วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Tahiti 80 : Fosbury : 85%



Tahiti 80 : Fosbury : 85%


สวัสดีค่ะ ส่วนตัวก็ห่างหายจากงานรีวิวไปประมาณ5เดือนซึ่งก็นับว่านานพอสมควรอยู่สำหรับเดี๊ยนนะคะ ก่อนอื่นไม่ว่าจะมีคนอ่านหรือไม่มีก็ตามก็ต้องขอกราบสวัสดีท่านผู้อ่านะคะ เชื่อว่าบางท่านที่ผ่านเข้ามาในBlogspotแห่งนี้คงได้รู้จักเดี๊ยนมาก่อนแล้วในชื่อของ Da Nastina จากบอร์ด FF Mag ซึ่งเดี๊ยนก็ขอต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชมเข้าสู่ Blogspot ส่วนตัวสำหรับคนรักงานรีวิวนะคะ จุดประสงค์ที่ตั้ง Blogspot นี้ไม่มีอะไรมากจริงๆค่ะ แค่ต้องการพื้นที่สำหรับใส่งานรีวิวของตัวเองไว้อ่านเล่นๆคนเดียว แต่ก็รู้สึกเป็นเกียรตินะคะที่คุณได้อ่านไม่ว่าจะแวะเข้ามาที่นี่โดยตรงหรือได้อ่านจากที่ไหนก็ตาม มาถึงตรงนี้ก็ขอตอบคำถามที่ผู้อ่านขาประจำหลายๆท่านจากบอร์ด FF ส่งมานะคะ ที่ถามว่า ลาบอร์ดทำไม? ก็คิดว่าที่เขียนในกระทู้อำลาไปทุกอย่างก็คงจะกระจ่างแล้วอ่ะนะคะคือมันถึงจุดๆหนึ่งที่เรารู้สึกอิ่มตัวกับสังคมตรงนี้แล้วเลยคิดว่ามันน่าจะดีกว่าที่เราจะหลีกทางเพื่อให้พื้นที่กับสมชิกท่านอื่นรวมถึงเปิดโอกาสให้นักรีวิวท่านอื่นๆเข้ามาเป็นมีบทบาทในโซนของงานรีวิวมากขึ้นบ้าง ซึ่งเดี๊ยนก็อายุ22แล้วอ่ะค่ะแก่เกินไปแล้วส่วนตัวก็อยากให้น้องๆที่รักงานรีวิวได้รับโอกาสและเครดิตในงานรีวิวที่มากขึ้น เพราะกว่าที่เดี๊ยนจะก้าวมาเป็น เอ่อ อย่างที่เขาเรียกว่า "นักรีวิวตัวแม่ของบอร์ดนี่" ผ่านความลำบากและข้อครหามามากและสิ่งที่อยากจะให้คืนน้องๆก็คือโอกาสที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ตัวเองโดยที่ไม่ต้องมีรุ่นใหญ่มาบดบัง การที่เราเป็นรุ่นใหญ่สิ่งหนึ่งที่ควรจะทำคือการผลักดันคนรุ่นใหม่ๆมากกว่าที่พยายามจะใช้บารมีตัวเองกลบคนอื่นน่ะค่ะ เดี๊ยนเชื่อแบบนั้น แหละนั่นคือเหตุผลทั้งหมด

สำหรับรีวิวนี้เดี๊ยนไม่ขอนับว่าเป็นงานรีวิวเปิดตัวการกลับมาอย่างเป็นทางการนะคะ เนื่องจากเป็นอัลบั้มที่เคยรีวิวมาแล้วหากแต่ที่ต้องการหยิบงานชิ้นนี้ขึ้นมารีวิวอีกครั้งนอกจากการที่อยากจะปรับฝีมือให้เข้าที่ก่อนจะไปรีวิวงานใหม่ๆแล้ว มันยังเป็นเพราะความผูกพันทางใจล้วนๆเนื่องจากช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตได้อัลบั้มชุดนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มกำลังใจและอะไรหลายสิ่งหลายอย่างให้เดี๊ยนตลอดทั้งช่วงที่ทุกข์และสุขที่สุด ดังนั้นงานชุดนี้จึงเป็นตัวเลือกแรกที่เป็นแรงบันดาลใจให้เดี๊ยนจับปากกาอีกครั้งและทุ่มความตั้งใจที่จะเขียนมันในมุมมองที่สดใหม่และเป็นปัจจุบันที่สุดอีกครั้ง และนี่คืองานจากวงอินดี้พ็อพที่ดีที่สุดวงหนึ่งจากฝรั่งเศส วงที่อยู่เคียงข้างเดี๊ยนมาตลอดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง วงที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับทั้งทางงานดนตรีและงานเขียน วงที่เดียนรักที่สุดวงหนึ่งTahiti 80 กับอัลบั้ม Fosbury ค่ะ


รูปแบบเพลง


งานชุดนี้เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของวงซึ่งหลายแทร็คในอัลบั้มยังคงยืนพื้นตามธรรมเนียมเดิมบนเสน่ห์ของความเป็นเฟรนซ์พ็อพและอินดี้ในแบบฉบับของ Tahiti 80 ผสานความเป็นโอลด์สคูลพ็อพย้อนยุคเจือกลิ่นอายโซลหวานๆลอยละล่องก่อนจะต่อยอดสู่ความเป็นทริพฮอพที่มีบทบาทเด่นชัดและเข้มข้นขึ้นอย่างมากในงานชุดนี้ ตามด้วยดิสโก้ เรโทร ฟั้งค์กี้ย์ ซินธ์พ็อพ อิเล็คโทรแดนซ์พ็อพและดาวน์เทมโพที่แทรกรสชาติซึมอยู่ในหลายๆแทร็ค นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจคือพัฒนาการในเรื่องของการเล่นกับบีทกลองที่เร้าใจและหนักแน่นขึ้นในเพลงเต้นรำหลายๆแทร็คจนติดกลิ่นฮิพฮอพเป็นสรรพสำเนียงเท่ห์ๆซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่พอตัวในงานของT80จากงานชุดก่อนๆเท่าที่เคยสัมผัสมาเลยจริงๆ


จุดด้อย


ถ้าวัดจากความรู้สึกจากการฟังในรอบแรกๆแล้วงานชุดนี้ยังจัดว่าเป็นอัลบั้มพ็อพที่ยังเข้าถึงไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะในกรณีที่จะฟังเก็บรายละเอียดให้ทะลุปรุโปร่างทั้ง14แทร็คนี่เห็นเพลงน่ารักๆใสๆอย่างนี้แต่ก็เล่นเอาคนรีวิวหอบเป็นระยะๆอยู่เหมือนกันเนื่องจากความซับซ้อนทางโครงสร้างทางดนตรี ความเก็ทยากรวมถึงมิติทางภาษาและการนำเสนอในบางแทร็ค ภาษาวัยรุ่นก็คงจะเรียกว่า แม่งเก๋เกิน! อย่างไรก็ตามเมื่อให้เวลาในการฟังดีๆพร้อมทั้งเปิดใจให้กว้างเข้าไว้เดี๊ยนเชื่อว่าผู้ฟังหลายๆท่านจะสามารถตกหลุมรักวงๆนี้ได้ไม่ยากเลยทีเดียว แค่ขอให้คุณเปิดใจลองดู! อีกกรณีหนึ่งเดี๊ยนรู้สึกว่าเมื่อฟังมากรอบเข้าสิ่งที่มาพร้อมกับความเก๋ก็คือการวนลูพใช้โครงสร้างทางดนตรีและการนำเสนอแบบซ้ำกันหลายแทร็คอยู่ โชคดีที่มันไม่ร้ายแรงถึงขั้นซ้ำซากแต่เขาก็จับได้นะยะว่าพวกคุณพี่แอบก็อปเพลงตัวเองด้วยแหละ ทำไปเพื่ออะไรกันคะตัว?


แทร็คเด็ด


ปิดอัลบั้มได้สวยมากๆกับ Big Day(5) แทร็คที่ได้รับเลือกให้ไปสิงสถิตย์อยู่ในเกมส์ฟุตบอลฟีฟ่า2007 โดยตัวเพลงยืนพื้นที่ความเป็นเฟรนซ์พ็อพเต้นรำที่เจิดจรัสบนท่วงทำนองโอลด์สคูลพ็อพเต้นรำผสานบีทอิเล็คโทรนิคเจือความเป็นซินธ์พ็อพ โซล ฟั้งค์กี้ย์อ่อนๆและดิสโก้สวยๆรวมถึงอินดี้เท่ห์ๆที่ประดังกันมายกระดับภาคดนตรีให้มีความอลังการมากๆ ส่วนตัวขอยกให้เป็นมาสเตอร์พีซของงานชุดนี้ แต่งแต้มความสวยงามด้วยภาคเนื้อหาที่มอบแง่มุมดีๆให้แก่ผู้ฟังให้ไม่ลืมที่จะตระหนักถึงวิธีง่ายๆในการก้าวไปสัมผัสอนาคตที่สวยงาม เพียงแค่รู้จักที่จะเริ่มต้นรับมือกับทุกสิ่งโดยเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียกว่า "ศรัทธา" และยอมให้มันเป็นเสมือนเข็มทิศที่จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จทุกสิ่งที่ใจคุณปรารถนา "ไม่เว้นแม้แต่วันที่ยิ่งใหญ่วันนั้นด้วย" ตอกย้ำทฤษฎีจากแทร็คแรกอย่างสวยงามกับเพลงเก่งประจำอัลบั้มอย่าง Changes (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ภาพรวมยังคงสามารถรักษาเสน่ห์และเอกลักษณ์ของภาคดนตรีสร้างชื่อโดยยืนพื้นที่ความเป็นเฟร้นซ์พ็อพสวยๆก่อนที่จะหยิบเอากลิ่นอายของความเป็นโซล โอลด์สคูล ดิสโก้ ทริพฮอพ เฮ้าส์และอิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพประโลมลงไปได้อย่างมีชั้นเชิงแถมยังทำเก๋หยอดบีทและสรรพสำเนียงฮิพฮอพลงไปให้กรี๊ดกันเล่นๆอีกต่างหาก ผลลัพธ์ออกมาเป็นเฟร้นซ์พ็อพเต้นรำน่ารักๆที่ทรงพลังทั้งในด้านเนื้อหาและสมบูรณ์แบบทางภาคดนตรีอย่างหาตัวจับยาก สมควรอย่างยิ่งแก่การเป็นซิงเกิ้ลแรกโดยไร้ข้อกังขา ต่อด้วย Here Comes... (4.5/5) ที่ภาคดนตรีเก๋มากกกกกกกกกก! ด้วยการยืนพื้นบนความเป็นชิลล์เอ๊าท์ผสานอินดี้พ็อพสวยๆผสานสรรพสำเนียงทริพฮอพหลอนๆลอยละล่องก่อนจะต่อยอดไปสู่ความเป็นซินธ์พ็อพ อิเล็คโทรและอารมณ์เวิลด์มิวสิคแบบแอฟริกันโซลเก๋ๆก่อนจะลงเอยทุกสิ่งทุกอย่างลงด้วยกีตาร์อคูสติคละเมียดละไม ภาคดนตรีงดงามจับใจมากเลยทีเดียวค่ะแม้ว่าในรอบการฟังครั้งแรกจะแลดูแปลกๆและแอบยุ่งเหยิงไปนิดแต่ในระยะยาวรับประกันความเด็ดดวงว่าเก๋จริง มาที่ Your Love Shine Feat.Linda Lewis (3/5) ที่ร่วมงานกับลินดา ลูอิสตัวเพลงเป็นพ็อพเต้นรำเจือบีทอเล็คโทรนิคตึ้บๆผสานโพรแกรมมิ่งฟั้งค์กี้ย์เก๋ๆปะทะบีทฮิพฮอพบินว่อนทั่วเพลง ส่วนตัวเห็นว่าฟังง่ายสุดในงานชุดนี้แล้ว


Something About You Girl (4.5/5) เพราะมากๆค่ะเพลงนี้ โอลด์สคูลสโลแจมพ็อพอาร์แอนด์บีช้าๆผสานทริพฮอพหวานๆเจือดาวน์เทมโพหอมหวนก่อนจะตบหนักๆด้วยกลิ่นอายโซลจางๆลอยละล่อง เป็นหนึ่งในแทร็คที่ชอบที่สุดของงานชุดนี้เลยทีเดียว มาที่ Matter Of Time (4/5) โอลด์สคูลเฟร้นซ์พ็อพติดกลิ่นของบีทเต้นรำแบบเรโทรของฟั้งค์และโซลยุค70-80เมโลดี้ติดหูชะงักตั้งแต่รอบแรกที่ฟัง ส่วนตัวประทับใจกับภาคเนื้อหาที่สะท้อนโลกทัศน์ในการดำเนินชีวิตของเดี๊ยนได้อย่างชัดเจนที่ว่า "Life Is A Test.It Can Be Tough But I'm Doing My Best.It Takes Some Time And A Lot Of Stress But I'm Finding My way." โดนมากกกกกกกกก!!! นั่นน่ะชีวิตแนสทิน่าเลยนะคะ หึหึหึ สำหรับแทร็คที่จำต้องสารภาพว่าโดนใจที่สุดในอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้น King Kong (5) แทร็คที่ฟังแล้วถึงกับอึ้งในความสวยงามของภาคเนื้อหาที่โรแมนติคและไพเราะประดุจบทกวียิ่งมาชนกับตัวเพลงที่เป็นอิเล็คโทรดาวน์เทมโพทริพฮอพหวานๆบริสุทธิ์ที่ช่วยแต่งแต้มสภาพแวดล้อมของแทร็คนี้ให้มีมิติที่สมบูรณ์แบบปานเนรมิตมาจากสวรรค์ พูดได้คำเดียวจริงๆว่าเป็นหนึ่งในแทร็คที่ชอบที่สุดเท่าที่เคยฟังมาแทร็คหนึ่งในชีวิตนี้


ปิดท้ายโซนแห่งความประทับใจด้วย Take Me Back (4/5) ต๊ายยยยยย!!!!!!ไม่น่าเชื่อนะคะว่าจะได้ยินพ็อพโฟล์คอินดี้ผสานร็อคจางๆในแบบฉบับกลิ่นอายยุค60-70จัดๆจากวงนี้ด้วยจัดว่าเป็นอะไรที่แปลกหูเกินจะสรรคำมาบรรยายเมื่อเทียบกับเพลงเต้นรำหลายๆแทร็คที่ค่อนข้างจะซับซ้อน โฉ่งฉ่างมาด้วยชั้นเชิงและรายละเอียดแต่พอมาได้ยินเพลงที่โครงสร้างและการดำเนินเรื่องเรียบง่ายขนาดนี้ก็กลับรู้สึกว่าเข้ากันได้อย่างกลมกล่อมกับภาพรวมของอัลบั้มได้ดีไปอีกแบบ น่าเสียดายที่ทำมาแค่เพลงเดียว


สรุป


หากฤดูฝนนี้คุณต้องการอัลบั้มที่จะพัดพาเมฆหมอกอันอึมครึมและความหมองหม่นมืดมิดต่างๆให้อันตรธานหายไปจากจิตใจแล้วแทนที่ด้วยบรรยากาศที่สดใสสวยงามด้วยอิทธิพลจากดนตรีที่สุดแสนจะน่ารักและเปี่ยมไปด้วยความสุขทุกตัวโน๊ตแล้วล่ะก็ ลองหยิบFosburyชุดนี้มาทำความรู้จักหน่อยสิเชื่อว่ามันจะสร้างฤดูที่แตกต่างให้เกิดขึ้นในใจของคุณได้ท่ามกลางบรรยากาศอันอึมครึมหนาวเหน็บมืดหม่นและเย็นชารอบๆตัวในฤดูแห่งโลกความเป็นจริงนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น