วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Decca Broadway 1935-1946 : A Time Of Hope : 95%


Decca Broadway 1935-1946 : A Time Of Hope : 95%



รูปแบบเพลง



A Time Of Hope คืออัลบั้มรวมเพลงบรอดเวย์จากค่าย Decca(ค่ายเพลงแนวบรอดเวย์และแจ๊ซซ์ที่ดีที่สุดค่ายหนึ่งของโลก)ตั้งแต่ช่วงปี1935จนถึงปี1946 โดยหยิบงานเด็ดเด่นๆจากซาวน์แทร็คบรอดเวย์ยอดนิยมในอดีตต่างๆ อาทิ Annie Gets Your Gun/Porgy And Bess/Oklahoma!/Streets Of ParisและThis Is The Army เป็นต้น โดยภาคดนตรีได้รวบรวมการนำเสนอเสน่ห์ของภาคดนตรีอลังการๆแบบบรอดเวย์ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งคลาาสิค/โอเปร่า/แจ๊ซซ์/บลูส์/สวิง ไปจนถึงภาคดนตรีอลังการที่เปี่ยมไปด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่และความบริสุทธิในศรัทธาอย่างทรงพลังรวมถึงอารมณ์แฟนตาซีเทพนิยายแบบโลกเหนือจินตนาการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เราคุ้นเคยจากการรับชมละครเวทีแบบมิวสิคคัลบรอดเวย์ เป็นต้น


จุดด้อย


ด้วยความที่งานชุดนี้เป็นอัลบั้มรวมเพลงบรอดเวย์ย้อนไปตั้งแต่60-70ปีกว่าโน่น แม้ว่าจะเพราะทรงพลังและอลังการพิเศษในความรู้สึกเหนือคำบรรยายก็ตามแต่เมื่อมาพิจารณาในความเป็นจริงแล้วอัลบั้มนี้ก็คงไม่ใช่อัลบั้มที่ผู้ฟังส่วนใหญ่ยนิยมเปิดรวมถึงคงจะไม่ใช่อัลบั้มสำหรับความเป็นที่นิยมในระยะยาวของใครหลายๆคนด้วย ก็แหม!นี่มันบรอดเวย์นี่คะไม่ใช่มาดอนน่าหรือเอมิเน็มที่เราสามารถเปิดฟังกรอกหูได้เกือบทุกวัน ยากค่ะที่จะหาคนที่มีอารมณ์สุนทรีย์ดื่มด่ำไปกับดนตรีแนวนี้ได้ทุกวันจนถึงในระยะยาวได้ยกเว้นแต่จะเป็นผู้ฟังที่ตกหลุมรักในมนต์ขลังของดนตรีบรอดเวย์เท่านั้นแหละ แล้วในยุคสมัยนี้ทางเลือกในการเสพย์ดนตรีมีมากมายหลายแนวจะมีผู้ฟังกลุ่มดังกล่าวเหลืออยู่อย่างเหนียวแน่นจริงๆซักกี่คนกัน จริงมั้ยคะ?


แทร็คเด็ด


ต้อนรับผู้ฟังเข้าสู่โลกแห่งความสวยงามของบรอดเวย์ด้วย Oh What a Beautiful Mornin' (5) แทร็คเปิดอัลบั้มจากละครบรอดเวย์เรื่อง Oklahoma! ในปี1943 ที่มีรอบการแสดงสูงถึง2,212รอบ ตัวเพลงถูกขับขานโดยอัลเฟรด เดรคในแนวคลาสสิคคัลบรอดเวย์ที่ให้อารมณ์ยิ่งใหญ่อลังการแบบแฟนตาซีสุดจะพรรณนาประหนึ่งว่ากำลังหลุดลอยเข้าไปผจญภัยในจินตนาการสุดบรรเจิดแห่งโลกเทพนิยาย ฟังกี่ครั้งก็ขนลุกค่ะส่วนตัวแล้วความไพเราะบริสุทธิ์งดงามจัดๆของแทร็คนี้ส่งอิทธิพลต่อเดียนอย่างมากในแง่ของการช่วยเติมเต็มสภาพจิตใจในยามที่เหี่ยวแห้งหดหู่ให้รู้สึกสดชื่นและมีพลังจนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสัมผัสกับรุ่งอรุณที่สวยงามของโลกที่แสนจะมืดหม่นโหดร้ายนี้ในทุกๆวัน ก่อนจะก้าวต่อไปอย่างมุ่งมันด้วยใจที่ปรารถนาลึกๆอย่างแรงกล้าว่าสักวันชีวิตเราคงจะต้องงดงามเหมือนแสงทองที่ส่องประกายเจิดจรัสอยู่เบื้องหน้า ต่อด้วย Summertime (4/5) โดย แอน บราวน์จาก Porgy And Bess ละครบรอดเวย์เลื่องชื่อในปี1935ของจอร์จ เกอร์ชวิน ที่ตัวเพลงถูกถ่ายทอดในแนวโอเปร่าหลอนๆจากพลังเสียงโซพราโน่ทรงพลังบาดขั้วหัวใจให้อารมณืฤดูร้อนที่สุดแสนจะอ้างว้าง มืดหม่นและลึกลับอย่างเป็นรูปธรรมโดยแท้ แถมเป็นเกร็ดแก่ผู้อ่านเล็กน้อยนะคะว่าหลายเพลงในละครบรอดเวย์เรื่องนี้ได้ถูกหยิบยกไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำคัฟเวอร์ของศิลปินแจ๊ซซ์หลายท่านมากๆแต่ที่ประสบความสำเร็จสร้างชื่อสุดๆก็คงจะหนีไม่พ้นการคัฟเวอร์เพลงอมตะถล่มทลายอย่าง I Love You,Porgy ของเจ้าป้านีน่า ซีโมนส์ ราชินีเพลงแจ๊ซซ์ระดับโลกในแบบฉบับอาร์แอนด์บีโซลหวานๆอบอุ่นๆในช่วงปี1964ที่ฮิตถล่มทลายจนสามารถขายทะลุล้านซิงเกิ้ลสร้างชื่อให้เจ้าป้าลอยลมบนในยุคโมทาวน์ประดับประวัติศาสตร์มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะสุดๆลองหามาฟังกันดูเถิด


ช่วงนี้ขออุทิศให้แก่ผู้ฟังที่หลงรักบทเพลงของดิว่าย้อนยุคเป็นชีวิตจิตใจนะคะ โดยเฉพาะกะเทงานนี้มีกรี๊ดแตกแน่ๆเพราะแต่ละแทร็คที่หยิบมาแนะนำนี่รับประกันว่าเด็ดดวงทั้งสิ้น มาเริ่มกันที่พ็อพบัลลาดเครื่องสายที่เจือภาคดนตรีคลาสสิคและจังหวะเต้นรำแบบวอล์ทหวานๆใน I Could Write Book (4/5) จากเรื่องPal Joeyโดยวิเวียน เบลน ที่ยอดเยี่ยมทั้งในภาคเนื้อหาและการนำเสนอ กะเทยนางโชว์ที่กำลังสาละวนหาเพลงใหม่ๆมาลิพซิงค์นี่ได้โปรดอย่ามองข้ามแทร็คนี้นะคะเพราะมันจะช่วยขับขานให้โชว์ของคุณดูคลาสสิคและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว ตามมาด้วยเพลงจากเรื่อง Higher Higherในปี1940กับ It Never Entered My Mind (5) ที่ได้เชอร์รี่ รอสมาขับกล่อมภาคดนตรีละเมียดละไมในแนวบลูส์หวานๆผสานแจ๊ซซ์สวยๆได้อย่างน่าขนลุก ใครที่เป็นแฟนของดิว่าแนวแจ๊ซซ์และบลูส์อย่างป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์/เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์/แอนนิต้า โอเดย์/คาร์เม็น แม็คเรย์/ซาร่าห์ วอห์นและดิน่า วอชิงตันอะไรพวกนี้นี่น่าจะชอบได้ไม่ยาก ส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในแทร็คที่คลาสสิคที่สุดของอัลบั้มนี้ไปเลย สลับมาฟังสวิงกันดูดีมั้ยคะขอแนะขำแทรคจากOn The Townในปี1944กับ I Can Cook Too (4/5) บรอดเวย์แจ๊ซซ์ผสานสวิงสนุกๆและบลูส์หอมๆจางๆจากแนนซี่ วอล์คเกอร์ที่ถ่ายทอดความเปรี้ยวปราดของภาคเนื้อหาได้อย่างไพเราะและน่ารักจนอดอมยิ้มไม่ได้ ฟังแล้วอารมณ์ดีบันเทิงใจมากๆทีเดียว มาที่ Make It nother Old Fashion,Please (4.5/5) และ My Heart Belongs To Daddy (5) สองเพลงจากปลายปากกาของโคล พอร์เทอร์ หนึ่งในบรมครูแห่งวงการบรอดเวย์ โดยแทร็คแรกมาจากละครบรอดเวย์ในปี1940เรื่อง Panama Hattie ซึ่งได้ซูเปอร์สตาร์บรอดเวย์ชื่อก้องโลกอย่างเอ็ธเทล เมอร์แมนมารับหน้าที่ขับขานในแบบฉบับแฟนตาซีคลาสสิคคัลบรอดเวย์บัลาดใครนึกอารมณ์ไม่ออกลองนึกถึงบรอดเวย์แบบเจ้าป้ามาริลีน มอนโรดูนะคะจริตจะก้านในการบรรเลงนี่เหนือชั้นไม่แพ้กันเลยทีเดียว สำหรับแทร็คหลัง กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ กะเทยหามาฟังกันด่วนจี๋นะคะ เหนือชั้นกว่าหนึ่งช่วงตัวด้วยการผสานแจ๊ซซ์หรูๆลงไปได้อย่างมีชั้นเชิงประกอบกับน้ำเสียงอันทรงพลังหวานใสและลีลาการขับขานอันทรงเสน่ห์ร้อนแรงเชือดเฉือนประดุจไฟของแมรี่ มาร์ทิน ที่ได้ร้องไว้ใน Leave It To Meบรอดเวย์ในปี1938 ที่ช่วยขับขานความลุ่มลึกอลังการของภาคเนื้อหาที่โรแมนติคเหนือชั้นจนลอยลำติดทำเนียบหนึ่งในเพลงบรอดเวย์สุดคลาสสิคเหนือกาลเวลาทุกยุคทุกสมัยได้อย่างสมศักดิ์ศรีปราศจากข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น


ปิดท้ายด้วยเพลงบรอดเวย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และคงความเป็นอมตะตลอดกาลกับ There's No Business Like Show Business (5) ที่เป็นการรวมพลังกันถ่ายทอดความอลังการระหว่างวิลเลี่ยม โอ' นีล/มาร์ตี้ เมย์และเรย์ มิดเดิลทัน นักแสดงจากละครบรอดเวย์เรื่อง Annie Gets Your Gun ในปี1946 โดยเอิร์ฟวิ่ง เบอร์ลินนักประพันธ์เพลงบรอดเวย์ระดับปรมาจารย์ที่เป้นแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินในอุตสาหกรรมดนตรีมาหลายยุคสมัย โดยภาคเนื้อหาเปรียบเสมือนภาพสะท้อนหลังม่านของวัฒนธรรมแห่งอุตสาหกรรมบันเทิงทุกยุคทุกสมัยก่อนที่จะถูกเจียระไนออกมาเป็นภาพที่สวยงามเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาบรรดาผู้ชม ส่วนตัวขอคารวะผู้แต่งในฐานะที่สามารถระบายสิ่งที่ตนอุทิศชีวิตลงสู่โลกแห่งเสียงเพลงได้อย่างมีเสน่ห์ สีสันและเป็นรูปธรรมจับจนยืนประดับอยู่ในหัวใจของคนรักดนตรีมากว่าหลายทศวรรษ


สรุป


จากจุดเริ่มต้นของการใช้ดนตรีบรอดเวย์เป็นเครื่องมือให้ความบันเทิงพร้อมทั้งแทรกสื่อกลางในการกระจายสัญญาณแห่งความหวังพร้อมและอิสรภาพสู่มนุษยชาติ สู่การเดินทางกว่า7ทศวรรษของการเติมเต็มทางปัจเจกภาพอย่างสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน A Time Of Hope คือหนึ่งในตัวแทนที่นำเสนอร่องรอยทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่ส่งอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อสภาพการดำเนินชีวิตของบรรดาผู้คนในสมัยก่อน ซึ่งตีแผ่สู่วัจักรแห่งเสียงเพลงอีกครั้งเพื่อตอบข้อพิสูจน์แก่อนุชนรุ่นหลังให้กระจ่างถึงอำนาจของเสียงดนตรีสื่อกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการจุดประกายความหวังได้อย่างเจิดจรัส ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถประคับประคองมนุษยชาติและโลกให้ก้าวหน้าจากยุคปฏิวัติหลายๆสิ่งมาสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ที่อารยธรรมมนุษย์พบกับความเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุดโดยเคียงคู่กันมาจวบจนปัจจุบันโดยปราศจากร่อยรอยที่จะล่มสลายหรือเลือนหายไปเหมือนอารยธรรมอื่นๆที่ถูกกลืนหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น