered : 87%


รูปแบบเพลง


เมื่อเกือบๆ2ปีที่แล้วมันเป็นครั้งแรกที่เดี๊ยนได้ทำความรู้จักกับงานดนตรีของเจมส์ มอริสันคงต้องขอบอกว่าหมอนี่ได้สร้างความตกใจและประทับใจให้เดี๊ยนในเวลาเดียวกัน ที่ตกใจเนื่องจากในตอนแรกไม่เคยฟังเพลงของเขามาก่อนเลยและคงต้องสารภาพว่าไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำเพียงแต่ตัดสินใจซื้อเพราะทนแรงตื้อเชียร์แขกอันมหาศาลของคนใกล้ตัวไม่ไหว พอกลับมาถึงที่บ้านฟังครั้งแรกเกือบจะร้องไห้เลยทีเดียวค่ะเพราะหนึ่งตกใจที่ตัวเองเกือบจะพลาดของดีไปแล้วและสองตกใจที่ในตอนแรกตัดสินงานดนตรีเขาโดยผิวเผินจากหน้าปกว่าต้องมาประมาณพ็อพโฟล์คหวานๆเลี่ยนๆสไตล์เจมส์ บลันท์แน่นอนไม่งั้นก็คงเป็นหน้าใหม่ของวงการร็อคแอนด์โรลหรือคันทรีย์แน่ๆ แต่เมื่อได้ฟังจบทั้งอัลบั้มแล้วมันเกิดทั้งความทึ่ง อึ้ง อายและตกใจว่าที่ได้ฟันธงไปในตอนแรกนั้นผิดโดยสิ้นเชิง ภาพรวมของUndiscoveredเป็นงานพ็อพโซลที่หลายแทร็คมีอิทธิพลของกลิ่นอายสรรพสำเนียงบลูส์โซลเป็นตัวยืนพื้นพร้อมเสริมทัพด้วยดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างอาร์แอนด์บี ฟังค์ โซล บลูส์และแจ๊ซซ์ รวมถึงแทรกรสชาติดนตรีที่หลากหลายอย่างซอฟต์ร็อค อัลเทอเนทีฟ คันทรีย์และโฟล์ครวมถึงผสมผสานความเป็นEasy Listeningลงบนงานได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานดนตรีที่มีเอกภาพและศักยภาพที่สูงมากๆ ซึ่งหลังจากฟังจบรอบแรกความประทับใจมันเกิดขึ้นโดยทันทีเนื่องจากไม่ได้เสพย์เพลงดีๆแบบนี้มาก็นานพอสมควรแถมยังเป็นศิลปินหน้าใหม่อีก แค่ฟังเพียงครั้งแรกก็เชื่อสนิทใจและไม่เหลืออะไรให้สงสัยเลยว่า "ทำไมหนุ่มคนนี้ถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรแห่งโซลชิ้นใหม่ของวงการเพลงฝั่งอังกฤษ"


จุดด้อย


คงต้องบอกว่าเขาเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่โฑดยส่วนตัวเดี๊ยนไม่รู้สึกว่ามีปัญหาด้วยทั้งในเรื่องเอกภาพ คุณภาพและศักยภาพในส่วนของงานเพลงคือทุกสิ่งทุกอย่างมันจัดว่าสมบูรณ์แบบในมาตรฐานของเดี๊ยนเลยทีเดียว ที่เห็นว่าเป็นจุดด้อยก็คงเป็นแค่จุดเล็กๆและค่อนข้างจะนอกเรื่องด้วยซ้ำนั่นคือกระแสที่เดี๊ยนเห็นว่าตานี่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเจมส์ บลันท์ซึ่งก็สร้างความหงุดหงิดให้แก่เดี๊ยนหลายครั้งอยู่เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างแรกในเรื่องของดนตรีถ้าจะบอกว่าสองคนนี้ทำเพลงแนวเดียวกันล่ะก็เดี๊ยนแนะนำให้ฟังก่อนดีกว่านะคะแล้วจะรู้ว่ามันตลกเหมือนกับบอกว่าเชอริล โครล์วทำเพลงแนวเดียวกับอลิช่า คียส์น่ะค่ะ โฟล์คกับโซลถึงมันจะมีรากฐานมาจากดนตรีแนวเดียวกันแต่มันก็แยกความต่างในตัวออกมาเป็นแขนงเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจนน่ะค่ะ ในส่วนของภาพลักษณ์ตัวเจมส์ มอริสันเองก็บอกไว้ชัดเจนแล้วนะคะว่า "โอเคผมเป็นผู้ชาย ผมร้องเพลง ผมแต่งเพลง ผมเล่นดนตรีและผมชื่อเจมส์นั่นแหละที่เราเหมือนกัน" แล้วอย่า!เชียวนะคะอย่าถ้าคิดจะบอกว่าสองคนนี้บุคลิกท่าทางหน้าตาคล้ายกัน ในฐานะแม่ยกของทั้งคู่และผู้เชี่ยวชาญเรื่องผู้ชายขอแจงให้เห็นชัดดังนี้ค่ะ เดี๊ยนว่าเจมส์ บลันท์เป็นคนที่ดูปอนๆเซอร์ฝันๆแบบผู้ชายที่มีจินตนาการและโลกส่วนตัวสูงมากกกน่ะค่ะ อาจจะออกลูกเพี้ยนหรือสติเฟื่องไปบ้างแต่คนลักษณะนี่ค่อนข้างเก็บอะไรไว้ในใจเยอะ น่าสงสารและโรแมนติคมากๆในเวลาเดียวกัน ส่วนเจมส์หลังนี่ หึหึหึ สเป็คเชียวค่ะเธอดูเท่ห์ๆห่ามๆเซอร์ๆแต่โคตรCoolตามแบบฉบับหนุ่มอังกฤษที่เราๆหลงรักน่ะค่ะ หึหึหึ ต่างกันโดยสิ้นเชิงชิมิคะ


ซิงเกิ้ล


You Give Me Something (5) สวยมากค่ะเพลงนี้ ซิงเกิ้ลเปิดตัวแนวบลูส์โซลบัลลาดผสานพ็อพเมโลดีย์สวยๆหวานๆที่ทั้งเพียโนและเครื่องสายทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีมากๆซึ่งเข้ากันได้ดีกับเสียงร้องออกโซลของเจมส์เอง ภาคเนื้อหาแต่งออกมาได้อย่างน่ารักจริงใจแต่แฝงไปด้วยชั้นเชิงของอารมณ์โรแมนติคปนเหงาตามประสาหนุ่มโสด ส่วนคัวไม่แปลกใจทีเดียวค่ะที่เพลงนี้ไปได้ถึงอันดับหนึ่งในยูเคชาร์ตและสร้างชื่อเจมส์ มอริสันให้กลายเป็นหนึ่งในศิลปินดาวรุ่งที่เป็นอีกหนึ่งความหวังอันเจิดจรัสของอุตสาหกรรมดนตรีเมืองผู้ดีเพราะผลลัพธ์ที่เห็นมันลงตัว งดงามและสมบูรณ์แบบจนไม่มีอะไรให้แปลกใจ


ป.ล. ฟังแล้วนึกถึงแฟนเก่าคนนึงมากๆ เป็นหนุ่มแบ็คแพ็คเกอร์ข้าวสารที่อารมณ์ประมาณนี้เลยทีเดียวค่ะ ชีวิตนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะคะแต่ขอบอกว่าดีใจมากๆที่อย่างน้อยชีวิตนี้ได้รู้จักผู้ชายอย่างเธอ (Even Though You're Gone,Love Still Carries On Inside Of Me.)


Wonderful World (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง ตัวเพลงเป็นมิดเทมโพพ็อพโซลประสานซอฟต์ร็อคและอัลเทอเนทีฟลงไปนิดๆให้ความรู้สึกที่เก๋ เซอร์และอลังการในเวลาเดียวกัน นอกจากชั้นเชิงการนำเสนอที่ไม่ธรรมดาแล้วเดี๊ยนยังประทับใจในภาคเนื้อหาที่เจมส์รู้จักเลือกใช้คำมาร้อยเรียงได้อย่างมีวาทะศิลป์ร้ายกาจสุดๆ แม้จะไม่ใช่ศัพท์สูงส่งอะไรแต่ความประณีตชนะใจค่ะ


The Pices Don't Fit Anymore (3.5/5) ซิงเกิ้ลถัดไป พ็อพโซลผสานสรรพเสียงบลูส์เชือดเฉือนบัลลาดที่เนื้อหาค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูงมากๆว่าด้วยการเลิกรากับรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเจมส์เอง (กรี๊ดดด เดี๊ยนรอเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายนะคะ หึหึหึ) ส่วนตัวเชื่อว่าคนที่ผ่านความรู้สึกอันปวดร้าวจากการเลิกราครั้งแรกมาคงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีนะคะ เอาเป็นว่าเศร้า เหงา ทรงพลัง เข้มและลึกคงเป็น5คำสั้นๆที่นิยามอารมณ์เพลงนี้ได้ดีที่สุด


ป.ล. ในหนังสือLove Isของอาจารย์ปิง ดาวองก์ ท่านได้นิยามมุมมองความรักครั้งแรกไว้อย่างเก๋ไก๋คมคายว่า "ฉันได้เรียนรู้ว่า...รักครั้งแรกก็เหมือนฟันน้ำนมที่วันหนึ่งต้องหลุดรอดไปเพื่อรอฟันแท้เข้ามาแทนที่" ประทับใจเดี๊ยนมากๆค่ะ


Undiscovered (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่ส่งออกมาเป็นซิงเกิ้ลปิดท้าย ตัวเพลงเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลสวยๆที่ค่อยๆเพิ่มความอลังการของภาคดนตรีขึ้นเรื่อยๆจนลากอารมณ์ให้เพลงนี้ขึ้นสูงถึงความเป็นไคลแม็กซ์ในอัลบั้มนี้เลยทีเดียว ส่วนตัวคิดว่าพ็อพสุด ติดหูสุดและเพราะสุดในอัลบั้มแล้วค่ะ ชอบเสียงกอสเพลคอรัสช่วงท้ายเพลงมากๆ


แทร็คอื่นๆ


Under The Influence (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้ม สุดยอกเลยค่ะ!เพลงนี้สามารถผสมผสานภาคดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวเจมส์อย่างโซล ฟังค์ อาร์แอนด์บี บลูส์และแจ๊ซซ์ระบายลงบนการนำเสนอโดยยืนพื้นที่ความเป็นพ็อพได้อย่างลงตัวสุดๆ ถือว่าเป็นแทร็คที่บอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างเด่นชัดและที่สำคัญที่สุดคือตอบโจทย์ความเป็นเจมส์ มอริสันได้อย่างครบถ้วนได้ใจความในแทร็คเดียว เก๋มากๆ


ป.ล. ฟังเพลงอังกฤษจ๋าแบบนี้แล้วคิดถึงนิตยสารPOPจังเลยค่ะ เจ๊ตี้(พักนี้เราเจอกันบ่อยนะคะ)และสารพัดทีมงานใรนิตยสารเล่มนี้ ขอบคุณมากๆสำหรับการทำนิตยสารที่เป็นที่รักและเพื่อนที่ดีที่สุดของเดี๊ยน (เคียงคู่มากับForwardmagนะคะไม่ต้องน้อยใจ หึหึหึ) แม้ว่าจะหายไปกันหมดแล้วแต่ทุกครั้งที่กลับไปเปิดมันมันสามารถระบายรอยยิ้มบนหน้าและความสุขให้แก่เดี๊ยนได้ทุกครั้ง คิดถึงค่ะ อยากไปปาร์ตี้ด้วย (อายุถึงแล้วเสือกเจ๊งนี่ไพร่นะคะ) อยากร่วมงานด้วย ที่สำคัญที่สุดอยากเห็นอุดมการณ์ของคนรักดนตรีสากลกลับมามีชีวิตและโลดแล่นบนโลกของนิตยสารอีกครั้ง เชื่อว่าวันนั้นมีแน่ค่ะ One Last Chance (4/5) ไม่แน่ใจนะคะว่าเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลด้วยรึเปล่าเพราะเคยได้ยินวิทยุบ้านเรากระหน่ำเปิดกันบ่อยๆช่วง4-5เดือนที่แล้ว มาที่ดนตรีเป็นอีกหนึ่งพ็อพบลูส์โซลบัลลาดเพราะๆที่หยอดความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์ไว้สูงโด่ง สมควรแล้วค่ะที่เอามาเปิดเอาใจสาวออฟฟิศในไทย มาที่ The Letter (3.5/5) ยืนพื้นที่พ็อพเคล้ากลิ่นอายบลูส์โซลคันทรีย์และหยอดโฟล์คร็อคจางๆลงไป ผ่านฉลุยอีกหนึ่งแทร็ค Call The Police (4/5) ต๊ายยยย!มาดุดันเชียวค่ะเพลงนี้กีตาร์บลูส์ดิบๆเชือดๆไปได้ดีกับสรรพสำเนียงการร้องกึ่งโซลกึ่งบลูส์ร็อค ภาพรวมออกมาเข้มได้ใจมากๆถือว่าเป็นแทร็คที่ฉีกเจมส์ออกมาจากภาพหนุ่มบลูส์โซลหวานๆนุ่มๆได้ดีเลยทีเดียว ส่วนตัวฟังแล้วคิดถึงเพลงของจอห์น เมเยอร์,จิมี่ เฮนดริกซ์หรืออัลกรีนอะไรพวกนี้อยู่บ้างเหมือนกันน่ะค่ะ แทร็คถัดไป This Boy(5) กรี๊ดดดดดดๆๆๆๆๆ น่ารักมากๆค่ะเพลงนี้ เริ่ด ดำเนินเรื่องด้วยพ็อพโฟล์คใสๆสะอาดๆแล้วค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆจนโชยสรรพสำเนียงและกลิ่นอายบลูส์โซลอาร์แอนด์บีกอสเพลช่วงท้ายเพลงก่อนจะหักลงเป็นอคูสติตนุ่มๆปิดตัวได้อย่างงดงามสุดๆ


If The Rain Must Fall (4/5)กับThe Last Goodbye (4/5)สองเพลงช้าท้ายอัลบั้ม แทร็คแรกเป็นบลูส์โซลบริสุทธิ์ดิบๆดำๆให้อารมณ์เหมือนกับนั่งฟังการแสดงสดของศิลปินโซล บลูส์ ในช่วงยุค40-50 เก๋มากๆเสียดายที่ถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่นที่วางขายในอเมริกา ส่วนแทร็คหลังหยอดความเป็นพ็อพมากขึ้นพร้อมเสริมทัพด้วยอารมณ์โซลอาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์ ผลที่ได้คือเพลงบัลลาดบลูส์โซลที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและทรงพลังสุดๆ ปิดอัลบั้มได้อย่างไร้ที่ติ


สรุป


ขอสรุปโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวบ้างนะคะ คงไม่มีอะไรนอกจากจะขอขอบคุณอัลบั้มดีๆอัลบั้มนี้ สำหรับเดี๊ยนมันมีมากกว่าเพลงดีเพลงเพราะแต่มันยังสอดแทรกมุมดีๆอีกหลายสิ่งให้แก่เดี๊ยน หลังจากที่ล้มลงอีกครั้ง อ่อนแอและพ่ายแพ้อีกครั้ง หลังจากที่ปิดตัวเองอยู่คนเดียวค่อนข้างนานโดยมีอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในเพื่อนที่เปิดคลออยู่ตลอดเวลา ผ่านช่วงนั้นมาได้แล้วมันทำให้รู้สึกว่าโลกสวยงามขึ้น สว่างขึ้นและมีความเป็นจริงๆดีอีกหลายอย่างที่เราเกือบลืมว่าน่าจะกลับลงมาอยู่กับมันมากขึ้น หลังจากที่เอาใจรับมือกับทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตจนเสียศูนย์อีกครั้งเดี๊ยนก็ได้รู้ว่าอย่างน้อยความรู้สึกดีๆและความรักมันยังหลงเหลือให้สัมผัสบนโลกอีกเยอะ เริ่มต้นง่ายๆเพียงแค่เปิดอัลบั้มดีสักรอบ ความรู้สึกแย่ๆมันก็จะถูดพัดหายไปหมด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น