วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Keane : Hopes And Fears : 90%






Keane : Hopes And Fears : 90%



ขออุทิศรีวิวชิ้นนี้ให้แก่ช่วงเวลาหนึ่งบนถนนชีวิตที่ต้องฝ่าฟันหลายสิ่งหลายอย่างท่ามกลางบทเรียนจากมรสุมแห่งความมืดหม่นหวาดกลัวที่กรรโชกโหมกระหน่ำอย่างสุดแสนอำมหิตรวมถึงอุทิศให้แก่แสงสว่างแห่งความหวังที่ส่องประกายเป็นกำลังใจอย่างเจิดจ้าซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่นำทางเดี๊ยนให้สามารถรวบรวมพลังที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดและยืนหยัดอย่างสง่างามจนผ่านพบกับประจักษ์พยานแสนสำคัญแสนสำคัญอย่างความรัก ความเปลี่ยนแปลง ความสมดุลและที่สำคัญศรัทธาที่แข็งแกร่งที่ช่วยประคับประคองให้เดีียนสามารถรักษาทุกสิ่งในชีวิตไว้ได้ ขออุทิศความขอบคุณให้แก่ความเมตตาของพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงสถิตนิรันดร์สำหรับการประทานดนตรีลงมาให้เปนเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของลูก และขออุทิศความตั้งใจในรีวิวชิ้นนี้ให้แก่ Keane และ Hopes And Fears ในฐานะตัวแทนที่ดีสำหรับชีวิตเดี๊ยนในช่วงที่เผชิญกับบทเรียนทางจิตวิญญาณที่ดีที่สุดในแสงสว่างจากความทุกข์ระทม


รูปแบบเพลง+แทร็คเด็ด


Hopes And Fears คือสตูดิโออัลบั้มแรกในปี2004ของ Keane ซึ่งเป็นการรังสรรค์ภาคเนื้อหาเชิงปรัชญาที่ถ่ายทอดความบรรเจิดของจินตนาการรักบริสุทธิ์ ความหวัง ศรัทธาและแง่มุมดีๆในการยืนหยัดเผชิญโลกยามที่ชีวิตและสภาพจิตใจต้องพานพบกับมรสุมโดยนำเสนอผ่านความงดงามละเมียดละไมของดนตรีบริทพ็อพบริสุทธิ์ที่ยืนพื้นบนการนำเสนออยู่บนเบสส์ กลองและเครื่องดนตรีเอกอย่างเพียโนซึ่งนับว่าเป็นการฉีกกรอบการนำเสนอบริทพ็อพแบบอนุรักษ์นิยมที่มักจะระบายความสวยงามของภาคดนตรีเคียงคู่ไปกับกีตาร์ โดยส่วนตัวคิดว่าเจ๋งนะคะสำหรับความกล้าที่ฉีกไปนำเสนอภาคดนตรีที่แตกต่างบนบรรทัดฐานของความนิยมและสูตรสำเร็จที่ถูกสร้างและปฏิบัติเป็นรรมเนียมสืบต่อกันมาอย่างสูงเลยทีเดียว เริ่ด!


เปิดอัลบั้มด้วยท่วงทำนองสวยๆของเพียโนร็อคบัลลาดใน Somewhere Only We Know (4.5/5) กับภาคเนื้อหาที่เนรมิตผ่านปลายปากกาออกมาได้อย่างสุดแสนโรแมนติค ส่วนตัวขอคารวะสำหรับความสามารถในการใช้วัจนภาษาบรรยายความอบอุ่นและสวยงามของโลกทัศน์ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในรักอันบริสุทธิ์ได้อย่างแยบคายและจริงใจจนสัมผัสได้ สมศักดิศรีหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จในแง่ยอดขายที่สุดจากทางวง (ปัจจุบันเป็น Is It Any Wonder? ในอัลบั้มถัดมาที่ทำยอดขายได้สูงที่สุด) ตามมาติดๆกับ This Is The Last Time (4/5) ที่สลัดความละเมียดละไมจากแทร็คแร็คเข้าสู่ความรืนเริงพลิ้วไหวหากแต่ยังคงความละมุนในแบบอัลเทอเนทีฟพ็อพร็อคที่ยืนพื้นอยู่บนความแพรวพราวบนท่วงทำนองบริทพ็อพที่ดำเนินเรื่องบนท่วงทำนองเพียโนร็อคหวานๆบริสุทธิ์ ส่วนตัวแอบประทับใจภาคเนื้อหาสุดเชือดเฉือนประชดประชันแต่เป็นปฏิปักษ์กับอารณ์เพลงที่คึกคักลืมโลกสุดเดช ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้จากการนำเสนอดนตรีของศิลปินอังกฤษน่ะค่ะ เข้าสู่อารมณ์บัลลาดหม่นๆสุดทรงพลังใน She Has No Time (4/5) ที่ส่วนตัวถ้าพิจารณาในแง่ของภาคเนื้อหาจะออกมาบ้านจนเฉยๆก็ตามแต่พอได้มาสดับเอาอภินิหารในการโชว์เสียงร้องได้อย่างโหยหวนบาดลึกเข้าไปถึงจิวิญญาณสุดๆแล้วต้องขอคำนับที่สามารถยกระดับความเรียบง่ายของตัวเพลงให้โดเด่นได้ด้วยศักยภาพความเป็นศิลปินล้วนๆ เริ่ด !
มาที่ Sunshine (4.5/5) อีกหนึ่งแทร็คบัลลาดที่เพราะและดีที่สุดแทร็คหนึ่งประจำอัลบั้มที่ตัวเพลงถ่ายทอดจิตวิญญาณที่ปวดร้าวเคียงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่เขียนออกมาเชือดเฉือนและตรงประเด็นถึงสัจธรรมชวนขบคิดจากบทเรียนความยากแท้หยั่งถึงในสันดานดิบของสิ่งที่เรียกว่า "มนุษย์" เชื่อว่าเป้นอีกแทร็คที่สัมผัสโดนกลางใจใครหลายๆคนได้ ต่อด้วย Everybody's Changing (5) ซึ่งไม่กล่าวถึงไม่ได้นะคะแทร็คนี้เนื่องจากเป้นแทร็คที่ส่วนตัวโปรดปรานที่สุดในงานชุดนี้ซึ่งเดี๊ยนขอยกให้เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซที่ดีที่สุดตลอดกาลจากมางวงเลยทีเดียวกับภาคดนตรีละเมียดละไมของบริทพ็อพบริสุทธิ์ที่ผสานภาคความเป็นอัลเทอเนทีฟของพ็อพร็อคละเมียดละไมกึ่งๆบัลลาดเข้ากับแบ็คกราวนด์จากซินธิไซเซอร์ได้อย่างลงตัว เยงคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงความถ่องแท้ของสัจธรรมที่ว่า "ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่เสถียรที่สุดของโลกนี้" ส่วนตัวรู้สึกว่าภาคเนื้อหาให้แนวคิดเชิงปรัชญาที่ลุ่มลึกสำหรับการนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับความเชี่ยวกรากและหลากหลายของการดำรงชีวิตในวัฒนธรรมความเป็นมนุษย์ได้อย่างดี ปิดงานด้วย Bedshaped (4.5/5)บริทพอพบัลลาดที่แพรวพราวไปด้วยการผสมผสานความเป็นบลูส์ เพียโนแจ๊ซซ์ ออเครสตร้าและซินธิไซเซอร์ได้อย่างมีชั้นเชิง ส่วนตัวหลงรักการผสานความเกรี้ยวกราดและความละมุนทางความรู้สึกของภาคเนื้อหาที่ว่าความสำคัญของการยืหยัดเพือ่ศักดิ์ศรีและจุดยืนของตนเองพร้อมทั้งไม่ลืมที่จะเหลียวกลับไปมองสิ่งดีๆที่หลงเหลือให้ค้นหาในชีวิตมากกว่าที่จะทิ้งมันไปตลอดกาลเพียงเพราะความเจ็บปวดชั่วครู่ที่มันดูเหมือนจะยาวชั่วกาลนาน ปิดม่านการผจญภัยในโลกแห่งดนตรีภาคแรกได้อย่างเหนือชั้น



จุดด้อย



จากประสบการณ์ที่ได้แบ่งปันความคิดกับเพื่อนๆท่านที่ไม่ชอบ ได้ความมาว่าเอกภาพและความเรียบง่ายในการนำเสนอนั้นอาจจะกลายเป็นการขาดความหลากหลายในมุมมองของบางท่านกได้ ซึ่งจะว่าไปก็อาจจะจริงนะคะอย่างไรก็ตามส่วนตัวเดีียนคงต้องบอกว่าไม่เห็นด้วยอาจจะเป็นเพราะว่าส่วนตัวมีประสบการณ์ในการติดตามบริทพ็อพมาในระดับหนึ่งและจากเท่าที่เห็นคิดว่า Keane สามารถจีโตทย์การนำเสนอรูปแบบดนตรีได้อย่างละเมียดละไมในขณะเดียวกันก็ยังสามารถที่จะฉายความโดดเด่นในตัวงานออกมาได้เห็นเด่นชัดเรียกได้ว่าสามารถฉีกตัวออกมาเขย่าความสนใจในแวดวงบริทพ็อพได้อย่างน่ายกย่องทีเดียว ทั้งนี้คงต้องทิ้งไว้ให้ขบคิดในเรื่องของบรรทัดฐานและรสนิยมส่วนบุคคลเช่นเดิม



สรุป



ถ้าจะกล่าวโดยสรุปคงต้องบอกว่านอกจากจะเป็นนิยามทางการนำเสนอภาคดนตรีในรูปแบบใหม่ที่ทรงเสน่ห์จากแวดวงบริทพ็อพแล้วยังเป็นงานดนตรีที่สามารถเติมเต็มความรู้สึกดีๆแก่จิตวิญญาณให้เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและโลกทัศน์อันแสนบริสุทธิ์สว่างไสวซึ่งสำหรับเดียนมีไม่มากนะคะที่จะหาอัลบั้มพ็อพคุณภาพที่มีรูปแบบการนำเสนออันสุดแสนไพเราะติดหูและมอบความรู้สึกที่เปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยนำพาจิตใจผู้ฟังให้ก้าวไปสู่เส้นทางที่จรรโลงโลกทัศน์ในชีวิตให้มีศรัทธาที่เข้มแข็งและตระหนักถึงทุกวินาทีในแง่มุมที่สวยงามมากขึ้นของถนนสายนี้ แม้ว่าในความเป็นจริงอาจจะเป็นเส้นทางที่ต้องเผชิญกับชวากหนามและความทุกข์ระทมมากมายก็ตาม แต่ระลึกกันไว้เถิดนะคะว่า ชีวิตคนเราเป้นสิ่งที่สวยงามจริงๆ

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Blossom Dearie : Once Upon A Summertime : 87%


Blossom Dearie : Once Upon A Summertime : 87%


รูปแบบเพลง


ดนตรีของป้าบลอสซั่มเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ช้าๆเนิบๆถ่ายทอดผ่านบนท่วงทำนองเพียโนหวานๆ ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงงานของศิลปินพ็อพแจ๊ซซ์รุ่นนี้อย่าง นอร่าห์ โจนส์ ดูโดยส่วนตัวคิดว่าลีลาการนำเสนอในบางส่วนคล้ายคลึงกัน เพียงแต่อารมณ์เพลงของป้าบลอสซั่มจะแทรกความเป็นวินเทจมากกว่าซึ่งมีการผสานทั้งไลท์แจ๊ซซ์ยุค50 บีบ็อพและลูกเล่นของคาบาเร่ต์ (ดนตรีที่ใช้แสดงในคลับหรือภัตราคารที่เล่นเพลงแจ๊ซซ์) ที่เด็ดไปกว่านั้นคือลูกเล่นการใช้เพียโนของป้าค่อนข้างให้อรรถรสที่หลากหลายตั้งแต่หวานหยด เศร้าซึ้งไปจนถึงการด้นเพียโนสดๆแบบจังหวะสวิงที่ช่วยนำผู้ฟังให้ย้อนกลับไปสัมผัสความสดของบรรยากาศในคลับเพลงแจ๊ซซ์ยุคนั้นได้อย่างดี


จุดด้อย


สำหรับบางท่านเจออัลบั้มนี้อาจจะหลับคาสเตอริโอไปเลยก็ได้นะคะ อย่างที่รู้ๆกันแหละค่ะว่าแจ๊ซซืเป็นยานอนหลับชั้นดีได้ขนาดไหน ยิ่งเด็กอาร์แอนด์บีแดนซ์กระจายอย่างเดี๊ยนมาชนกับเพียโนแจ๊ซซ์หวานๆเย็นๆของป้านี้ อุ้ย! ฝันดีเชียวค่ะ (อัลบั้มนี้นี่ท่านป้าล่อเดี๊ยนซะเคลิ้มไปหลายรอบเลยทีเดียว) อย่างไรก็ตามเมื่อสามารถปรับตัวให้ชินกับอารมณืเพลงของเธอได้แล้วนั้นขอบอกได้ว่าสัมผัสได้ถึงความละเมียดละไมและสุนทรีย์ได้อย่างดีเลยทีเดียว จากความง่วงในการฟังรอบแรกๆก็กลับกลายเป็นความไพเราะและผ่อนคลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ อีกหนึ่งเรื่องคือชื่อเสียงของป้าในประเทศไทยยังไม่เป็นที่นิยมและรู้จักมากนัก (ข้อมูลนี้จากป้าโดเรมีโดยตรงค่ะ) คือดิว่าเพลงแจ๊ซซ์ฟันฐานคอแจ๊ซซ์ในเมืองไทยได้หลักๆเลยคือ เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์,นีน่า ซีโมนส์และบิลลี่ ฮอลิเดย์ หลังจากที่ได้ฟังทุกนางเทียบกันแล้วขอบอกเลยค่ะว่าป้าบลอสซั่มสู้พวกเธอไม่ได้อันนี้ไม่ใช่ว่าเพลงป้าห่วยแต่ในเรื่องของความแรงในผลงาน เอกลักษณ์เฉพาะตัว ทักษะในหลายๆด้านที่เหนือกว่ารวมถึงชื่อชั้นป้าเรายังเทียบเจ้าป้าเหล่านั้นไม่ได้ ขนาดเอาลงมาเทียบรุ่นกับชื่อชั้นที่รองลงมาอย่างดิน่า วอชิงทัน,แอนนิต้า โอเดย์ หรือ ซาร่าห์ วอห์น งานป้ายังเป็นรองพวกหล่อนเลย คืองานป้าดีค่ะแต่ชื่อื่นที่กล่าวมาติดตลาดกว่า แกร่งกว่าจนเป็นตัวเลือกที่หลายๆคนมองว่าน่าจะดีกว่าไปโดยปริยายน่ะค่ะ ป.ล. ทำใจเท่านั้นค่ะป้าเพราะตอนนี้ถ้าจะไปแข่งเรื่องชื่อเสียงอะไรก็ต้องตามพวกป้าๆเหล่านั้นไปเจอกันบนสวรรค์อย่างเดียวค่ะ จงภูมิใจที่เป็นคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ หึหึหึ


แทร็คเด็ด


เดี๊ยนขอไม่รีวิวหมดทุกแทร็คนะคะขอยกมาเฉพาะแทร็คเด็ดๆที่น่าสนใจและคิดว่าน่าจะถูกใจเพื่อนๆเพื่อจะไปหามาลองฟังกันดูนะคะ เริ่มด้วยแทร็คแรก Tea For Two (4.5/5) เพียโนไลท์แจ๊ซซ์เบาๆเพลงนี้คัฟเวอร์มาจาก เออร์วิ่ง ซีซาร์เมื่อปี1925 ก่อนหน้านี้เคยฟังเป็นเวอร์ชั่นสนุกๆของเจ้าป้าแอนนิต้า โอเดย์ พอมาเจอเวอร์ชั่นๆนุ่มๆซอฟๆแบบนี้ก็สุนทรีย์ไปอีกแบบดีค่ะ ต่อแทร็คถัดไป Surrey With The Fringe On Top (5) เพลงที่เะอถอดวิญญาณร้องให้บ้านเกิดของเธอ ส่วนตัวชอบมากๆค่ะพ็อพแจ๊ซซ์เย็นๆเมโลดีย์งดงามบริสุทธิ์มากๆให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก คาดว่าแนวนี้แฟนๆของนอร่าห์ โจนส์คงชอบเพลงที่อารมณ์อาบไปด้วยความสุขทุกตัวโน๊ตแบบนี้
ป.ล. เดี๊ยนฟังแล้วเห็นแต่หน้ายัยโอลีฟ ออยล์แฟนตาป็อปอายหลอนอยู่ในหัวตลอดเพลงเลยค่ะ ไม่รู้ทำไม


Once Upon A Summertime(5) ไทเทิ่ลแทร็ค แจ๊ซซ์ฝรั่งเศสโดยแท้ค่ะเนื่องจากต้นฉบับมาจากเพลง La Valse es Lilas ซึ่งแต่งโดย Michel Legrand เรื่องของเรื่องป้าแกเผอิญไปปิ๊งเพลงนี้เข้าที่ปารีสถึงกับออกปากชมว่า The exquisite music with lovely French lyrics ว่าแล้วก็เลยขอให้นักแต่งเพลงแต่งออกมาเป็นภาษาอังกฤษใหเแกร้องเสียเลย (ต๊ายยย ง่ายดีนะคะนั่น) มาที่ตัวเพลงค่ะโดยส่วนตัวเดี๊ยนว่าเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในอัลบั้มค่ะ ชอบมากๆก็คืออารมณ์ที่ว่างเปล่าแต่แฝงด้วยความเข้มข้นและทรงพลังในตัวเอง สมค่าที่เป็นศิลปะชั้นสูงที่ทำออกมาขายคนรักดนตรีโดยแท้


ลองสลับมาฟังเแจ๊ซ์สนุกๆกันดูบ้างมั้ยคะเดี๊ยนขอส่งMoonlight Saving Time (4/5) กับ Down With Love (5) เข้าประกวดนะคะ สแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์สนุกๆประสานจังหวะจะโคนของสวิงแล้วก็สรรพสำเนียงบีบ็อพเริ่ดมากๆค่ะ แม้ว่าความยาวจะแค่หนึ่งนาทีกว่าๆแต่ไอ้หนึ่งนาทีกว่าๆนี่แหละค่ะที่คุณจะตกหลุมรักเป็นอันดับแรกและในครั้งแรกที่ฟัง เพราะติดหู หรูและเก๋สุดๆ มาที่Doop -Doo-De-Doop[A Doodlin' Song](4/5) ดูเอ็ทคู่กับCy Colemanมีเครดิตเป็นนักแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย ตัวเพลงวินเทจมากๆค่ะให้อารมณ์น่ารักขี้เล่นแบบแจ๊ซซ์ยุค50ดีฟังแล้วนึกถึงหนังขาวดำที่พระเอกเป็นกะลาสีไปตกหลุมรักสาวต่างถิ่นอะไรทำนองนั้นอ่ะค่ะ โรแมนติคมากๆ มาที่สองเพลงทีเนื้อหาเปรี้ยวมากๆอย่าง If I Were A Bell (3.5/5) กับ Teach Me Tonight (4/5) น่าทึ่งนะคะที่สาวเรียบๆหงิมๆแบบป้าสามารถร้องเพลงที่ส่อกามนัยยะเกือบทุกอักษรได้มีจริตจก้านสูงส่งขนาดนี้ หุหุหุ เสือซ่อนเล็บก็ไม่บอกนะตัว


ปิดท้ายด้วย Our Love Is Here To Stay (4.5/5) แจ๊ซซ์แนวคาบาเร่ต์ที่ให้อารมณ์เหมือนกับตอนเล่นปิดคลับ ตัวเพลงผสานระหว่างความเป็นสแตนดาร์ด สวิงกับอารมณ์แบบบรอดเวย์เข้าด้วยกันได้อย่างดี เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกว่าคืนชีวิตให้แก่ยุคนั้นโดยช่วยวาดจินตภาพให้เราๆเข้าถึงและสนุกไปกับมันได้ คลาสสิคมากๆค่ะ


สรุป


ฤดูร้อนที่ผ่านมาที่เดี๊ยนได้ใช้เวลากับอัลบัมนี้แม้จะเป็นช่วงระยะสั้นๆแต่ก็เป็นช่วงที่สวยงาม โรแมนติคแล้วก็น่าจดจำที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว จำไม่ได้แล้วค่ะว่าไม่ได้สัมผัสฤดูร้อนดีๆแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว เป็นเหตุผลหนึ่งที่เดี๊ยนอยากจะบอกท่านผู้อ่านโดยเฉพาะท่านที่รักดนตรีมากๆนะคะว่า "มีอัลบั้มนี้กันไว้ซะ"

James Blunt : Back To Bedlam : 87%


James Blunt : Back To Bedlam : 87%



รูปแบบเพลง


พ็อพโฟล์คที่โดดเด่นด้วยเครื่องดนตรีหลักอย่างกีตาร์อคูสติคและเพียโน โดยผสานอารมณืของดนตรีที่หลากหลายทั้งพ็อพร็อค อาร์แอนด์บี โฟล์คร็อคและอัลเทอเนทีฟได้อย่างลงตัว สำหรับบางเพลงได้กลิ่นอายของดนตรีแจ๊ซซ์บางๆและอิทธิพลของดนตรีร็อคในยุค70 รวมไปถึงน้ำเสียงที่ก้ำกึ่งไปทางโซลในบางแทร็ค


จุดด้อย


โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเพลงน้อยไปยิ่งสำหรับยุคนี้สิบแทร็คถือว่าน้อยมากๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมองถึงความไพเราะของตัวเพลงและคุณภาพของอัลบั้มในการฟังระยัะยาวแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ มาอีกประเด็นหนึ่งที่คิดว่าไม่เกี่ยวและไม่น่าจะมาเป็นปัญหาของเขาเลยด้วยซ้ำก็คือเสียงของเจมส์เอง อันนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วยมุมมองส่วนตัวของผู้ฟังแต่ละท่านค่ะคือถ้าชอบก็จะรักไปเลยแต่ถ้าไม่ชอบนี่เสียงของเจมส์ บลันท์ก็เข้าขั้นน่ารำคาญสุดๆไปเลยทีเดียว แต่สำหรับเดี๊ยนโดยส่วนตัวน้ำเสียงของเขาไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะโดยส่วนตัวคิดว่ามีเสน่ห์และเอกลักษณ์เป็นของตัวเองดี ในวงการนี้ศิลปินที่เส้นเสียงเป็นดาบสองคมมีให้เห็นกันเยอะแล้วอย่าง ไคย์ลีย์ มิโน้ก,จัสติน ทิมเบอร์เลค,คริสทิน่า อากิเลร่า และอีกมากมาย แม้แต่บ้านเราก็ยังมี ปีเตอร์ คอปไดเรนดัล,อ้อม สุนิสา อะไรพวกนี้ ขึ้นอยู่กับว่าไปแจ้คพ็อตเจอคนฟังที่เขาชอบแบบไหนมากกว่า เป็นเรื่องดวงล้วนๆค่ะเร้าใจดีเหมือนกัน


ซิงเกิ้ล


High (5) ซิงเกิ้ลแรก พ็อพโฟล์คบริสุทธิ์เสริมทัพด้วยคีย์บอร์ดกับอคูสติคกีตาร์สอดคล้องกับภาคเนื้อหาที่ช่วยวาดจินตภาพให้ผู้ฟังเข้าถึงการมองโลกของคนที่กำลังมีความรักได้อย่างดี อีกเรื่องที่ประทับใจมากๆคือการใช้น้ำเสียงที่เหนือชั้นด้วยการค่อยๆแย้มความปรารถนาออกมาทีละนิดก่อนที่ผู้ฟังจะถูกสะกดอยู่ในภวังค์และสุขกับโลกแห่งความฝันในอารมณ์เพลงของเขาอย่างไม่รู้ตัว สมบูรณ์แบบค่ะ!


ป.ล. เพลงนี้ถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณษโรงแรมฮิลทันด้วยนะคะ ต๊ายย!น่าดีใจมั้ยคะ เนี่ย


Wise Men (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง พ็อพร็อคบนท่วงทำนองกึ่งบัลลาดโดยส่วนตัวรู้สึกว่ามีกลิ่นอายอาร์แอนด์บีแซมเข้ามาเป็นสีสันด้วย การนำเสนอโดยรวมดีพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้ค่ะเพียงแต่อย่าคาดหวังความสำเร็จบนอันดับเพลงก็เป็นพอปล่อยวางได้มั้ยล่ะ แต่ได้รวมจัดว่าลงตัวและเพราะเข้าขั้นแล้วล่ะ


You're Beautiful (4/5) จริงๆแล้วเป็นซิงเกิ้ลที่สามบนฝั่งอังกฤษน่ะค่ะ แต่กลับกลายเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ทำให้หลายๆคนรู้จักและยอมรับผลงานของเขา ภาคดนตรีเป็นอคูสติคพ็อพผสานโฟล์คร็อคโดดเด่นด้วยท่วงทำนองของเพียโน เครื่องสายและกีตาร์อคูสติครวมไปถึงการถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงแบบโซลของเจมส์เอง ก่อนอื่นต้องบอกตามตรงว่าตอนแรกเดี๊ยนไม่ได้คิดว่าเพลงนี้จะดังกระฉ่อนจนสามารถมลายอันดับหนึ่งบิลด์บอรืดได้ โดยส่วนตัวคิดว่าตัวเขาเองก็คงไม่ได้คาดหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกอานิสงค์ของเพลงนี้จะทำให้ซิงเกิ้ลอื่นๆของเขามีอันดับบนชาร์ตเพลงที่สูงกว่านี้แต่ในขณะเดียวกันก็คงจะต้องเผชิญกับความคาดหวังและความกดดันสูงขึ้นเป็นเท่าตัว


Goodbye My Lover (4/5) ซิงเกิ้ลปิดอัลบั้ม บัลลาเพียโนที่เดี๊ยนขอให้คำจำกัดความสั้นๆว่า "แม่งโคตรเศร้า" กวาดไปหมดทั้งเนื้อหา ทำนอง เสียงร้อง แต่ดดยส่วนตัวรู้สึกรักเพลงนี้และยินดีจะจมอยู่กับมันโดยไม่มีเงื่อนไข ในเรื่องของตัวเพลงคิดว่าเพลงนี้เป็นอะไรที่โดดออกมาจากภาพรวมในอัลบั้ม แต่ก็กลับเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มเอกภาพ ความน่าฟังและช่วยเติมเต็มให้งานดนตรีของเขาให้สมบูรณ์แบบ


แทร็คอื่นๆ


Tears And Rain (5) เสียดายมากๆที่เพลงนี้ไม่ได้เป็นซิงเกิ้ล พ็อพโฟล์คร็อคที่เมโลดีย์สวยโคตรๆมีศักยภาพพร้อมที่จะเป็นซิงเกิ้ลและพร้อมที่จะดังได้ในเวลาเดียวกัน (โดยเฉพาะที่ไทย) ติดหูและเพราะสุดๆในอัลบั้มนี้แล้วถ้าใครอยากจะหาเพลงหวานๆมาประดับฤดูฝนล่ะก็ เพลงนี้เลยไม่ผิดหวังแน่นอน มาที่ Cry (4.5/5) ฟังแล้วนึกถึงโฟล์คยุค60-70กว่าๆ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ไพเราะและเนื้อหาซึ้งมากๆ ไม่แน่ใจว่าได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากสมัยอยู่ค่ายทหารรึเปล่า ต่อด้วยเพลง Billy (4/5) อีกเพลงที่ท่อนคอรัสติดหูชะงัด ตัวเพลงติดกลิ่นอายไลท์แจ๊ซซ์บางๆ ทำออกมาได้เท่ห์มีชั้นเชิงมากๆ วุ้ย! ฟังมายังไม่มีเพลงไหนไม่เพราะเลยนะ So Long,Jimmy (4/5) เป็นอีกเพลงที่ค่อนข้างโดดเด่นในอัลบั้ม ที่ชอบมากๆเลยก็คือการนำมิสซิสซิปปีกีตาร์มาใช้ในเพลงทำให้นึกย้อนไปถึงวงดนตรีร็อคช่วงยุค70 เท่ห์และเซอร์เกินบรรยาย ในส่วนของเนื้อหาอุทิศให้กับจิมี่ เฮนดริกซ์แรงบันดาลใจผู้ล่วงลับ ต่อด้วย Out Of My Mind (2.5/5) แม้ว่าลุกเล่นและชั้นเชิงเมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆจะไม่มีอะไรน่าชมเชย แต่ส่วนตัวชอบความเข้มข้นและพลังในตัวเพลง ให้ความรู้สึกเหมือนเจอคลื่นระลอกใหญ่ซัดใส่อย่างบ้าคลั่งแล้วทิ้งไว้เหลือแตาคความว่างเปล่าในตอนจบเพลง ปิดท้ายด้วย No Bravery (3.5/5) ได้ลินดา เพอร์รีย์มาร่วมโพรดิวซ์ ตัวเพลงเรียบง่ายแค่ใช้เพียโนเป็นตัวเดินเรื่องแล้วเร่งจังหวะด้วยกีตาร์และเบสรวมถึงกระตุ้นอารมณ์เพลงและน้ำเสียงให้ไปถึงจุดไคลแมกซ์ก่อนจะปิดลงอย่างสวยงามเหมือนสายลมที่ผ่านไปวูบหนึ่ง เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกอ้างวางและปวดร้าวมากๆ


สรุป


นี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่เพราะที่สุดเท่าที่เคยฟังมาในชีวิต รู้สึกำประทับใจในความเรียบงามแต่แฝงไปด้วยความบริสุทธิ์และสวยงามของทุกตัวโน๊ต สวำหรับเดี๊ยน Back To Bedlam จะเป็นหนึ่งในอัลบั้มแห่งความสุขที่เดี๊ยนจะนิยมย้อนกลับไปฟังทุกเมื่อ เช่นเดียวกับที่จะนิยม เจมส์ บลันท์ คนนี้ให้เป็นหนึ่งในศิลปินสุดที่รักและพร้อมที่จะคอยติดตามผลงานของเขาด้วยใจจดจ่อ

James Morrison : Undiscovered : 87%


James Morrison : Undiscovered : 87%


รูปแบบเพลง


เมื่อเกือบๆ2ปีที่แล้วมันเป็นครั้งแรกที่เดี๊ยนได้ทำความรู้จักกับงานดนตรีของเจมส์ มอริสันคงต้องขอบอกว่าหมอนี่ได้สร้างความตกใจและประทับใจให้เดี๊ยนในเวลาเดียวกัน ที่ตกใจเนื่องจากในตอนแรกไม่เคยฟังเพลงของเขามาก่อนเลยและคงต้องสารภาพว่าไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำเพียงแต่ตัดสินใจซื้อเพราะทนแรงตื้อเชียร์แขกอันมหาศาลของคนใกล้ตัวไม่ไหว พอกลับมาถึงที่บ้านฟังครั้งแรกเกือบจะร้องไห้เลยทีเดียวค่ะเพราะหนึ่งตกใจที่ตัวเองเกือบจะพลาดของดีไปแล้วและสองตกใจที่ในตอนแรกตัดสินงานดนตรีเขาโดยผิวเผินจากหน้าปกว่าต้องมาประมาณพ็อพโฟล์คหวานๆเลี่ยนๆสไตล์เจมส์ บลันท์แน่นอนไม่งั้นก็คงเป็นหน้าใหม่ของวงการร็อคแอนด์โรลหรือคันทรีย์แน่ๆ แต่เมื่อได้ฟังจบทั้งอัลบั้มแล้วมันเกิดทั้งความทึ่ง อึ้ง อายและตกใจว่าที่ได้ฟันธงไปในตอนแรกนั้นผิดโดยสิ้นเชิง ภาพรวมของUndiscoveredเป็นงานพ็อพโซลที่หลายแทร็คมีอิทธิพลของกลิ่นอายสรรพสำเนียงบลูส์โซลเป็นตัวยืนพื้นพร้อมเสริมทัพด้วยดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างอาร์แอนด์บี ฟังค์ โซล บลูส์และแจ๊ซซ์ รวมถึงแทรกรสชาติดนตรีที่หลากหลายอย่างซอฟต์ร็อค อัลเทอเนทีฟ คันทรีย์และโฟล์ครวมถึงผสมผสานความเป็นEasy Listeningลงบนงานได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานดนตรีที่มีเอกภาพและศักยภาพที่สูงมากๆ ซึ่งหลังจากฟังจบรอบแรกความประทับใจมันเกิดขึ้นโดยทันทีเนื่องจากไม่ได้เสพย์เพลงดีๆแบบนี้มาก็นานพอสมควรแถมยังเป็นศิลปินหน้าใหม่อีก แค่ฟังเพียงครั้งแรกก็เชื่อสนิทใจและไม่เหลืออะไรให้สงสัยเลยว่า "ทำไมหนุ่มคนนี้ถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรแห่งโซลชิ้นใหม่ของวงการเพลงฝั่งอังกฤษ"


จุดด้อย


คงต้องบอกว่าเขาเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่โฑดยส่วนตัวเดี๊ยนไม่รู้สึกว่ามีปัญหาด้วยทั้งในเรื่องเอกภาพ คุณภาพและศักยภาพในส่วนของงานเพลงคือทุกสิ่งทุกอย่างมันจัดว่าสมบูรณ์แบบในมาตรฐานของเดี๊ยนเลยทีเดียว ที่เห็นว่าเป็นจุดด้อยก็คงเป็นแค่จุดเล็กๆและค่อนข้างจะนอกเรื่องด้วยซ้ำนั่นคือกระแสที่เดี๊ยนเห็นว่าตานี่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเจมส์ บลันท์ซึ่งก็สร้างความหงุดหงิดให้แก่เดี๊ยนหลายครั้งอยู่เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างแรกในเรื่องของดนตรีถ้าจะบอกว่าสองคนนี้ทำเพลงแนวเดียวกันล่ะก็เดี๊ยนแนะนำให้ฟังก่อนดีกว่านะคะแล้วจะรู้ว่ามันตลกเหมือนกับบอกว่าเชอริล โครล์วทำเพลงแนวเดียวกับอลิช่า คียส์น่ะค่ะ โฟล์คกับโซลถึงมันจะมีรากฐานมาจากดนตรีแนวเดียวกันแต่มันก็แยกความต่างในตัวออกมาเป็นแขนงเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจนน่ะค่ะ ในส่วนของภาพลักษณ์ตัวเจมส์ มอริสันเองก็บอกไว้ชัดเจนแล้วนะคะว่า "โอเคผมเป็นผู้ชาย ผมร้องเพลง ผมแต่งเพลง ผมเล่นดนตรีและผมชื่อเจมส์นั่นแหละที่เราเหมือนกัน" แล้วอย่า!เชียวนะคะอย่าถ้าคิดจะบอกว่าสองคนนี้บุคลิกท่าทางหน้าตาคล้ายกัน ในฐานะแม่ยกของทั้งคู่และผู้เชี่ยวชาญเรื่องผู้ชายขอแจงให้เห็นชัดดังนี้ค่ะ เดี๊ยนว่าเจมส์ บลันท์เป็นคนที่ดูปอนๆเซอร์ฝันๆแบบผู้ชายที่มีจินตนาการและโลกส่วนตัวสูงมากกกน่ะค่ะ อาจจะออกลูกเพี้ยนหรือสติเฟื่องไปบ้างแต่คนลักษณะนี่ค่อนข้างเก็บอะไรไว้ในใจเยอะ น่าสงสารและโรแมนติคมากๆในเวลาเดียวกัน ส่วนเจมส์หลังนี่ หึหึหึ สเป็คเชียวค่ะเธอดูเท่ห์ๆห่ามๆเซอร์ๆแต่โคตรCoolตามแบบฉบับหนุ่มอังกฤษที่เราๆหลงรักน่ะค่ะ หึหึหึ ต่างกันโดยสิ้นเชิงชิมิคะ


ซิงเกิ้ล


You Give Me Something (5) สวยมากค่ะเพลงนี้ ซิงเกิ้ลเปิดตัวแนวบลูส์โซลบัลลาดผสานพ็อพเมโลดีย์สวยๆหวานๆที่ทั้งเพียโนและเครื่องสายทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีมากๆซึ่งเข้ากันได้ดีกับเสียงร้องออกโซลของเจมส์เอง ภาคเนื้อหาแต่งออกมาได้อย่างน่ารักจริงใจแต่แฝงไปด้วยชั้นเชิงของอารมณ์โรแมนติคปนเหงาตามประสาหนุ่มโสด ส่วนคัวไม่แปลกใจทีเดียวค่ะที่เพลงนี้ไปได้ถึงอันดับหนึ่งในยูเคชาร์ตและสร้างชื่อเจมส์ มอริสันให้กลายเป็นหนึ่งในศิลปินดาวรุ่งที่เป็นอีกหนึ่งความหวังอันเจิดจรัสของอุตสาหกรรมดนตรีเมืองผู้ดีเพราะผลลัพธ์ที่เห็นมันลงตัว งดงามและสมบูรณ์แบบจนไม่มีอะไรให้แปลกใจ


ป.ล. ฟังแล้วนึกถึงแฟนเก่าคนนึงมากๆ เป็นหนุ่มแบ็คแพ็คเกอร์ข้าวสารที่อารมณ์ประมาณนี้เลยทีเดียวค่ะ ชีวิตนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะคะแต่ขอบอกว่าดีใจมากๆที่อย่างน้อยชีวิตนี้ได้รู้จักผู้ชายอย่างเธอ (Even Though You're Gone,Love Still Carries On Inside Of Me.)


Wonderful World (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง ตัวเพลงเป็นมิดเทมโพพ็อพโซลประสานซอฟต์ร็อคและอัลเทอเนทีฟลงไปนิดๆให้ความรู้สึกที่เก๋ เซอร์และอลังการในเวลาเดียวกัน นอกจากชั้นเชิงการนำเสนอที่ไม่ธรรมดาแล้วเดี๊ยนยังประทับใจในภาคเนื้อหาที่เจมส์รู้จักเลือกใช้คำมาร้อยเรียงได้อย่างมีวาทะศิลป์ร้ายกาจสุดๆ แม้จะไม่ใช่ศัพท์สูงส่งอะไรแต่ความประณีตชนะใจค่ะ


The Pices Don't Fit Anymore (3.5/5) ซิงเกิ้ลถัดไป พ็อพโซลผสานสรรพเสียงบลูส์เชือดเฉือนบัลลาดที่เนื้อหาค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูงมากๆว่าด้วยการเลิกรากับรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเจมส์เอง (กรี๊ดดด เดี๊ยนรอเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายนะคะ หึหึหึ) ส่วนตัวเชื่อว่าคนที่ผ่านความรู้สึกอันปวดร้าวจากการเลิกราครั้งแรกมาคงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีนะคะ เอาเป็นว่าเศร้า เหงา ทรงพลัง เข้มและลึกคงเป็น5คำสั้นๆที่นิยามอารมณ์เพลงนี้ได้ดีที่สุด


ป.ล. ในหนังสือLove Isของอาจารย์ปิง ดาวองก์ ท่านได้นิยามมุมมองความรักครั้งแรกไว้อย่างเก๋ไก๋คมคายว่า "ฉันได้เรียนรู้ว่า...รักครั้งแรกก็เหมือนฟันน้ำนมที่วันหนึ่งต้องหลุดรอดไปเพื่อรอฟันแท้เข้ามาแทนที่" ประทับใจเดี๊ยนมากๆค่ะ


Undiscovered (4/5) ไทเทิ่ลแทร็คที่ส่งออกมาเป็นซิงเกิ้ลปิดท้าย ตัวเพลงเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลสวยๆที่ค่อยๆเพิ่มความอลังการของภาคดนตรีขึ้นเรื่อยๆจนลากอารมณ์ให้เพลงนี้ขึ้นสูงถึงความเป็นไคลแม็กซ์ในอัลบั้มนี้เลยทีเดียว ส่วนตัวคิดว่าพ็อพสุด ติดหูสุดและเพราะสุดในอัลบั้มแล้วค่ะ ชอบเสียงกอสเพลคอรัสช่วงท้ายเพลงมากๆ


แทร็คอื่นๆ


Under The Influence (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้ม สุดยอกเลยค่ะ!เพลงนี้สามารถผสมผสานภาคดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวเจมส์อย่างโซล ฟังค์ อาร์แอนด์บี บลูส์และแจ๊ซซ์ระบายลงบนการนำเสนอโดยยืนพื้นที่ความเป็นพ็อพได้อย่างลงตัวสุดๆ ถือว่าเป็นแทร็คที่บอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างเด่นชัดและที่สำคัญที่สุดคือตอบโจทย์ความเป็นเจมส์ มอริสันได้อย่างครบถ้วนได้ใจความในแทร็คเดียว เก๋มากๆ


ป.ล. ฟังเพลงอังกฤษจ๋าแบบนี้แล้วคิดถึงนิตยสารPOPจังเลยค่ะ เจ๊ตี้(พักนี้เราเจอกันบ่อยนะคะ)และสารพัดทีมงานใรนิตยสารเล่มนี้ ขอบคุณมากๆสำหรับการทำนิตยสารที่เป็นที่รักและเพื่อนที่ดีที่สุดของเดี๊ยน (เคียงคู่มากับForwardmagนะคะไม่ต้องน้อยใจ หึหึหึ) แม้ว่าจะหายไปกันหมดแล้วแต่ทุกครั้งที่กลับไปเปิดมันมันสามารถระบายรอยยิ้มบนหน้าและความสุขให้แก่เดี๊ยนได้ทุกครั้ง คิดถึงค่ะ อยากไปปาร์ตี้ด้วย (อายุถึงแล้วเสือกเจ๊งนี่ไพร่นะคะ) อยากร่วมงานด้วย ที่สำคัญที่สุดอยากเห็นอุดมการณ์ของคนรักดนตรีสากลกลับมามีชีวิตและโลดแล่นบนโลกของนิตยสารอีกครั้ง เชื่อว่าวันนั้นมีแน่ค่ะ One Last Chance (4/5) ไม่แน่ใจนะคะว่าเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลด้วยรึเปล่าเพราะเคยได้ยินวิทยุบ้านเรากระหน่ำเปิดกันบ่อยๆช่วง4-5เดือนที่แล้ว มาที่ดนตรีเป็นอีกหนึ่งพ็อพบลูส์โซลบัลลาดเพราะๆที่หยอดความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์ไว้สูงโด่ง สมควรแล้วค่ะที่เอามาเปิดเอาใจสาวออฟฟิศในไทย มาที่ The Letter (3.5/5) ยืนพื้นที่พ็อพเคล้ากลิ่นอายบลูส์โซลคันทรีย์และหยอดโฟล์คร็อคจางๆลงไป ผ่านฉลุยอีกหนึ่งแทร็ค Call The Police (4/5) ต๊ายยยย!มาดุดันเชียวค่ะเพลงนี้กีตาร์บลูส์ดิบๆเชือดๆไปได้ดีกับสรรพสำเนียงการร้องกึ่งโซลกึ่งบลูส์ร็อค ภาพรวมออกมาเข้มได้ใจมากๆถือว่าเป็นแทร็คที่ฉีกเจมส์ออกมาจากภาพหนุ่มบลูส์โซลหวานๆนุ่มๆได้ดีเลยทีเดียว ส่วนตัวฟังแล้วคิดถึงเพลงของจอห์น เมเยอร์,จิมี่ เฮนดริกซ์หรืออัลกรีนอะไรพวกนี้อยู่บ้างเหมือนกันน่ะค่ะ แทร็คถัดไป This Boy(5) กรี๊ดดดดดดๆๆๆๆๆ น่ารักมากๆค่ะเพลงนี้ เริ่ด ดำเนินเรื่องด้วยพ็อพโฟล์คใสๆสะอาดๆแล้วค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆจนโชยสรรพสำเนียงและกลิ่นอายบลูส์โซลอาร์แอนด์บีกอสเพลช่วงท้ายเพลงก่อนจะหักลงเป็นอคูสติตนุ่มๆปิดตัวได้อย่างงดงามสุดๆ


If The Rain Must Fall (4/5)กับThe Last Goodbye (4/5)สองเพลงช้าท้ายอัลบั้ม แทร็คแรกเป็นบลูส์โซลบริสุทธิ์ดิบๆดำๆให้อารมณ์เหมือนกับนั่งฟังการแสดงสดของศิลปินโซล บลูส์ ในช่วงยุค40-50 เก๋มากๆเสียดายที่ถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่นที่วางขายในอเมริกา ส่วนแทร็คหลังหยอดความเป็นพ็อพมากขึ้นพร้อมเสริมทัพด้วยอารมณ์โซลอาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์ ผลที่ได้คือเพลงบัลลาดบลูส์โซลที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและทรงพลังสุดๆ ปิดอัลบั้มได้อย่างไร้ที่ติ


สรุป


ขอสรุปโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวบ้างนะคะ คงไม่มีอะไรนอกจากจะขอขอบคุณอัลบั้มดีๆอัลบั้มนี้ สำหรับเดี๊ยนมันมีมากกว่าเพลงดีเพลงเพราะแต่มันยังสอดแทรกมุมดีๆอีกหลายสิ่งให้แก่เดี๊ยน หลังจากที่ล้มลงอีกครั้ง อ่อนแอและพ่ายแพ้อีกครั้ง หลังจากที่ปิดตัวเองอยู่คนเดียวค่อนข้างนานโดยมีอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในเพื่อนที่เปิดคลออยู่ตลอดเวลา ผ่านช่วงนั้นมาได้แล้วมันทำให้รู้สึกว่าโลกสวยงามขึ้น สว่างขึ้นและมีความเป็นจริงๆดีอีกหลายอย่างที่เราเกือบลืมว่าน่าจะกลับลงมาอยู่กับมันมากขึ้น หลังจากที่เอาใจรับมือกับทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตจนเสียศูนย์อีกครั้งเดี๊ยนก็ได้รู้ว่าอย่างน้อยความรู้สึกดีๆและความรักมันยังหลงเหลือให้สัมผัสบนโลกอีกเยอะ เริ่มต้นง่ายๆเพียงแค่เปิดอัลบั้มดีสักรอบ ความรู้สึกแย่ๆมันก็จะถูดพัดหายไปหมด

Jamie Cullum : Catching Tales : 92%


Jamie Cullum : Catching Tales : 92%


รูปแบบเพลง


งานของเจมี่ คัลลัมยืนอยู่ความเป็นแจ๊ซซ์ร่วมสมัยประสานพ็อพซึ่ง อ๊ะๆๆๆๆๆ! ขอร้องอย่าเพิ่งยี้เพียงเพราะเขาทำดนตรีแจ๊ซซ์นั่นอาจจะทำให้คุณพลาดของดีไปอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียวอยากบอก งานของตาฮ็อบบิทแจ๊ซซ์คนนี้จากที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่าเเป็นโมเดิร์นแจ๊ซซ์โดยผสานลูกเล่นลูกล่อลูกชนและภาคดนตรีที่หลากหลายอย่างพ็อพ ฟังค์กีย์ บริทพ็อพ เรโทร อาร์แอนด์บี อินดี้ไปจนถึงหยิบร็อคและฮิพฮอพมาผสมผสานลงสู่การนำเสนอได้อย่างละเมียดละไม ชนิดที่เรียกได้ว่าหยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาเพียงอัลบั้มเดียวคุณจะได้เปิดรสนิยมทางดนตรีแจ๊ซซ์ที่หลากหลายตั้งแต่แจ๊ซซ์โบราณๆช่วงยุค50ไปจนถึงแจ๊ซซ์ยุคโลกาภิวัฒน์ตามแบบฉบับดนตรียุคฟิวชั่นที่การนำเสนอออกมาโฉบเฉี่ยวมากพอตัวเลยทีเดียว


จุดด้อย


เพียงแค่เอ่ยคำว่า "แจ๊ซซ์" ขึ้นมานี่คงทำให้หลายคนคงหลับก่อนที่จะลองลงไปสัมผัสกับมันจริงๆเสียอีก ยิ่งในกรณีคนไทยนี่เดี๊ยนว่าจับมาฟังแจ๊ซซ์ซัก100คนนี่จะผ่านถึง20คนรึเปล่ายังเป็นประเดนที่น่าคิดเลย ซึ่งวเป็นอะไรที่น่าตกใจนะคะเนื่องจากแจ๊ซซ์เป็นรากฐานของดนตรีทุกประเภทแต่อย่างไรก้ตามต้องทำความเข้าใจอย่างยิ่งยวดด้วยในส่วนของรสนิยมส่วนบุคคลของผู้บริโภค ความเคยชินไปจนถึงต้องตระหนักว่าแจ๊ซซืนี่ไม่ใช่ดนตรีที่เข้าถึงได้ง่ายอยู่แล้วเลยต้องนับเป็นแต้มเสียไปสำหรับบางท่านน่ะค่ะ อีกประเด็นเมื่อฟังอัลบั้มนี้แล้วส่วนตัวเดี๊ยนรู้สึกว่าในเรื่องของเอกภาพนี่สู้งานชุดที่แล้วไม่ได้แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่างานชุดนี้มอบความหลากหลาย ความเป็นธรรมชาติในเนื้องานและความน่าสนใจในการติดตามไปได้อาจจะตลอดรอดฝั่งกว่าซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ตัวศิลปินและผู้ฟังรู้กันดีนะคะในฐานะหัวใจสำคัญของการเสพย์งานดนตรีในระยะยาว


ป.ล. ถ้าจำไม่ผิดอัลบั้มนี้โปรโมตสองซิงเกิ้ลเองอ่ะไม่รู้ว่าแป๊กรึเปล่า แต่เสียดายเพลงดีๆอีกหลายเพลงจัง


ซิงเกิ้ล


Get Your Way (4.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ได้ แดน ดิ ออโตเมติคจากGorillazเข้ามาร่วมโปรดิวซ์ซึ่งผลงลัพธ์ออกมา ต๊ายยย!เก๋นะคะเพียโนพ็อพแจ๊ซซ์ยืนพื้นตบด้วยบีทฮิพฮอพ (ค่ะฮิพฮอพค่ะ) ใส่สรรพสำเนียงแบบร็อคและผสานความเป็นสแตนดาร์ดเข้ามาได้อย่างมีชั้นเชิง ฟังครั้งแรกอาจจะรู้สึกแปลกๆนะคะแต่ฟังนานไปนี่เปรี้ยวแรดล้ำเลยทีเดียว ส่วนตัวถือว่าบ่งบอกถึงพัฒนาการทางภาคดนตรีที่สูงขึ้น หลากหลายขึ้น อิสระและน่าสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว


Mind Trick (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองและเป็นซิงเกิ้ลปิดตัวของอัลบั้มนี้นะคะ (ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ) ภาคดนตรีเป็นพ็อพผสานดนตรีฟังค์กีย์และจังหวะจะโคนแบบเรโทรซาวนด์ช่วงยุค70-80 ภาคนำเสนอธรรมดาเรียบง่ายแต่เข้มข้นและเฟี้ยวฟ้าวจนกลายเป็นความเก๋เฉี่ยวบนความธรรมดาๆอย่างน่าดูชม ส่วนตัวรู้สึกว่าเป้นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่เพราะและฟังง่ายที่สุดของตาฮ็อบบิทแจ๊ซซ์เลยทีเดียว คิดถุกแล้วค่ะที่ตัดเป็นเพลงขายน่ะ


แทร็คเด็ด


I Only Have Eyes For You (4.5/5) คัฟเวอร์มาจากเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องFilmในปี1934นะคะ ต้นฉบับขอยอมรับว่าไม่เคยฟังมาที่เวอร์ชั่นของตาฮ็อบบิทเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์บัลลาดช้าๆอารมณ์แบบเพลงที่เล่นโชว์ในคลับแจ๊ซซ์ยุค50น่ะค่ะ เพลงดีแต่ถ้าไม่ใช่คอแจ๊ซซืนี่หลับแน่ขอเตือนไว้ล่วงหน้าด้วยความหวังดี มาที่ London Skies (5) เป็นแทร็คที่เดี๊ยนชอบที่สุดในอัลบั้มนี้นะคะส่วนตัวคิดว่าเป็นเพลงที่สุดยอดและน่าประทับใจมากๆในภาคเนื้อหาที่บรรยายออกมาได้บรรเจิดมีวาทะศิลป์ถ่ายทอดผ่านบนพ็อพเมโลดีย์หวานๆพริ้วๆผสานความเป็นร็อค อินดี้ บัลลาดและแจ๊ซซ์ก่อนที่จะตบด้วยท่วงทำนองบริทพ็อพสวยๆได้อย่างลงตัว เป็นแทร็คที่แทนความงดงาม เยือกเย็น หวานซึ้งสุนทรีย์จับขั้วหัวใจของศิลปินอังกฤษได้ดีเลยทีเดียว ตามมาติดๆกับ Photograph (5) โมเดิร์นแจ๊ซซ์หวานๆเพราะๆที่ฟังแล้วติดหูติดใจชะงัด ถ้าใครคิดอยากจะเริ่มฟังโดยจิ้มแทร็คที่เพราะที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกล่ะก้ แนะนำแทร็คนี้แล้วจะไม่ผิดหวังค่ะ สำหรับคอพ็อพแจ๊ซซ์ยุค50-70กว่าๆนี่น่าจะชอบ Nothing I Do (4/5) ได้ไม่ยาก ภาคดนตรีคละเคล้าไปด้วยพ็อพ ฟังค์ แจ๊ซซ์กับบีบ็อพเข้ากันได้อย่างลงตัว ส่วนตัวคิดว่าภาคการนำเสนอรวมถึงลูกล่อลูกชนค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว ต่อด้วย Oh God (4.5/5) กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดค่ะ ยืนพื้นที่กอสเพลเสริมทัพด้วยอารมณ์พ็อพโซลอ่อนๆ อาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์ได้อย่างมีชั้นเชิง ภาคการนำเสนอเรียบง่ายแต่ ทรงพลังสุดแล้วในอัลบั้มนี้ ลองฟังดูสิคะ! แทร็คถัดไป Catch The Sun (4/5) ต๊ายยยยยย เริ่ดนะเธอใครจะไปคิดว่าจะได้ยินเพลงพ็อพอินดี้วัยรุ่นจากศิลปินที่แจ้งเกิดด้วยการทำแจ๊ซซ์คนแก่อย่างตาฮ็อบบิทแจ๊ซซ์ ถ้าคิดจะสับรางมาทำพวกอินดี้ ร็อค อัลเทอเนทีฟพวกนี้นี่มีแววรุ่งมากมายนะหล่อน ปิดท้ายด้วย Back To The Ground (4/5) ฟังๆไปก็ตลกดีนะคะเพลงนี้แม้ว่าภาคดนตรีจะโกลาหลไปนิดมีตั้งแต่พ็อพร็อคปะทะสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์เพียโนไปๆมาๆเธอก็ไปจิก This Love ของมารูนไฟว์มาแปะไว้กลางเพลงอีกก่อนจะปิดท้ายด้วยการแปลงร้างกลายพันธุ์เป็นฮาร์ดคอร์ตะคอกแผดเสียงก่อนจบอีก อู๊ยยยยยคนอะไรทะเล้นบ้าพลังสุดๆ


สรุป


สำหรับเดี๊ยนอัลบั้มนี้ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในงานของศิลปินยุคใหม่ที่ช่วยสืบสานดนตรีคนยุคเก่ารวมถึงพัฒนาและยกระดับดนตรีเหล่านั้นให้สามารถเป็นสิ่งที่จับต้องและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนยุคนี้ ซึ่งเหมาะนะคะสำหรับผู้อ่านผู้ที่รักดนตรีแต่อาจจะยังอยุ่ในช่วงเริ่มต้นที่จะไต่ระดับขึ้นไปฟังเพลงที่เข้าถึงยากขึ้นลึกขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคุณๆที่อยากจะลองเริ่มต้นฟังแจ๊ซซ์โดยเริ่มต้นที่งานชุดนี้ก็ถือเป็นการเริ่มที่ดีในการเปิดโลกทัศน์ทางดนตรีของคุณเลยทีเดียว เนื่องจากมีความร่วมสมัย หลากหลายและฟังได้ไม่ยากจนเกินไปถือว่าเป็นการออกกำลังกายทางรูหูที่ดีก่อนที่จะปีนขึ้นไปพบพานกับศิลปินรุ่นใหญ่อีกหลายชีวิตที่มีให้ดาหน้าเข้าไปทำความรู้จักอีกไม่หวาดไม่ไหวนะคะ ดนตรีนี่สวยงามและไม่มีขอบเขตจริงๆ

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Cradle Of Filth : Godspeed On The Devil's Thunder : 95%



Cradle Of Filth : Godspeed On The Devil's Thunder : 95%


แม้ว่าส่วนตัวพฤติกรรมและรสนิยมของเดียนจะค่อนข้างไปทางน่าสะพรึงกลัวเพียงใดก็ตามแต่ต้องขอยอมรับไว้ ณ ที่นี้เลยนะคะว่าในเรื่องของการเสพย์ดนตรีนี่คนละเรื่องกับภาพลักษณ์ภายนอกที่เห็นๆกันเลยทีเดียว เป็นที่ทราบกันดีสำหรับคุณๆที่ติดตามงานเขียนของเดียนมานานว่า "พ็อพ" คือแนวเพลงที่เดี๊ยนโปรดปรานมากที่สุดกล่าวคือถ้าเป็นพ็อพนี่เหมาได้ฟมดค่ะตั้งแต่กะโหลกกะลาชาติไพร่ยันหมวดคุณภาพ นอกจากนี้เพื่อนๆหลายคนที่รู้จักเดียนดียังถึงกับอึ้งเมื่อเดี๊ยนสารภาพจากใจถึงความหลงใหลในแนวดนตรีแจ๊ซซ โซลและคลาสสิคขนาดไหน -- ถ้าใครรู้จักตัวจริงคงรู้ว่าไม่เข้ากับเดียนอย่างแรง - และถึงแม้ว่าส่วนตัวจะมีมุมดุๆสำหรับพั้งค์กราดเกรี้ยว ฮิพฮอพกร้าวๆ กรั๊นจ์หม่นๆและร็อคแรงๆแล้วแต่ชีวิตการฟังเพลงหลายสิบปีก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกโรคกับแนวเพลงที่เรียกว่า "เมทัล" กล่าวคือไม่ใช่ไม่ฟังนะคะแต่เป็นการฟังในแบบที่ไม่ใช่เจาะลงลึกเข้าสู่สันดานเฉกเช่นที่ฟังแนวอื่นๆคือเป็นการฟังในแบบที่ "แค่เพียงให้รู้ว่าแนวแบบนี้เขาเรียกว่าเมทัล" แต่ก็ไม่คิดว่าจะไปข้องแวะยุ่งขิงผูกมิตรทางดนตรีกับแนวเพลงประเภทนี้แต่อย่างใด จนวันหนึ่งเมื่อเกิดความรู้สึกที่อยากจะหลีกหนีความซ้ำซากจำเจทางดนตรีประกอบกับที่ได้แฟนเป็นคอเพลงแนวนี้พอดีจึงมีโอกาสที่ทำให้ได้ลองเปิดใจและทำความรู้จักกับแนวดนตรีชนิดนี้มากขึ้นจนถึงขั้นที่หลงไปกับเสน่ห์ของความเกรี้ยวกราดบ้าระห่ำของการประโหมประโคมเครื่องดนตรีชนิดเลือดสาด เนื้อหาที่เรียบเรียงออกมาได้เป็นเรื่องราวน่าสนใจแม่ว่าภาษและโลกทัศน์จะสื่ออกมาได้อย่างมืดหม่น ดิบกร้าวและรุนแรงจนถึงขั้นน่ากลัวหาแต่ไม่ลืมที่จะแฝงวาทะศิลป์และความสวยงามไว้ในตัวรวมถึงการนำเสนอหลายสิ่งที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวทำให้ "เมทัล" กลายเป็นอีกหนึ่งแนวที่สะกิดความสนใจให้เดียนอยากจะเรียนรู้และลองติดตามด้วยใจไปโดยปริยาย และนี่คือหนึ่งในวงดนตรีเมทัลที่ส่วนตัวโปรดปรานที่สุดตลอดกาลวงหนึ่งกับความสามารถในการนำเสนอภาคดนตรีที่โดเด่นมีเสน่ห์กระทบใจเดี๊ยนมากกว่าวงเมทัลอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้รที่ประทับใจสุดๆคงหนีไม่พ้นภาคเนื้อหาที่สามารถกลั่นกรองออกมาได้อย่างสวยงามมีศิลปะประหนึ่งบทกวีชั้นสูงรวมถึงสามารถร้อยเรียงออกมาได้อย่างมีมิติและมีเอกภาพในระดับที่จัดให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มเมทัลที่เข้าค่ายมหากาพย์ยองขวัญทางดนตรีก็คงไม่เกินความจริงแต่อย่างใดและนี่คือหนึ่งในวงดนตรีและอัลบั้มเมทัลที่ทำให้เดียนตกอยู่ในมนตร์สะกดแห่งความสวยงามของดนตรีชนิดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น Cradle Of Filth กับอัลบั้มชุด Godspeed On The Devil's Thunder ค่ะ

ที่มา


Godspeed On The Devil's Thunder มีที่มาภายใต้สโลแกนซับไทเทิ่ลสุดเก๋ไก๋ว่า The Life And Crimes Of Gilles De Rais ซึ่งคอนเส็ปท์ของตัวงานได้รับการจุดประกายแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวในตำนานของ Gilles De Rais ขุนนางผู้เลื่องชื่อในศตวรรษที่15ซึ่งชื่อของเขาถูกชุบชีวิตกลับมาโลดแล่นในมหากาพย์ทางดนตรีชิ้นนี้อีกครั้งซึ่งได้เนรมิตเรื่องราวชีวิตของเขาทั้งความรักและความอาลัยที่มีต่อโจนส์ ออฟ อาร์ค จุดกำเนิดของความผลิกพันครั้งยิ่งใหญ่ทางจิตใจที่นำเขาไปสู่เส้นทางแห่งความมืดมิดเฉกเช่นหลายทรชนในตำนานที่ผันตัวให้อำมหิตในระดับเดียวกับอมนุษย์เคียงคู่ไปกับการสอดแทรกทัศนคติสยองขวัญของลัทธิเทิดทูนซาตานให้เป็นมิตรทางวิญญาณและวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตและฆาตกรรมกระหายเลือดสุดแสนวิปริตน่าสะพรึงกลัวหากแต่ผ่านความหฤหรรษ์ทางภาษาในระดับวาทะศิลป์ที่สูงและทรงพลังรวมถึงภาคดนตรีที่ยืนพื้นโดยใช้ความเป็นซิมโฟนิคแบล็คเมทัลและเสน่ห์ของความเป็นโกธิคในการดำเนินเรื่องได้อย่างมีศิลปะถึงขั้นที่เดียนขอยกให้งานชุดนี้เป็นมหากาพย์ทางดนตรีที่ให้จินตภาพอย่างมีมิติเป็นรูปธรรมที่จะดึงคุณเข้าสู่บรรยากาศแห่งความน่าสะพรึงกลัวจากทั้งจารีตวัฒนธรรมที่สุดแสนจะชวนหดหู่ในช่วงยุคกลางและกลิ่นคาวเลือดจากฆาตกรรมและความมืดหม่นอนธกาลจนแปรเปลี่ยนไปสู่ความวิปริตของชายผู้นี้ได้อย่างมีชั้นเชิงเลยทีเดียว
จุดด้อย

ส่วนตัวแล้วเท่าที่ลองฟังงานชุดนี้เทียบกับงานหลังๆของ Cradle... ดู ส่วนตัวต้องยอมรับนะคะว่าภาคดนตรีแข็งและมีความเร้าใจสมกับความเป็นเมทัลในแบบที่สาวกของทางวงรอคอยรวมถึงการนำเสนอเนื้อหานั้นทำออกมาได้อย่างเด่นชัด มีเอกภาพและเป็นเรื่องเป็นราวที่มีเสน่ห์ชวนติดตามขึ้นกว่างานช่วงหลังๆที่ผ่านมาอย่างเหนได้ชัด เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในอัลบั้มเมทัลที่เข้าขั้นดีมากๆและต้องเข้าทางอุปสงค์แฟนๆของทางวงหลายท่านแน่ๆ อย่างไรก็ตามชุดนี้อาจจะไม่ใช่งานที่ผู้ฟังบางท่านจะนับเป็นมาสเตอร์พีซหากเทียบกับงานที่ปูทางมาก่อนไม่ว่าจะเป็น Median,Dusk...And Her Embrace หรือ Cruelty And The Beast อย่างไรก็ตามสิ่งที่เดี๊ยนกล้าพูดว่าสิ่งที่งานชุดนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าบรรดาสามงานที่กล่าวมาเลยคือมิติในการนำเสนอภาคเนื้อหาที่สูงและมีชั้นเชิงมากๆซึ่งเผลอๆอาจจะดีกว่าบางงานที่กล่าวมาข้างบนด้วยซ้ำนะคะอย่างไรก็ตาม คงต้องยกเรื่องการประเมินค่านี้ให้ขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวของแต่ละท่าน ในแง่ของภาคดนตรีก็คงปฏิเสธไม่ได้นะคะว่าการนำเสนอของ Cradle..นี่มีจุดบกพร่องที่วงเมทัลวงอื่นๆอีกหลายวงหนีไม่พ้นเช่นกันคือการยึดติดอยู่กับเอกลักษณืทางดนตรีที่สร้างไว้จนตายตัวจนเมื่อฟังมากๆเข้าถ้ามองในแง่ร้ายมันก็เรียกได้ว่าซ้ำซากและวนเวียน อย่างไรซะก็ต้องนับว่าเป็นโชคดีนะคะที่ถ้ามองในแง่ของการนำเสนอที่ทำออกมาได้เข้ากับบบรยากาศทางดนตรีชนิดที่เรียกว่าเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของตัวงานได้อย่างน่าประทับใจเลยทีเดียว อีกประเด็นหนึ่งคือส่วนตัวคิดว่างานชุดนี้เป็นเมทะลที่ฟังง่ายมากๆไม่ดิบ กร้าวหรือโหดเกินจนคนฟังไม่อยากจะรับเรียกได้ว่าเป็นเมทัลที่ออกไปทางการนำเสนอที่พ็อพเอาใจตลาดและคอเมทัลที่กำลังอยู่ในระดับแรกเริ่มเลยทีเดียว ถ้าเปิดใจและลองรับฟังดูอาจจะเป็นหนึ่งในงานเมทัลที่ถูกหูคุณๆที่สุดในรอบสองปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

รูปแบบเพลง+แทร็คเด็ด

งานของ Cradle... ในอัลบั้มนี้ยังคงยืนพื้นอยู่ที่ภาคดนตรีเอ็กซ์ทรีมเมทัลที่ผสานความเป็นเดธเมทัล,แธรชเมทัลและอินดัสเทรียลเข้ากับหัวใจสำคัญที่โดเด่นบนควมเป็นซิมโฟนิคแบล็คเมทัลและโกธิคอันเป็นสองโทนหลักที่คุมทิศทางและภาคการนำเสนอโดยรวมของภาคดนตรีในงานชุดนี้เลยทีเดียว จะว่าไปส่วนตัวก็แอบเห็นด้วยนิดๆกับนักวิจารณ์เมทัลนะคะที่ว่าเป็นงานที่โดดเด่นบนความเป็นซิมโฟนีสุดอลังการที่ต่อยอดรงบันดาลใจมาจากงานชุด "Median" รวมถึงอารมณืโกธิคแบบที่ได้ยินกันใน "Cruelty And The Beast" ซึ่งส่วนตัวเดียนว่าเป็นการบูรณาการจุดเด่นของงานมาสเตอร์พีซทั้งสองชุดนี้เข้าด้วยกันได้อย่างมีเอกภาพเลยทีเดียว

เริ่มด้วย Shat Out Of Hell (4/5) ที่หยิบมาเปิดอัลบั้มได้อย่างเหมาะเจาะสุดๆกับภาคดนตรีเอ็กซ์ทรีมเมทัลดิบๆที่ผสานไปด้วยความกร้าวและหนักหน่วงของเฮฟว่เมทัลเข้ากับสรรพสำเนียงของเดธเมทัลกึ่งๆแธรชเข้ากับภาคเนื้อหาสุดแสนมืดหม่นอนธกาลและเชือดเฉือนทางภาษารวมถึงทัศนคติตามธรรมเนียมของแบล็คเมทัลหากแต่ยังคงความสวยงามทางวาทะศิลป์อันเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงอันไพเราะประดุจบทกวีโกธิค เช่น " Eclipsing violent centuries Like a dark scar over France Enter the nascent Gilles de Rais A warrior and a scholar.He fought for Joan Of Arc Before she met with martyrdom in flames." ซึ่งสามารถแนะนำทั้งทั้งที่มาที่ไปของเรื่องราวทางแรงบันดาลใจของอัลบั้มรวมถึงทิศทางของตัวงานได้อย่างครบถ้วนมีชั้นเชิงภายใน2ประโยค ต่อด้วย The Death Of Love (3.5/5) ที่เก๋ด้วยการใช้คำถามในเชิงวาทะศิลป์ถ่ายทอดความเจ็บปวดรวดร้าว ความอาลัยและจุดเริ่มต้นของการผลิกชีวิตเข้าไปสู่เส้นทางแห่งความเป็นอมนุษย์ผู้กระหายการฆาตกรรมตลอดกาลได้อย่างมีชั้นเชิงเคียงคู่ไปกับภาคดนตรีโกธิคเมทัลที่หยอดสรรพสำเนียงแบบโพสท์-อินดัสเทรียลหลอนๆตามสไตล์เดียวกับ Rammstein ในการขับขานก่อนจะเบรคด้วยเสียงหวานๆของซาร่าห์ ดีว่าซึ่งเป็นมุขเดียวกับที่เคยใช้จนประสบความสำเร็จมาแล้วในก่อนหน้านี้ ตามด้วย Sweetest Maleficia (4.5/5) ที่เริ่มพันธสัญญาทางวิญญาณกับซาตานด้วยอินโทรบทสวดสั้นๆแต่ความหมายและเจตนารมณ์เข้มข้นและทรงพลังจนทำเอาเดียนสยองจนขนลุกก่อนจะเข้าสู่วัฒนธรรมของซิมโฟนิคแบล็คเมทัลที่เกรี้ยวกราดด้วยความเป็นอินดัสเทรียลเดธเมทัลดิบๆหากแต่ยังแฝงไว้ซึ่งความงามระยับลอยละล่องและหลอนในแบบฉบับของโกธิคที่คลุกเคล้ากันได้อย่างมีชั้นเชิง

สำหรับแทร็ตคที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดในงานชุดนี้จนขอคารวะให้เป้นงานระดับมาสเตอร์พีซตลอดกาลของทางวงคือ Darkness Incarnate (5) ที่ตัวเพลงเป็นซิมโฟนิคแบล็คเมทัลสุดทรงพลังผสานลูกเล่นอันมีมิติและสมบูรณืแบบของวัฒนธรรมโกธิคที่ฟังแล้วส่วนตัวถึงกับตะลึงในชั้นเชิงอันสุดแสนจะเหนือระดับของภาคดนตรีในแทร็คนี้ ประกอบกับภาคเนื้อหาที่กล่าวถึงการปลดปล่อยด้านอำมหิตเคียงคู่ไปกับการระบายจินตนาการการฆาตกรรมอันสุดแสนพิสดารของ Gilles De Rais จากทางวงที่คงชั้นเชิงของความสวยงามและมิติในการมใช้ภาษษได้อย่าเหนือชั้นประดุจบทกวีชั้นสูง อาทิ "Nightingales sang of tragedy,Whispers were made of blasphemy.Vain, insane, this brute aloof Drew tainted veils over bitter truth" ไปยันมหัศจรรย์จนถึงขั้นไม่น่าเชื่อว่าจะถูกกลั่นกรองออกมาจากปลายปากกามนุษย์อย่าง "Fleeing ghosts so indisposed To his Satanic love Of children dragged from cellars to his feast.He rose, a carnal wind opposed To those that sat aboveมTearing out into the forest like a beast" หรือ "Beneath the sallow moonlight In a wonderland of pain,Gilles fled back to the castle Terrified and drained.He sought his deep red velvet bed And the sleep it preordained,Exhausted, forced into the dead.The creep of nightmares came again." และอีกมากมายที่ถูกบรรจงเขียนออกมาได้อย่างอัฉริยะได้จนน่าขนลุกไม่แพ้ตัวเพลง นับได้ว่าเป็นคความซาดิสท์และความรุนแรงทางทัศนคติทางภาษาอันสุดแสนจะวิจิตรมีมิติจนสามารถยกให้อัลบั้มนี้เข้าสู่หนึ่งในความเป็นวรรณกรรมคลาสสิคทางดนตรีได้อย่างสมศักดิ์ศรีในแทร็คเดียว
สรุป

โดยส่วนตัวแล้วขอยกให้งานชุดนี้ขึ้นทำเนียบหนึ่งในมาสเตอร์พีซของ Cradle Of Filth ซึ่งเป้นการเนรมิตให้ตำนานของ Gilles De Rais ให้ขึ้นมามีลมหายใจโลดแล่นบนอาณาจักรแห่งเสียงดนตรีในทศวรรษ2000ได้อย่างมีมิติ และถ้าหากเดี๊ยนเป็น Gilles De Rais ล่ะก็คงจะรู้สึกภูมิใจกับการที่ตำนานได้ถูกเล่าขานลงสู่มหากาพย์ทางดนตรีอันสมบูรณืแบบนี้ที่พวกคุณอุทิศให้แก่แรงบันดาลใจจากตำนานอันสยดสยองของขุนนางปีศาจท่านนี้ หึหึหึ

Who Hears The Tears Of Night Fall,Who Steers The Spears So Spiteful?

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

John Mayer : Continuum : 98%



John Mayer : Continuum : 98%



รูปแบบเพลง


ภาพรวมของContinuumเป็นงานดนตรีที่ยืนอยู่ระหว่างความเป็นพ็อพที่ไพเราะติดหูจาก Room For Suuaresผสมผสานเข้ากับอารมณ์บลูส์ร็อคหนักหน่วงเข้มข้นซึ่งค่อนข้างฟังยากจาก Trio ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานเพลงแขนงพ็อพผสมบลูส์ร็อคโดยคลุกเคล้าความเป็นโฟล์ค คันทรีย์ ฟั้งค์และบลูส์โซลเข้าสู่ตัวงานได้อย่างลงตัว ส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นงานที่ดีที่สุด ลงตัวที่สุดและเดี๊ยนโปรดปรานที่สุดของจอห์น เมเยอร์แล้ว


จุดด้อย


หัวข้อนี้ยากที่สุดแล้วสำหรับเดี๊ยนนะคะจริงๆแล้วอยากจะตัดบทไปง่ายๆดื้อๆด้วยซ้ำว่า "ไม่มี" เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปว่าส่วนตัวเห็นว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดและลงตัวที่สุดของจอห์น เมเยอร์แล้ว นอกจากนี้ศักยภาพในการนำเสนอภาพรวมทั้งภาคดนตรี การเรียบเรียง การร้องและภาคเนื้อหาที่ถือว่าไร้ที่ติไปเลย โดยเฉพาะภาคเนื้อหาที่จอห์นสามารถสร้างความประทับใจให้แก่เดี๊ยนอย่างสม่ำเสมอทุกอัลบั้มเสน่ห์ของฝีปากกาอันคมกริบเชือดเฉือนบวกกับทัศนคติส่วนตนที่ระบายลงสู่ตัวเพลงยังสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีตกหล่นทั้งในการถ่ายทอดเนื้อหาในเชิงเสียดสีสังคม ตีแผ่สะท้อนสัจธรรมของชีวิตไปจนถึงพรรณามุมมองความรักทั้งในด้านสุขสมหวังและมืดหม่น เนื้อหาเชิงนามธรรมเหล่านี้ยังคงนำเสนอออกมาบาดลึและทิ่มแทงอารมณ์ผู้ฟังเสมอมา อย่างไรก็ตามเมื่อหันมาพิจารณาด้านผู้ฟังที่มีรสนิยมหลากหลายแตกต่างกันไปบนโลกนี้แล้วก็อาจจะต้องยอมรับกันนะคะว่างานชุดนี้คงไม่ใช่งานที่อาจจะฟังได้ไพเราะง่ายดายรวมถึงติดหูติดใจผู้ฟังบางกลุ่ม เช่น สำหรับบางคนที่ชอบเพลงพ็อพวัยรุ่นประมาณเจสซี่ แม็คคาร์ทนีย์หรือแอชลีย์ ทิเดลอัลบั้มนี้ก็อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่คุณฟังได้รื่นหูหรือโปรดปรานจนกระทั่งเปิดฟังแผ่นปรุแน่นอน ในขณะเดียวกันกับคอฮิพฮอพหรือสารพัดแนวแดนซืกระจายความนุ่ม เข้ม ลึกของอัลบั้มนี้ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ผิดกาลเทศะสำหรับความสุขในการฟังของคุณโดยสิ้นเชิง อย่างที่ว่าแหละค่ะ "ค่าของศิลปินมันก็ตัดสินเอาจากรสนิยมผู้ฟังแต่ละท่านที่ถือซีดี" ต่อให้ทำเพลงดีสวรรค์คำนับแค่ไหนแต่ถ้ามันไม่ใช่แนวที่ผู้บริโภคบางกลุ่มถูกใจแล้วล่ะก็ ท้ายสุดคุณภาพขนาดไหนก็ไม่มีความหมาย เป็นสัจธรรมโดยแท้


ซิงเกิ้ล


Waiting On The World To Change (5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่ผสานพ็อพเข้าบลูส์แล้วหยอดโฟล์คกับร็อคจางๆเข้ามาเติมเต็มอย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาเป็นเพลงที่ไพเราะติดหูที่สุดในอัลบั้มเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการตัดโปรโมตเป็นซิงเกิ้ลแรก โดยส่วนตัวนอกจากความไพเราะติดหูและลงตัวแล้วนั้นเดี๊ยนยังประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการวิพากษ์ความเป็นไปอันเลวร้ายของมนุษย์ สังคมและโลกซึ่งต่างพากันดำดิ่งไปสู่ภาวะวิกฤตทั้งเชิงรูปธรรมและนามธรรมหลายๆด้าน ผ่านมุมมองของจอห์นในฐานะคนธรรมดาๆคนหนึ่งที่ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปบนความฟอนเฟะดังกล่าวหากแต่เบื้องลึกของจิตใจยังคอยรอคอย มีความหวังและเชื่อมั่นศรัทธาว่า "ซักวันทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปนทางที่ดีกว่านี้" จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดคงจะเพียงพอสำหรับเดี๊ยนแล้วที่จะมอบให้เพลงนี้เป็นเพลงและซิงเกิ้ลที่ดีและน่าประทับใจที่สุดของจอห์น เมเยอร์


Belief (5) ต๊ายยย คือดีใจมากๆค่ะเพราะต้องขอสารภาพว่าเพิ่งรู้ว่าเพลงนี้ได้เป็นซิงเกิ้ลกับเขาด้วย ตัวเพลงเปแนพ็อพร็อคเคล้าบลูส์ร็อคที่เสริมทัพด้วยกลิ่นอายโฟล์คและคันทรีย์แบบเจือจางในสัดส่วนลูกผสมที่พอเหมาะและลงตัวที่สุด ส่วนตัวเป็นอีกหนึ่งในเพลงที่เดี๊ยนประทับใที่สุดในอัลบั้มนี้โดยเฉพาะประทับใจในภาคเนื้อหาที่คมคายและการเรียบเรียงได้อย่างมีวาทะศิลป์และชั้นเชิงๆสุดๆ อาทิ "Belief Is Beautiful Amor But akes For The Heaviest Sword Like Punching Under Water You Never Can Hit Who You're Trying For" ไม่ก็ "We're Gonna Win The World If Belief Is What We're Fighting For" เก๋มากๆๆๆๆๆๆ เข้าใจแต่งนะคะอ่านแล้วขนลุกไปหลายนาทีเลยทีเดียว


Dreaming With A Broken Heart (4/5) ถ้าจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็นซิงเกิ้ลปิดตัวของอัลบั้มนี้นะคะ ภาคดนตรีเป็นพ็อพร็อคบัลลาดที่เปิดตัวด้วยเสียงเพียโนแล้วค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆก่อนที่จะเบรคความหวานด้วยกีตาร์บลูส์ดิบๆกร้าวๆช่วงท้ายเพลงก่อนจะหักกลับมาเป็นเพียโนบัลลาดปิดเพลงได้สวยสุดๆ เริ่ด! ส่วนตัวประทับใจในการเรียบเรียงดนตรีมากๆนอกจากนี้ยังทำได้ดีในแง่ของการฉีกตัวเองออกจากอารมณ์บลูส์ร็อคหม่นๆที่ได้ยินในหลายแทร็คในอัลบั้มอย่างน่าชมยิ่งไปกว่านั้นสามารถทำออกมาได้กลมกลืนและลงตัวอย่างไม่เสียเอกภาพเลยทีเดียว


แทร็คอื่นๆ


Gravity (5) แทร็คนี้ก่อนหน้านี้เคยเป็นแทร็คที่รวมอยู่ในอัลบั้ม Try! ของจอห์น เมเยอร์และทริโอนะคะ ภาคดนตรีเป็นบัลลาดบลูส์ร็อคเข้มๆหม่นๆ ตัวเพลงมีการใช้แซมเพิ่ลCome back To bed จากอัลบั้มHeavier Thingของจอห์นเอง ส่วนตัวชอบเสียงเบสเข้มๆบาดลึกกับน้ำเสียงอันทรงเสน่ห์ของจอห์นในเพลงนี้มาก สะกดให้ผู้ฟังจมดิ่งอยู่ในภวังคืของเพลงนี้ด้วยความเพราะถึงตาย มาที่ I Don't Trust Myself (With Loving You) (4/5) บลูส์ร็อคนุ่มๆผ่านการนำเสนอแบบเรียบง่ายนิ่งๆแต่มีชั้นเชิงสุดๆยิ่งฟังมากรอบยิ่งติดใจมากขึ้น ไม่เชื่อต้องลอง แทร็คต่อไป The Heart Of Life (5) น่ารักแฮะเพลงนี้! บลูส์โฟล์คคันทรีย์หวานๆใสๆประสานพ็อพใสๆติดร็อคอ่อนๆ ฟังสรรพสำเนียงการร้องในเพลงนี้แล้วคาดว่าหลายคนที่ยังคงหลงใหลเพลงอารมณ์หวานๆจากอัลบั้มอย่าง Your Body Is A Wonderland ไม่ก็ Back To You คงถึงคราวยิ้มออกกันบ้างล่ะแม้ว่าภาพรวมจะหนักและหม่นกว่าค่อนข้างมากแต่ก็ถือว่าฟังภาคที่พัฒนาแล้วก็ไม่เสียหายนะคะ เพราะมากๆรับประกัน ต่อด้วย Vultures (4/5) โฟล์คร็อคเจือพ็อพ คันทรีย์และบลูส์ลงไปผสมผสานได้อย่างน่าฟัง รายละเอียดดนตรีค่อนข้างเยอะนะคะแต่ผลลัพธ์ออกมาเรียบง่าย ลงตัวและติดหูสุดๆ เพราะนะ! เสียงจอห์นในเพลงนี้นุ่มหูมากๆฟังแล้วจั๊กจี้เป็นบ้า ส่วนตัวแล้วพิจารณาในเรื่องของสรรพสำเนียงคิดว่าเป็นเพลงที่มีความเป็นRoom or Squaresสูงสุดแล้วในอัลบั้ม Bold As Love (4.5/5) แทร็คนี้คัฟเวอร์มาจากเพลงของลุง Jimi Hendrixในปี1968นะคะ ซึ่งเวอร์ชั่นของจอห์นยังคงความเป็นฟั้งค์ร็อคผสานกลิ่นอายบลูส์โซลคันทรีย์ฟังค์หนักๆรวมถึงยังคงไว้ซึ่งอารมณ์โมทาวน์บลูส์ร็อคเชยลากแต่คงความขลังและเก๋มากๆเลยทีเดียว ส่วนตัวแล้วชอบเวอร์ชั่นจอห์นมากกว่าต้นฉบับอีกนะประทับใจที่สามารถนำความประณีตในอดีตกาลที่มีสูงอย่างแล้วมาเติอมเต็มศักยภาพให้น่าฟังสุดๆ อยากฟังจอห์นไลฟ์เพลงนี้จัง


Stop This Train (4.5/5) อีกหนึ่งโฟล์คเพราะหวานๆที่ภาคเนื้อหายคมคายและน่าสนใจมากๆ ว่าด้วยเรื่องของวัฏจักรชีวิตและสัจธรรมง่ายๆที่โลกมีให้เห็นทุกสมัย ตลกนะคะที่บางทีคนเรามักอยากที่จะหยุดก้าวไปสู่อนาคตแม้ว่าในความเป็นจริงจะตระหนักกันได้เต็มอกว่า "ถ้ายังหายใจอยู่ไม่มีทางหลบวันพรุ่งนี้พ้นแน่นอน" วันใหม่ไม่เคยหยุดที่จะเดินเข้ามากลืนเราค่ะ เพลงนี้เป็นการพรรราความรู้สึกธรรมดาสามัญนี้ที่เกิดกับจอห์นก่อนที่จะสามารถตระหนักในความเป็นจริงว่าไม่มีใครสามารถหยุดเวลาและการไหลของชีวิตได้หากแต่มนุษย์ทุกคนทำได้แค่การรับมือกับอนาคตที่บางทีจะเดินเข้ามาหาเราในรูปแบบต่างๆไม่ว่ามันจะดีหรือมันจะโหดร้าย ที่ดีที่สุดก็คือมีความสุขอยู่กับมันให้ได้และก้าวต่อไป แค่นั้นแหละ มาที่Slowdancing In A Birning Room (3.5/5) กับ In Repair (4/5) สองบลูส์ร็อคหม่นๆเข้มข้นๆในอัลบั้มที่ภาคการนำเสนอให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันสำหรับเดี๊ยน ส่วนตัวชอบแทร็คหลังมากกว่าเข้มกว่า หนักกว่า หม่นกว่าและเหนือชั้นกว่าที่สำคัญเสียงกีตาร์บลูส์ช่วงท้ายเพลงบาดอารมณ์แถบฆ่ากันตายไปเลย ปิดอัลบั้มอย่างสวยงามด้วย I'm Gonna Find Another You (4.5/5) ต๊ายยยย เริ่ดทีเดียวค่ะโฮะๆๆๆๆๆๆๆๆ ภาคดนตรีเป็นโอลด์สคูลบลูส์โซลบัลลาดเสริมทัพด้วยความเป็นบลูส์ร็อคจางๆ แจ๊ซซ์อ่อนๆ รวมถึงการนำเสนอที่ให้อารมณ์ประมาณโซลอาร์แอนด์บียุค50กว่าๆ ฟังแล้วขนลุกค่ะว่าอัลบั้มน่าพ่อคุณจะล่อดำปี๋แบบนี้ทั้งอัลบั้มเลยรึเปล่า ปิดอัลบั้มได้อย่างทรงพลังสุดๆ


สรุป


ศิลปินท่านอื่นๆเดี๊ยนอาจจะปิดสรุปส่งท้ายได้อย่างสวยงามยาวยืดและลึกซึ้งนะคะ แต่สำหรับจอหน เมเยอร์เดี๊ยนขอกล่าวอะไรง่ายๆก็แล้วกันว่า Continuum คือหนึ่งในงานของศิลปินชายที่เดี๊ยนชอบที่สุดในชีวิตการฟังเพลง นีคืออีกหนึ่งก้าวเดินที่น่าสใจและทรงคุณภาพของศิลปินคนนี้ศิลปินผู้ที่ไม่เคยทำให้เดี๊ยนผิดหวังในผลงานของเขาเลย เดี๊ยนเชื่อในตัวเขาและรู้สึกดีใจนะคะที่ชีวิตนี้ได้มีโอกาสเสพย์ดนตรีดีๆจากศิลปินหลายท่านแต่อย่างไรก็ตามมันก็คงจะไม่สมบูรณืแบบและเติมเต็มความรู้สึกสุดๆถ้าปราศจากศิลปินที่ชื่อจอห์น เมเยอร์หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดตลอดกาลของยุคนี้

Christina Aguilera : Stripped : 96 %




Christina Aguilera : Stripped : 96 %




รูปแบบเพลง




เมื่อปี1999เราได้รู้จักเธอครั้งแรกจาก Genie In A Bottle ซิงเกิ้ลดังตีตลาดโลกกระเจิงพร้อมกับภาพลักษณ์สาวน้อยผมบลอนด์สวยใสผู้ถ่ายทอดบทเพลงแนวพ็อพบับเบิ้ลกัมติดหูติดตลาดบริโภคง่ายตามกระแสนิยม เรารู้จักทุกเพลงฮิตของเธอดีไม่ว่าจะเป็น What A Girl Wants/I Turn To You/Come On Over/Lady Marmalade ฯลฯ รวมถึงรู้จักเธอดีในฐานะทีนดิว่ารวมถึงชื่อที่สื่อขนานามให้ต่างๆนานาไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งของบริทนีย์ สเปียรส์ หรือ มารายห์วอนนาบี เป็นต้น แต่แล้วเมื่อได้มีโอกาสมาทำความรู้จักกับเธออีกครั้งในStrippedคิดว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยสัมผัสจากผู้หญิงคนนี้มันเปลี่ยนไปมากทั้งแนวเพลงที่มาพร้อมหับพัฒนาการขึ้นไปอีกหลายระดับชนิดก้าวกระโดดแบบผิดหูผิดตาเช่นเดียวกับภาพลักษณ์และภาคการนำเสนอบทบาทความเป็นศิลปินของเธอที่ฉีกต่างออกไปจากรูปแบบเดิมๆโดยสิ้นเชิง โดยภาคดนตรีในอัลบั้มนี้ได้สลัดความเป็นพ็อพบับเบิ้ลกัมออกอย่างหมดจดแล้วเบนเข็มมายืนพื้นที่ความเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีที่ต่อยอดสู่การผสมผสานทางดนตรีที่หลากหลายด้วยฮิพฮอพ ร็อค โซล ละทิน แจ๊ซซ์และกอสเพลลงสู่พ็อพได้อย่างลงตัวจนกลายเป็นเอกภาพที่น่าทึ่ง ที่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ทำความรู้จักกับงานชุดแรกของเธอเมื่อได้ลองฟังงานชุดนี้แล้วคงจะต้องหันกลับไปมองเธอและประเมินค่าเสียใหม่โดยสิ้นเชิง




จุดด้อย




เชื่อว่าผู้ฟังส่วนมากยอมรับคุณภาพทั้งในแง่ของความสมบูรณ์แบบและความลงตัวที่ค่อนข้างสูงมากของอัลบั้มนี้นะคะแต่อย่างไรก็ตามเมื่อลองย้อนไปดูข้อผิดพลาดที่เธอได้รับจากอัลบั้มนี้คงจะต้องบอกตามตรงว่าในส่วนของ "ภาพลักษณ์" ที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงนี่ถือว่าเป็นดาบสองคมที่ส่งผลกระทบต่ออัลบั้มทั้งในแง่บวกและลบอยู่มากเลยทีเดียวกล่าวคือจากกระแสต่อต้านในเบื้องต้นรวมถึงความรู้สึกมฃที่ไม่ยอมรับ ไม่ชินและไม่อยากให้คริสทิน่าดูโสมมแบบนี้ส่งผลอย่างยิ่งให้บรรดาแฟนๆแลบะผู้ฟังขาจรต่างมองข้ามอัลบั้มชุดนี้ไปเพียงเพราะว่า"เธอดูแรงเข้าขั้นอย่างว่า" แต่ในทางกลับกันดูแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าต่อการเสี่ยงต่อการที่จะแป๊กในช่วงแรกเพราะในระยะยาวภาพลักษณ์ของเธอถือว่าเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ทั้งอัลบั้มและตัวเธอเปรี้ยงชนิดที่ต่อสายป่านบนอุตสาหกรรมดนตรีแก่อีติ๊นาได้นานพอดูเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังช่วยเขยิบชื่อของ คริสทิน่าอากิเลร่าให้เข้าสู่ความเป็นไอดอลที่นิยมในหมู่มากยิ่งขึ้นและอาจจะเข้าขั้นเป็นศิลปินที่จุดประกายรงบันดาลใจให้แก่หลายๆนางนายเลยทีเดียว ไม่ต้องอะไรมากค่ะความสำเร็จสูงสุดวัดได้จากที่บรรดาปวงประชาเกย์ เก้งกะเทยทั้งหลายพร้อมใจกันยกอีนี่ขึ้นหิ้งบูชากราบไหว้เป็นอีกหนึ่งเทพีประจำสังเวียนชาวสีม่วงไปแล้ว หึหึหึหึ ศิลปินหญิงโลกนี้มีเยอะค่ะแต่มีไม่มากหรอกนะคะที่จะลงแข่งในลีคส์ดังกล่าวได้ มาที่ส่วนของภาคดนตรีที่ถึงแม้ว่ากรอบทางแนวเพลงจะกว้างมากๆแต่พอมาฟังแล้วรู้สึกว่าเธอกลั่นกรองมันออกมาอย่างลงตัวจนน่าประหลาดใจจุดด้เอยที่เห็นอาจจะอยู่แค่ความฟังยากที่มีมากขึ้นและถอยห่างจากตลาดเดิมอยู่มากอาจมีผลที่มำให้เสียฐานแฟนเก่าท่านที่นิยมอะไรใสๆน่ารักสมวัยไปแต่อย่างน้อยเธอก็สามารถตักตวงผู้ฟังฐานใหม่ๆได้ประเภทหมวดบริโภคคุณภาพ หมวดนิยมของแรงและที่สำคัญที่สุดหมวดพวกมีผีมีองค์มีอำนาจลึกลับฝังลึกแต่กำเนิดอย่างพวกเดี๊ยนๆเข้ามากักตุนปูเป็นฐานแฟนเพลงที่แข็ง แน่นและมีสีสันกว่าฐานเก่าที่เคยมีมา




ซิงเกิ้ล




Dirrty Feat. Redman (5) ด้วยภาพลักษณ์ใหม่และกระแสต่อต้านเอ็มวีที่ค่อนข้างแรงในช่วงนั้นส่งผลให้การเปิดตัวในบิลด์บอร์ดชาร์ตครั้งนี้ไต่ไปได้ไม่สวยอย่างที่ควรจะเป็น แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องถือว่าไม่เสียทีค่ะที่เะอเลือกตัดเพลงนี้ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรกเพราะนอกจากจะเป็นเพลงที่เธอระเบิดศักยภาพหลายๆด้านออกมาให้ประจักษ์แล้วยังสามารถที่จะกินความสำเร็จในระยะยาวจากการหยอดภาพลักษณ์ลงสู่ตัวเพลงได้อย่างทรงพลังและแยบยลซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอชยับเข้าสู่ความเป็นไอดอลที่แข็งขึ้นอีกระดับรวมถึงสามารถนำชื่อ คริสทิน่าอากิเลร่า เข้าสูความเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมดนตรีและตลาดโลกได้มากขึ้นอย่างแท้จริง พิจารณาภาคดนตรีส่วนตัวแล้วเดียนเห็นว่าแทร็คนี้มีความสมบูรณ์แบบในตัวสูงมากๆ อาร์แอนด์บีฮิพฮอพผสานจังหวะจะโคนของดนตรรเต้นรำ แร็พ พ็อพและร็อคเข้าด้วยกันอย่างเหนือชั้นที่สำคัญให้ภาพรวมออกมาเหนือระดับกว่าเพลงแนวเดียวกันที่มีให้เห็นเกลื่อนตลาดเลยทีเดียว น่าเสียดายที่ถูกภาพลักษณ์ประหารคุณภาพโดยแท้




Beautiful (5) พ็อพบัลลาดที่ดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่ายบนท่วงทำนองเพียโนบัลลาดและเครื่องสายแต่กินใจสุดๆด้วยการถ่ายทอดผ่านสรรพสำเนียงบลูส์อายส์โซลนุ่มนวลแต่เฃือดเฉือนตามแบบฉบับคริสทิน่าผนวกเข้ากับภาคเนื้อหาที่เปี่ยมด้วยความสวยงามทางภาษและความทรงพลังทางการป้อนความรู้สึกสื่อสารอารมณ์ร่วมแก่ผู้ฟังซึ่งถูกขับขานออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ยิ่งใหญ่และสง่างามสมชื่อ สิริรวมแล้วเดี๊ยนขอยกให้เป็นซิงเกิ้ลที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานของคริสทิน่าค่ะ และถึงแม้ว่าเพลงนี้จะทำอันดับบนบิลด์บอร์ดชาร์ตได้ดีที่สุดแค่อันดับสอง แต่เชื่อว่าคุณภาพจากเนื้องานที่สาธารณชนได้สัมผัสมันก็เป็นข้อพิสูจน์ให้ทุกสายตาได้ประจักษ์แล้ว่า "เธอมีดีจริง" ส่วนตัวเห็นด้วยกับคุณพี่แคนดี้ในรีวิวเมื่อหลายปีก่อนนะคะที่ว่า "เพลงนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ว่าท้ายที่สุดแล้ว"พ็อพ" คือดนตรีที่ยังคงความเป็นที่นิยมอยู่ทุกยุคสมัย" ป.ล. ว่ากันว่าเพลงนี้เป็นชนวนระเบิดที่ทำให้พิงค์กับคริสทิน่าเป็นปรปักษ์กันแบบถาวรจนถึงทุกวันนี้นะคะ คือจริงๆแล้วเพลงนี้ป้าลินดาแกแต่งไว้เป็นสมบัติส่วนตัวนะคะแล้วเผอิญอีพิงค์ดันไปได้ยินเป็นคนแรกตอนทำงานชุด Missundaztood! กับป้าแล้วชีดันตกหลุมรักเพลงนี้จนเอ่ยปากขอเป็นกรรมสิทธิ์แต่แล้วก็หน้าแหกค่ะเพราะบารมีไม่ถึง มาคราวป้าทำงานชุดนี้กับอีติ๊ก็ไม่รู้ว่าอีติ๊ไปใช้เล่มเกวียนที่เท่าไรกล่อมป้าซะเคลิ้มจนปาดหน้าเค้กชิ้นงามเอามาเป็นสัมปทานของตัวเองไปซะได้ แถมอีป้าลินดายังพร่ำไม่คาดปากก่อนจะตัดเป็นซิงเกิ้ลอีกนะคะว่าเพลงนี้กับน้ำเสียงจากอีคริสทิน่ามันต้องได้เข้าชิงแกรมมี่แน่นอนค่าาา ว่าแล้วก็สมหวังน่ะค่ะ ส่วนอีพิงค์หลังจากนั้นก็ไม่มีวี่แววจะสงบศึกกับอีติ๊นะคะตามเห่าตามกัดตามล้างตามเช็ดทุกครั้งที่มีโอกาส กิ๊วๆๆๆๆๆๆ อีเจ๊ของหนุนี่ขี้แพ้ชวนตีนี่หว่า




Fighter (4/5) ซิงเกิ้ลที่สาม ต๊ายยย อีติ๊ทำร็อคค่ะเอาเป็นว่าเพลงนี้ทำเอาสาวกเก่าๆของเธอยุคจินนี่หลายนางฃ็อคแถบสลบเมื่อตอนฟังครั้งแรก (ก็ใครมันจะไปคิดว่าจะได้ยินเธอร้องเพลงแบบนี้) ภาพรวมเป็นพ็อพร็อคที่แซมความเป็นฮาร์ดคอร์ โกธิคและลูกเล่นที่พยายามจะเป็นพวกซิมโฟนิคเมทัลและอีโมสครีมโมอ่อนๆไว้อย่างแนบเนียน โดยโครงสร้าง รูปปแบบ การนำเสนอและเนื้อหาติ๊ได้แรงบันดาลใจมากจาก November Rain ของ Gun'N' Roses โดยเพลงนี้ได้รับเกียรติจากเดฟ นาวาร์โรมือกีตาร์ของวงดังกล่าวมาเกากีตาร์ให้เองเลย มาที่ภาคเนื้อหาเด็ดดวงค่ะว่าด้วยจุดที่เรายืนย้อนกลับไปมองประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวผ่านขวากหนาม ความทุกข์ระทม ความมืดมิดและความทรมานแสนสาหัสจนหล่อหลอมให้เรากลายเป็นดาบที่คมและแกร่งพร้อมที่จะฟาดฟันเพื่อตะกายขึ้นมาสู่จุดที่สูงที่สุดของชีวิต เริ่ด ป.ล. ชอบสุดๆตอนที่อีติ๊ประโคมเบสส์กับกีตาร์หนักๆก่อนจะมาเบรคด้วยเครื่องสายตอนกลางเพลงได้นิ่มมากๆ ลงตัวและเซ็กซี่สุดๆ เริ่ด




Can't Hold Us Down Feat. Lil' Kim (4.5/5) ซิงเกิ้ลถัดไป สุดยอดค่ะเพลงนี้ อาร์แอนด์บีฮิพฮอพแรงๆบนภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการเรียกร้องสิทธิของสตรีเพศรวมถึงเป็นการตั้งคำถามเบื้องลึกแก่สังคมกลายๆต่อศักดิ์ศรี ทัศนคติและสถานภาพของเพศหญิงแถมสื่อหัวสียังเม้าท์กันว่าเพลงนี้อีติ๊ตั้งใจจะมอบให้เอมิเน็มกับเฟร็ด เดิร์สซี้เก่าแต่ชาติปางก่อนโดยเฉพาะเลยทีเดียว สำหรับแร็พเพอร์รับเชิญก่อนหน้านี้ต้นสังกัดได้เลือก "อีฟ" ไว้ในลิสต์ช่วงแรกๆน่ะค่ะก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นลิล คิม ด้วยเหตุผลที่ว่าช่วงนั้นเจ๊คิมเราคั่วกับสก็อท สทอร์ทโปรดิวซ์เซอร์หลักในอัลบั้มนี้ของอีติ๊อยู่แล้วไหนชีจะเป็นซี้ย่ำปึ้กกับนางติ๊นาตั้งแต่ร่วมทำโปรเจ็กต์เลดี้ มาร์มาเลดด้วยกันอีก ถึงขั้นออกมาด่าอีพิงค์ว่าถ้าหล่อนยังเห่าใส่ติ๊นาที่น่ารักของฉันอีกแม่จะตามไปแหกเยี่ยวรดถึงหน้าบ้านหล่อนจริงๆด้วย ว่าแล้วสบโอกาสงามอีเจ๊คิมก็เลยเล่นใช้เส้นซะเลย (ใช้เส้นหมี่ดำซะด้วยนะคะ หึหึหึหึ) ก็ไม่ผิดหวังค่ะทำสถิติท็อป20บนบิลด์บอร์ดให้เจ๊คิมถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะได้ที่12นี่แหละและทำสถิติท็อป5บนเกาะอังกฤษอีก ไม่น่าล่ะรีบเสนอตัวเชียะ




The Voice Within' (5) ซิงเกิ้ลปิดตัวในรูปแบบพ็อพบัลลาดบนท่วงทำนองหวานหูอลังการแบบเมท์สตรีมออเครสตร้าแบบฉบับบัลลาดดิว่ายุค90ตบด้วยอารมณ์โซล โกธิคและกอสเพลอย่างมีชั้นเชิง ปิดท้ายการโปรโมตงานคุณภาพชุดนี้ได้อย่างสง่างาม




แทร็คอื่นๆ




Make Over (4/5) แม้จะถูกค่อนขอดว่ามีส่วนคล้ายกับ Overload ของ Sugababe อยู่มาก แต่ก็ต้องยอมรับนะคะว่าในแง่ของการสื่ออารมณ์ ความเข้าถึงตัวเนื้อหาและความแปลกใหม่นี่ถือว่าติ๊นาทำได้ดีเลยทีเดียว ตัวเพลงยืนพื้นที่อัลเทอเนทีฟร็อคผสานอินดี้ แดนซ์ โพสท์กรั๊นจ์ พั้งค์รวมถึงกลิ่นอายอันเดอกราวนด์ได้อย่างลงตัว แม้ว่าความชัดเจนยังจะไม่เข้าขั้นแต่ส่วนตัวแล้วชอบนะ มาที่ Loving Me 4 Me (4/5) อาร์แอนด์บีพ็อพหวานๆเย็นๆที่เคลือบด้วยกลิ่นอายไลท์แจ๊ซซ์และคลาสสิคอาร์แอนด์บีได้อย่างกลมกล่อมบนภาคเนื้อหาที่ระบายนิยามส่วนตัวของคำว่า "รัก" ออกมาได้อย่างมีวาทธศิลป์และสลวยสวยงามทุกตัวอักษร ในขณะที่ Walk Away (3.5/5) เป็นการถ่ายทอดความปวดร้าวและตัดพ้อตัวเองบนภาคดนตรีพ็อพอาร์แอนด์บีผสานบลูส์โซลหม่นๆได้อย่างลงตัว โดยคงความประณีตและชั้นเชิงในการใช้ภาษาได้สละสลวยไม่แพ้กัน ต่อด้วย Get Mine,Get Yours (3/5) ก็เป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำที่ตอบโจทย์ภาพลักษณ์สาวแสบของคริสทิน่าในช่วงนั้นรวมถึงภาคเนื้อหาที่สะกิดใจประชสชนลัทธิ Free Will กับ One Night Stand ไม่มากก็น้อยแม้ว่าจะแลดูไม่ค่อยลงตัวแต่ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สัมผัสมาตั้งแต่ต้นอัลบั้มก็สามารถประคับประคองผู้ฟังให้ร่วมหฤหรรษ์ไปกับเพลงนี้ได้ไม่ยาก




Soar (5) ขอยกให้เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มนี้นะคะ พ็อพโซลอาร์แอนด์บีผสานท่วงทำนองละเมียดละไมกึ่งบัลลาดและจังหวะจะโคนที่อลังการมีมิติและที่สำคัญทรงพลังตามแบบฉบับของกอสเพล ซึ่งช่วงขับขานความยิ่งใหญ่ของภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยความเชื่อมั่น ความรัก ความขบถเหนือสิ่งอื่นใดศรัทธาในตนเองจนเหนือคำบรรยาย ต่อด้วย Cruz (3/5) แทร็คก่อนหน้านี้ พ็อพบัลลาดแสนธรรมดากับภาคการนำเสนอที่เรียบง่ายซึ่งฟังโดยผิวเผินอาจจะไม่ต่างอะไรจากบัลลาดของศิลปินเสียงดีทั่วไป ซึ่งนั่นก้จริงค่ะเพียงแต่โดยส่วนตัวสัมผัสสิ่งพิเศษบางอย่างจากตัวเพลงได้มันเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับความอัดอั้น ความอาทรและความรู้สึกที่หลุดพ้นหลังากชีวิตถูกพันธนาการมานานแสนนาน ความเข้มข้นทางความรู้สึก (ที่เดี๊ยนอาจจะรุงแต่งไปเอง) เหล่านี้ช่วยยกระดับให้เพลงธรรมดาๆเพลงนี้มีอะไรพิเศษเหนือกว่าเพลงเพราะๆธรรมดาๆทั่วไป มาที่ Impossible Feat. Alicia keys (4.5/5) เพลงที่เธอร่วมงานกับอลิช่าส์ คียส์ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีผสานแจ๊ซซ์ในแบบฉบับยุค50-60ตามสไตล์อลิช่าส์ ฟังแล้วนึกถึงงานของดิว่าสมัยก่อนตั้งแต่เอ็ทท่า เจมส์/นีน่า ซีโมนส์/บิลลี่ ฮอลิเดย์/ซาร่าห์ วอห์นและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิน่าห์ วอชิงตัน ที่สรรพสำเนียงการถ่ายทอดบลูส์โซลแบบร็อคของคริสทิน่านี่ปลุกวิญญาณเจ้าป้ามากๆ เป็นอีหนึ่งแทร็คสุดโปรดปรานประจำอัลบั้มนี้ แทร็คถัดไป Underappreciated (4.5/5) โอลด์สคูลพ็อพโซลยุค60ผสานความเป็นแจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บีและสวิงอ่อนๆได้อย่างมีเสน่ห์จัดเป็นแทร็คที่ฟังแล้วติดหูชะงัดแต่รอบแรก แม้ว่าจะไม่โดดเด่นจนน่าพูดถึงมากนักแต่ในแง่ของการเป็นรอยต่อสู่งานBack To Basicก้จัดว่าเป็นพ็อพย้อนยุคที่เฉียบอยู่เหมือนกัน รวมถึงส่วนตัวประทับใจในภาคเนือ้หาที่ว่าด้วยเรื่องของการแบกรับความรู้สึกที่ปวดร้าวจากความพยายามในการประคับประคองความสัมพันธ์ที่ท้ายที่สุดก็ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก




Infatuation (5) เด็ดดวงค่ะ ภาคดนตรีจัดว่าเป็นอีกแทร็คที่น่าจับตามองโดยเล่นความเป็นลูกผสมระหว่างละทินพ็อพกับจังหวะจะโคนอาร์แอนด์บีผสานโซลร่วมสมัย ซึ่งโดยส่วนตัวเธอก็พิสูจน์ตัวเองได้อย่างดีกับ Mi Reflejoแล้วว่าเหมาะกับดนตรีโซนละทินเวิล์ดมิวสิคแบบนี้ แน่นอนค่ะว่าผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาดหมาย เซ็กซี่ ลงตัวและบาดใจมาแต่ไกดตั้งแต่แซมเพิ่ล Primer Amor Interlude เลยทีเดียว ส่วนตัวที่ให้5เนื่องจากเพลงนี้มีอะไรที่พิเศษต่อความรู้สึกเดี๊ยนมากๆฟังแล้วคิดถึงแฟนเก่าที่เป็นคนละทินน่ะค่ะ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความปวดร้าวจากการพรากจากรักครั้งแรกแบบคริสทิน่าก็ตาม แต่ฟังทีไรความทรมานจากเสน่หาอาลัย ช่วงเวลาดีๆและการจากลากันในฐานะศัตรูตลอดกาลมันแผดเผาความรู้สึกตลอดเวลา มาที่ I'm Ok (4.5/5) อคูสติคพ็อพบัลลาดที่ถ่ายทอดบนท่วงทำนองโฟล์คเหงาๆโชยกลิ่นอายบลูส์โซลหม่นๆกับโกธิคแอมเบี้ยนท์ลอยละล่องเคียงคู่ไปกับการพรรณนาความเจ็บปวดรวดร้าวจากความทรมานทางจิตใจในวัยเด็กผนวกเข้ากับภาคเนื้อหาที่แฝงถึงความแข็งแกร่งแต่ในขณะเดียวกันก็กลับเสียดสีโชคชะตาที่ตนเองได้รับอยู่ในทีเป็นอีกหนึ่งสัจธรรมที่ตอกย้ำความเป็นจริงที่ว่างานศิลป์ดีๆมักถูกรังสรรค์ขึ้นจากความเจ็บปวดโดยแท้ Keep On Singin' My Song (5) โอลด์สคูลเพียวโซลบัลลาดเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและอิทธิพลจากสตรีวี่ วอนเดอร์โดยการใส่ลูกเล่นของความเป็นโมทาวน์ในทั้งรูปแบบของความเป็นบลูส์ อาร์แอนด์บีและกอสเพลอย่างเต็มที่ โดยส่วนตัวเห็นว่าเปรียบเสมือนสาส์นจากคริสทิน่าถึงแฟนๆแทนคำขอบคุณสำหรับพลังและแรงบันดาลใจที่ส่งถึงเธอในทุกขณะ รวมถึงเป็นข้อความทางดนตรีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังแก่แฟนๆให้ไม่ลืมที่จะตระหนักถึงการยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อมั่นพร้อมก้าวต่อไปในเส้นทางที่ดีที่สุดที่เราทุกคนเลือกอย่างมั่นคงและสง่างาม




สรุป




โดยส่วนตัวแม้ว่า Stripped จะไม่ใช่งานที่ให้เอกภาพและศักยภาพทางดนตรีที่สูงสุดจากเะอ แต่ในแง่ของการเป็นอัลบั้มที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์อย่างหมดจดที่สุดในประวัติศาสตร์ (เครดิตพี่โอ๋ นิติเทพ คูณค้ำ) และพัฒนาการทางดนตรีที่น่าตื่นตาตื่นใจจากศิลปินส่งผลให้งานชุดนี้กลายเป็นงานชุดที่ดีที่สุดและน่าสนใจที่สุดที่ผู้ฟังได้รับจากเธอ เหนือสิ่งอื่นใดเป็นงานที่แสดงถึงศักยภาพด้านต่างๆของคริสทิน่าออกมาให้ผู้ฟังประจักษ์ว่าเธอมีดีมากกว่าเสียงอันทรงพลังที่เปล่งออกมา มีดีกว่าความสวยที่เห็น มีดีกว่าที่หลายคนประเมินเธอใต้เงาบริทนีย์หรือมารายห์ และถึงแม้ว่างานชุดนี้จะไม่มีเพลงแตะอันดับหนึ่งบิลด์บอรืดชาร์ตรวมถึงอาจจะถูกครหาในหลายๆด้านจนถึงทุกวันนี้ก็ตามแต่ Stripped ก็สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพ ความสามารถ พัฒนาการ การรู้จักเล่นกับตลาดโดยระบายภาพลักษณ์สู่งานดนตรีและที่สำคญที่สุดความตั้งใจของคริสทิน่าที่มันหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นศิลปินที่ดีจริงและพร้อมที่ะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางของอุตสาหกรรมดนตรีพ็อพที่เชี่ยวกรากโหดร้ายอย่างมั่นคง สู่ความเป็นตำนานที่อ้าแขนรอรับเธอในวันข้างหน้าอย่างสง่างาม

John Legend : Once Again : 89%



John Legend : Once Again : 89%



รูปแบบเพลง


หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้นทั้งในแง่รูปธรรมและนามธรรมจากอัลบั้มGet Liftedที่ทำยอดขายได้ถึง3ล้านแผ่นทั่วโลกรวมถึงได้รับเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ถึง8สาขาในปีนั้น ครั้งนี้เขากลับมาตอกย้ำศักยภาพและความเหนือชั้นทางดนตรีอีกครั้งกับOnce Againพร้อมกับกองทัพโปรดิวซ์เซอร์และนักแต่งเพลงมือทองคำของวงการหลายท่านอย่าง วิล.ไอ.แอมจากThe Black Eyed Peas/คานยี เวสต์/ราฟาเอล ซาดิค/ซารา/เคร็ก สตรีท/เดโว สพริงทีนส์/Avenue ฯลฯ (อู๊ยยยยยย !!!! แต่ละชื่ออ่านแล้วขนลุก) ทิศทางของอัลบั้มยังคงเป็นงานโซลอาร์แอนด์บีที่ผสมผสานภาคดนตรีที่หลากหลายทั้งพ็อพ กอสเพล โซล บลูส์ พ็อพโซล แจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บีไปจนถึงอัลเทอเนทีฟ คลาสสิคพ็อพและจังหวะจะโคนแบบฮิพฮอพในบางแทร็คได้อย่างลงตัว ให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานพ็อพโซล อาร์แอนด์บีที่ลงตัว ไพเราะและเอกภาพในชิ้นงานค่อนข้างสมบูรณ์แบบสุดๆ


จุดด้อย


คงเป็นอีกครั้งที่เดี๊ยนต้องขอบอกว่านี่เป็นอีกหนึ่งงานที่โดยส่วนตัวเดี๊ยนไม่รู้สึกว่ามีปัญหาด้วยคือสามารถฟังได้อย่างต่อเนื่องทุกแทร็ค นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ศักยภาพและคุณภาพของภาพรวมสูงมากๆในมาตรฐานของเดี๊ยน อย่างไรก็ตามโลกนี้ไม่มีอะไรยุติธรรมนะคะอย่างที่เรามักจะเห็นกันอยู่บ่อยๆว่าศิลปินคุณภาพที่นำเสนอผลงานออกมาอย่างประณีตมักจะไม่ดังหรืออาจจะไม่ค่อยดังเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับความดีของตัวเพลง เพลงของจอห์น เลเจนด์ดีมากๆค่ะเหนือชั้นกว่าศิลปินอาร์แอนด์บีหลายๆรายและเดี๊ยนกล้าพูดว่าคุณภาพของตัวงานล้ำหน้ากว่าศิลปินอาร์แอนด์บีรุ่นพี่บางรายที่คร่ำหวอดในวงการมาก่อนหน้าเขาอีก แต่เอาจริงๆก็อย่างที่เห็นกันนะคะว่าศิลปินอาร์แอนด์บีหลายท่านมีภาพลักษณ์เป็นอาวุธ มีเพลงที่เป็นสูตรสำเร็จติดหู มีการตลาดในเชิงนักธุรกิจมากกว่าในเชิงศิลปิน จากทั้งหมดที่ได้กล่าวไปก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ศิลปินคนนี้ยังไม่ดังเท่าที่ควร (สำหรับเดี๊ยนนะ) ไม่ต้องอะไรมากเอาที่ไทยจะมีซักกี่คนคะที่สนใจเพลงของเขาหรือแม้กระทั่งรู้จักว่าเขามีตัวตนในโลกดนตรี เมื่อถามถึงศิลปินอาร์แอนด์บีดีๆร้อยทั้งร้อยเห็นตอบบียอนเซ่ 50Centไม่ก็ลิเดียนั่นแหละค่ะเมื่อพูดถึงอาร์แอนด์บีคุณภาพ หึหึหึ (สำหรับเดี๊ยนอีบียังพอทำเนานะคะเพราะชีเริ่ดจริง) แต่อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรน่าวิตกนะคะเนื่องจากคุณภาพมันอยู่ในตัวเห็นๆแม้ว่าในโลกแห่งความจริงอาจจะไม่ใช่ปัจจัยที่จะสามารถผลักดันคุณได้แรงที่สุดแต่เชื่อมั้ยละเมื่อให้เวลาพิสูจน์มากกว่านี้ เดี๊ยนเชื่อว่าศิลปินท่านนี้จะต้องก้าวไปถึงจุดที่เขาสมควรจะยืนอยู่ จุดที่เขาได้รับชื่อเสียง ความเป็นที่ยอมรับและความเป็นที่รู้จักมากกกว่านี้


ซิงเกิ้ล


Save Room (4/5) จากการพิจารณาทั้งอัลบั้มแม้ว่าจะมีหลายแทร็คที่ศักยภาพเหนือระดับกว่าเพลงนี้อยุ่เกือบครึ่งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของความสมบูรณ์แบบ ความเหมาะสมและกลยุทธ์เชิงการตลาดหลายๆด้านแล้วเดี๊ยนเห็นว่าสมควรที่สุดต่อการตัดโปรโมตเป็นซิงเกิ้ลแรก มาที่ตัวเพลงเป็นพ็อพโซลอาร์แอนด์บีเนิบๆผ่านการนำเสนอที่เรียบง่ายแต่เข้มข้นมีชั้นเชิงทุกองค์ประกอบ ที่สำคัญเนื้อหาเซ็กซี่เหลือร้าย! ฟังแล้วก็ตกใจนะคะเมื่อรู้ว่าตาวิลไอแอมเป็นคนปั้นกับมือไม่น่าเชื่อว่าจะทำเพลงบีทนิ่งๆเรียบๆแบบนี้ได้เหนือชั้นร้ายกาจไม่แพ้พวกฮิพฮอพรายละเอียดข้นคลั่กแน่นทะนานแบบที่ได้ยินกันจากหลายๆงานก่อนหน้านี้


Heaven (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สองปลุกเสกโดยฝีมือของคานยี เวสต์ ที่หยอดทั้งความเป็นพ็อพ โซล อาร์แอนด์บี บัลลาดผสานบีทฮิพฮอพอ่อนๆและกอสเพลรวมถึงแซมเพิ่ล "Heaven Only Knows" ของ Monk Higginsมาแปะบนตัวเพลงได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาเป็นงานพ็อพโซลอารNแอนด์บีชั้นเริ่ดบนท่วงทำนองละเมียดละไมกึ่งๆบัลลาดที่ถ่ายทอดพร้อมกับภาคเนื้อหาที่สามารถพรรณาได้อย่างมีวาทะศิลป์ลึกซึ้งสุดๆ


P.D.A [We Just Don't Care] (3.5/5) ภาคดนตรีเป็นโอลด์สคูลพ็อพโซลอาร์แอนด์บีผสานคลาสสิค แจ๊ซซ์ บีทฮิพฮอพอาร์แอนด์บีรวมถึงแทรกความเป็นอัลเทอเนทีฟมาจางๆช่วงกลางเพลง พิจารณาด้านเนื้อหา ต๊ายยยยยยยย!!!! เห้นหงิมๆแบบนี้ไม่น่าเชื่อนะคะว่าจะร่ายเรื่องใต้สะดือได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ เริ่ด!แต่ส่วนตัวฟังแล้วรู้สึกขำมากกว่าจะสยิวตามนะคะ อย่างไรก็ตามก็ต้องขอชมในแง่ที่สามารถผสมผสานดนตรีออกมาได้อย่างเหนือระดับกว่าพวกอาร์แอนด์บีที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันทั่วไปนะคะ


แทร็คอื่นๆ


เริ่มด้วย Stereo (3/5) ที่คนหล่อจิกแรงผ่านน้ำเสียงโซลเคียงคู่กับบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพซึ่งค่อนข้างโจ๊ะและชัดเจนกว่าหลายๆแทร็คในอัลบั้ม ส่วนตัวเห็นว่าถ้านำไปมิกซ์ให้หนักกว่านี้แล้วเอาพวกแร๊พเพอร์ทั้งหลายมาช่วยกันสวดกรวดน้ำอีเมลานีที่กล่าวถึงในเพลงอะไรนั่นนี่แบบหยาบๆโลนๆหมิ่นสตรีอีกนิด รับรองระเบิดในคลับค่ะ ต่อด้วย Show Me (5) กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆดดดดดดดด ไม่มีอะไรมอบให้นอกจากคำว่าประทับใจค่ะกอสเพลโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดเรียบๆนิ่งๆแต่ทรงพลังและไพเราะกระซวกจิตวิญาณถึงตาย โดยเฉพาะภาคเนื้อหาที่สามารถกลั่นกรองออกมาได้อย่างสวยงามบริสุทธิ์สุดๆอย่าง "I Try Not To Fall For Make Believe,But What Is Reality?" หรือ "Won't Spent My Time Waiting To Die Enjoy The Life I'm Living" ต๊ายยย!!!ฟังแล้วขนลุกน้ำตาไหลโดยเฉพาะประโยคหลังนี่มีความหมายเป็นส่วนตัวกับเดี๊ยนมากๆขอบคุณนะคะที่ช่วยตบเรียกสติว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร แทร็คถัดไป Each Day Gets Better (5) ภาพรวมยืนพื้นที่โอลด์สคูลพ็อพโซลแบบโมทาวน์เสริมทัพด้วยอาร์แอนด์บี เจือกลิ่นอายโอลด์สคูล กอสเพลอ่อนๆและคลาสสิคพ็อพหวานๆลงไปได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาหวานใสน่ารักมากๆฟังแล้วนึกถึงเพลงของลุงมาร์วิน เกย์หลอนหัวขึ้นมาเลยทีเดียว มาที่ Again (4/5) ไทเทิ่ลแทร็ค โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดดิบๆหม่นๆที่ถ่ายทอดเรื่องราวบนเสียงเพียโนและน้ำเสียงทรงพลังแบบศิลปินพวกโซลพวกบลูส์อย่างที่ได้ยินกันในยุค40-50นั้นแหละค่ะ แต่ส่วนตัวไม่ใช่เพลงที่ถูกใจสำหรับเดี๊ยนเท่าที่ควร


Slow Dance (4.5/5) อีกแทร็คที่ภาคการนำเสนอและเนื้อหาน่าสนใจมากๆค่ะ ตัวเพลงเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดเสริมทัพด้วยแจ๊ซซ์ เออร์บันพ็อพและกอสเพลในช่วงท้ายเพลงได้อย่างลงตัว แม้ว่าจะไม่เหมาะต่อการตัดเป็นซิงเกิ้ลแต่เพลงดีๆแบบนี้ได้ฟังแล้วก้ชื่นใจนะคะ มาที่Maxine (4/5)พ็อพสุดในอัลบั้มแล้วค่ะ ภาพรวมเป็นโอลด์สคูลพ็อพโซลผสานฃูกเล่นและเสน่ห์ของพ็อพโซลช่วงยุคโมทาวน์นิดๆในสัดส่วนลูกผสมที่พอเหมาะฟังได้เพลินๆเลยทีเดียว ต่อด้วย Where Did My Baby Go (4.5/5)คลาสสิคพ็อพบัลลาดผสานโซลอาร์แอนด์บี ผลลัพทธ์ออกมาเป็นบัลลาดที่นุ่มละมุน ไพเราะและให้ความรู้สึกอบอุ่นมากๆอีกทั้งยังติดหูชะงัด เป็นอีกแทร็คที่น่าส่งเข้าประกวดเป็นซิงเกิ้ลมากๆ ทำไมไม่ตัดยะ? แทร็คต่อไป Another Again (3.5/5) เปรียบเสมือนภาคต่อของAgainนะคะ ตัวเพลงเป็นอาร์แอนด์บีเนิบๆช้าๆ ส่วนตัวในแง่ของเนื้อหาและการนำเสนอทำได้ประทับใจเดียนน้อยที่สุด คิดว่าค่อนข้างซ้ำซ้อนและไม่มีชั้นเชิงเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับแทร็คอื่นๆ แต่ภาพรวมก็อยู่ในเกณฑ์ดีเลยทีเดียว ปิดอัลบั้มอย่างสวยงามด้วย


Coming Home (5) พ็อพโซลบัลลาดที่เปิดตัวบนท่วงทำนองสวยๆของบัลลาดเพียโนในช่วงต้นก่อนที่จะค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นกอสเพลโซลบัลลาดสุดอลังการ นอกจากนี้ยังพ่วงด้วยความสมบูรณ์แบบทั้งภาคเนื้อหาที่บริสุทธิ์ลึกซึ้งและการนำเสนอที่ทรงพลังทุกองค์ประกอบช่วยผลักดันให้แทร็คนี้เป็นยิ่งกว่าบัลลาดเพราะๆปิดอัลบั้ม หากแต่เป็นแทร็คที่ร่ำลาผู้ฟังด้วยการมอบความประทับใจส่งท้ายฐานะเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มรวมถึงกระตุ้นให้หลายคนเกิดความต้องการที่จะติดตามและรอคอยการผจญภัยครั้งใหม่ของศิลปินท่านนี้ด้วยใจจดจ่อ


สรุป

ช่วยมาเป็นพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้โลกทั้งใบให้หันมาตระหนักถึงคุณค่าของศิลปินคุณภาพด้วยการเริ่มต้นง่ายๆ แค่ลองฟังอัลบั้มดีๆนี้กันดูนะคะ แล้วคุณจะรักดนตรีดีๆที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้โลกที่โหดร้ายใบนี้สวยงามและน่าอยู่ต่อไป แค่เปิดใจแล้วฉีกตัวเองออกมาจากอะไรเดิมๆกล้ามั้ยล่ะ

Madonna : Confessions On A Dancefloor : 90%



Madonna : Confessions On A Dancefloor : 90%



รูปแบบเพลง


Confessions On A Dancefloor เปรียบเสมือนงานที่มาดอนน่านำผู้ฟังย้อนกลับสู่รากฐานทางดนตรีของเธอนั่นคือ "การนำเสนอเพลงเต้นรำนั่นเอง" ซึ่งเป็นการนำรากฐานดังกล่าวมาปรุงแต่งให้เข้ากับโลกดนตรียุค2000 โดยภาพรวมยืนพื้นที่พ็อพเต้นรำผสานดิสโก้และอิเล็คโทรนิคตบด้วยเรโทร เฮ้าส์ แดนซ์-พ็อพ เวิลด์มิวสิค อาร์แอนด์บีและคลับแดนซ์ได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ออกมาให้ทั้งความเปรี้ยวล้ำของวิถีการนำเสนอดนตรียุคโลกาภิวัฒน์และตัวมนต์ขลังจากการโปรยแรงบันดาลใจที่ได้จากเพลงเต้นรำในยุค70-90อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังถ่ายทอดให้สารธารณชนได้เห็นว่าสองทศวรรษกว่าๆที่เธออยุ่ในวงการนี้รากฐานและการนำเสนอดนตรีของเธอมีพัฒนาการก้าวไปถึงระดับไหน แต่ที่แน่ๆแค่คุณเปิดซีดีแผ่นนี้เมื่อไรโลกทั้งใบก็เปลี่ยนเป็นแดนซ์ฟลอร์เมื่อนั้นก็แล้วกัน


จุดด้อย


หมดปัญหาเรื่องภาพรวมทั้งเอกภาพ คุณภาพและศักยภาพการนำเสนอค่ะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่ความสมบูรณืแบบสูงสุดๆของอีเจ๊เลยทีเดียว เพียงแต่ตอนที่ฟังครั้งแรกอาจจะมีรู้สึกว่างานชิ้นนี้คลาสสิคสู้งานเก่าๆของเจ๊ในยุค80ไม่ได้ แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆก็จะสัมผัสในอีกแง่มุมได้เชข่นกันว่างานชุดเก่าๆของเธอก็นำเสนอความเปรี้ยวล้ำและความต่อเนื่องสูงสุดได้ไม่เท่ากับงานชุดนี้เช่นกัน ก็คงไม่เกินความจริงซักเท่าไรที่ว่า Confessions On A Dancefloor นอกจากจะเป็นงานเพลงเต้นรำที่เก๋สุดๆในรอบหลายปีที่ผ่านมาแล้วยังเป็นงานที่ล้ำลึกที่สุดในแง่การนำเสนอดนตรีที่บรรดาสาวกเคยได้รับจากมาดอนน่าเลยทีเดียว เริ่ดนะคะ


ซิงเกิ้ล


Hung Up (4.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวสุดกะเทยที่เจ๊จิกเอาเพลงสุดคลาสสิคของAbbaอย่าง Gimme Gimme Gimme (A Man After Midnight) มาแปะไว้เป็นแซมเพิ่ลได้อย่างลงตัวบนการนำเสนอแบบแดนซ์-พ็อพ ดิสโก้ประสานอารมณ์เรโทรแบบฟังค์กีย์ดิสโก้ยุค70แบบที่เราๆคุ้นเคยจากศิลปินอย่าง Abba/Giorgio Moroder/Bee Geeรวมไปถึงอิทธิพลจาก Saturday Night Fever ที่เจิดจรัสออกมาจากตัวเพลงอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว เริ่ด! ก่อนหน้านี้ขอสารภาพนะคะว่าตอนฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้เพราะจริงสนุกจริงแต่มันธรรมดามากๆเมื่อเทียบกับซิงเกิ้ลเปิดตัวหลายๆเพลงของมาดอนน่าก่อนหน้านี้ เรื่องความขลังและพลังนี่เทียบของเก่าไม่ติดเลยทีเดียวแต่เมื่อเข้าสู่สัจธรรมที่ให้กาลเวลาพิสูจน์ค่าแล้วตอนนี้เดี๊ยนก็ตาสว่งแล้วค่ะเพราะไอ้ที่บอกว่ารรมดาๆเนี่ยแหละทำองค์กะเทยลงร่างเดี๊ยนทุกครั้งที่ฟัง เรียกได้ว่าติดอกติดใจจนบรรยายออกมาเป็นภาษาพ่อภาษาแม่ไม่ถูกเลยทีเดียวดังนั้นลืมทุกอย่างที่เดี๊ยนเคยรีวิวไว้ตอนบอร์ดเก่าไปให้หมดเสียนะคะ หึหึหึ


Sorry (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง พ็อพแดนซ์ผสานลูกเล่นแบบยูโรและอิเล็คโทรนิคลงสู่ตัวเพลงได้อย่างลงตัว อีเจีทำเก๋ด้วยการแปะคำขอโทษสารพัดภาษาไว้ทั่วทั้งเพลงตีคู่ไปกับภาคเนื้อหาที่ดุดันประขดประชันเสียดสีคู่กรณีอย่าง เผ็ดร้อนชนิดที่หาขุมนรกแทรกหนีกลับไม่ทันเลยทีเดียว อย่างที่รู้ๆกันแหละค่ะว่าบทอีเจ๊องค์แตกด่ากราดนี่ก็ไม่ใช่เล่นๆเหมือนกัน ส่วนตัวเห็นว่าเป็นอีกเพลงที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการนำเสนอที่เหนือขึ้นไปอีกระดับของเธอนะคะ เริ่ดอีกแล้วเจ๊


Get Togetther (5) กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!มันเริ่ดชิงๆๆๆๆๆค่ะเพลงนี้ย์ ตัวเพลงเป็นการผสมผสานปะทะกันระหว่างแดนซ์ เฮาส์ พ็อพและแทรนซ์ได้อย่างงมีชั้นเชิงเก๋ไก๋มากๆ มีไม่บอยนักนะคะที่จะได้ยินอีเจ๊ทำเพลงอารมณือวกาศๆแบบนี้ได้ฟังล้ำสุดๆ ฟังครั้งแรกนึกไปถึงBreath On Meของหอก Confide In Meของเจ๊ไคย์ลีย์ ไปจนถึงi Music Sounds Better with You ในปี1998ของวงดนตรีแดนซ์-เฮาส์อย่างStardustน่ะค่ะ ศักยภาพในตัวเพลงสูงเสียดฟ้าทีเดียวค่ะเสียดายนะคะที่เพลงดีๆแบบนี้ไม่ประสบความสำเนร็จมากเท่าที่ควร


Jump (5) พ็อพเต้นรำที่ภาคการนำเสนอให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับสู่รากฐานการทำเพลงในยุคแรกๆของมาดอนน่า เพียงแต่ชั้นเชิงการนำเสนอและความร่วมสมัยในเพลงนี้มีสูงกว่ามาก ส่วนตัวประทับใจความเรียบง่ายติดหูที่เจ๊สื่อออกมากในขณะเดียวกันกับที่ภาคเนื้อหาหนักอึ้งจรรโลงใจปัจเจกชนรวมถึงทำให้เราๆหวนคิดถึงมาดอนน่าในสมัยที่เะอเป็นสาวนักปฏิวัติทางความคิด ทัศนคติและเรื่องเพศที่ยิ่งใหญ่ในยุคก่อนหน้านี้ เหนือชั้นค่ะที่เจ๊มาดอนน่าในยุค2000สามารถระบายมาดอนน่าในอดีตคนนั้นลงสู่ยุคปัจจุบันและโลดแล่นในความทรงจำของผู้ฟังอีกครั้ง


Future Lover/I Feel Love (4/5) ต๊ายยยยยย สรุปตัดมาด้วยเหรอคะเพลงนี้ แหมๆๆๆเป็นม้ามืดเลยทีเดียว คาดว่าอีเจ๊คงจะตัดมาเฉพาะเอ็มวีโปรโมตคอนเสิร์ตConfessions Tourของหล่อนน่ะค่ะ มาที่ตัวเพลงI Feel Loveนี่ไม่ใช่เพลงของเจ๊นะคะแต่เป็นเพลงของป้าดอนน่า ซัมเมอร์ที่นักวิจารณ์หลายท่านครหาว่าอีเจ๊ไปก็อปเบสไลน์เจ้าป้ามาแปะไว้ในตัวเพลงFuture...น่ะค่ะ อีเจ๊ก็เลยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสดึงท่อนฮุคมาแปะไว้ในคอนเสิร์ตเพิ่มความอลังการของตัวเพลงเสียเลย เอาเข้าไป! ภาคดนตรีเป็นแดนซ์พ็อพเทคโนตบด้วยบีทอิเล็คโทรนิคคุมทิศทางและโครงสร้างของเพลงทั้งหมด ส่วนตัวฟังแล้วคิดว่าบีทแรงและเข้มข้นเหยียบๆจะเข้าขั้นเปนไซคลีเดลิกเลยทีเดียว ฟังกี่ครั้งก็นึกถึงRay Of Lightค่ะเพลงนี้


แทร็คอื่นๆ


Push (3/5) พ็อพแดนซ์ผสานอิเล็คโทรนิค จังหวะจะโคนแบบบอลลีวูดรวมถึงสรรพสำเนียงอาร์แอนด์บีฮิพฮอพอ่อนๆคละเคล้ากันได้อย่างลงตัว แม้ว่าในเรื่องของชั้นเชิงอาจจะไม่มีอะไรให้ชื่นชมมากเทียบเท่ากับแทร็คอื่นๆแต่ก็ถือว่าเด้งเกินหน้าเกินตาเพลงของศิลปินเต้นรำหลายศพเลยทีเดียว มาที่ I Love New York (3.5/5) ซิงเกิ้ลโคมลอยที่ปล่อยให้แฟนๆคาดหวังว่าตจะตัดกันอยู่นานสองนานก่อนที่จะแท้งโดยถาวรนะคะ ภาคดนตรีเป็นซอฟต์พังค์ร็อคตบด้วยบีทเต้นรำ พ็อพ ดิสโก้ อินดี้และคลุมด้วยอิเล็คโทรนิคอีกทีให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นดนตรีที่เริ่ดมากๆค่ะ ขอชม แต่เจ๊ตายสนิทตรงภาคเนื้อหาที่ประชดประชันได้อย่างตื้นเขิน กำกวมและกล้าๆกลัวๆมากๆ โถ อีเจ๊อย่ามาดีแต่ปากสิคะใครๆเขาก็เห็นว่าหล่อนอยากจะกลับมาเกิดที่ฝากอเมริกาตัวซี้ตัวสั่น ไม่อายบ้างเหรอคะที่อยากจะไปดังฝั่งโน้นแต่กลับแต่งเพลงด่าเขาปาวๆๆๆๆๆๆๆๆประจานตัวเองอย่างนี้อ่ะอีเจ๊ เจีไม่อายเหรอคะ เดี๊ยนไม่ได้ด่าเจ๊ว่าหน้าด้านะคะแค่ถามเจ๊ว่าไม่อายเหรอคะ อีเจ๊? หึหึหึหึ ตามมาติดๆด้วย Let It Will Be (3.5/5) แทร็คติดกันน่ะค่ะ ตัวเพลงยืนพื้นที่พ้อพเต้นรำเสริมทัพด้วยอิเล็คโทรพ็อพ ดิสโก้จางๆและจังหวะจะโคนแบบมิดเทมโพยุค90น่ะค่ะ เป็นอีกแทร็คหนึ่งที่เดี๊ยนรู้สึกว่าค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆๆๆๆสำหรับมาดอนน่ เหมือนกับเป็นการที่เธอปลอบประโลมตัวเองกลายๆจากการนั่งย้อนกลับไปมองความสำเร็จและชื่อเสียงที่กำลังอุ้มชูและทำลายเธอหนักขึ้นทุกวันๆเพียงแต่เจ๊เหนือชั้นที่จะนำเสนออกมาในรูปของการประชดประชันและตลกร้ายในแบบฉบับการแสดงความอ่อนแอของผู้หญิงที่ชื่อมาดอนน่าตลอด20กว่าปีที่เราๆเคยสัมผัสนั่นแหละ เริ่ด


How High (4/5) พ็อพแดนซ์เจืออิเล็คโทรนิคซึ่งภาคการนำเสนอเปรียบเสมือนการบูรณาการดนตรีอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำจากอัลบั้ม Ray Of Light,MusicและAmerican Lfeผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างละนิดแต่ให้ภาพรวมที่ออกมาลงตัวกว่าที่เคยได้ยินกันเลยทีเดียว พิจารณาถึงภาคเนื้อหาเห็นว่าเป็นอีกแทร็คที่แสดงความเป็นมาดอนน่าออกมาได้อย่างถึงพริกถึงขิงจนนาขนลุกเลยทีเดียว สำหรับเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้ขอมอบให้แก่ Forbidden Love (5) แทร็คที่ชื่อซ้ำกับบัลลาดในอัลบั้ม Bedtime Storyนะคะ แต่การนำเสนอคนละเรื่องกันเลยทีเดียว ภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรพ็อพประสานเทคโน แทรนซ์และแดนซ์เฮาส์ลอยๆ ฟังครั้งแรกขอบอกค่ะว่าไม่ชอบเพลงนี้เอามากๆเนื่องจากตอนนั้นยังเข้าไม่ถึงความเก๋และความล้ำลึกของเพลงนี้ แต่พอเวลาผ่านไปทักษะการฟังเพลงก้าวหน้าขึ้นย้อนกลับไปดุงานรีวิวเก่าที่ด่าเพลงนี้อย่างสาดเสียเทเสียแล้วรู้สึกอายมากๆๆๆๆๆๆ "เป็นควมผิดพลาดมากที่สุดในชีวิตการรีวิวของเดี๊ยนเลยทีเดียว" มาที่ภาคเนื้อหาพิจารณาครั้งแรกแล้วนึกว่าเจ๊กล่าวถึงความรักของชาวเกย์นะคะเนื่องจากการนำเสนอสื่อสารได้อย่างเหนือชั้รนถึงเสน่ห์ ความสวยงาม ความลึกลับ ความทะยานอยากและความทุกข์ระทมของความรักชาวสีม่วงไว้เป็นอย่างดี แต่พอได้ดูConfession Toursของเจ๊แล้วคิดว่ามันเป็นการที่เจ๊กำลังตั้งคำถามเชิงวาทะศิลป์ลอยๆถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์โลกในยุคปัจจุบันที่ปฏิบัติต่อกันอย่างเลวร้ายลงไปทุกทีๆ อย่างที่รู้ๆกันะคะว่าคนเราต่างมีกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน เซลล์เดียวกัน สถานที่เดียวกันและกรรมวิธีเดียวกันอย่างที่เจ๊กล่าวไว้อย่างเหนือชั้นในเพลงว่า just One Kiss,Just One Touch,Just One Look ก่อนที่จะกระจายตัวไปทั่วโลกเป็นชาติพันธุ์ต่างๆอย่างที่ได้กล่าวไปก็คงไม่ผิดว่ามนุษย์ทั้งโลกทุกสีผิว ทุกเชื้อชาติ ทุกศ่าสนาและทุกรสนิยมทางเพศต่างเป็นพี่น้องกัน เพียงแต่มันน่าคอดนะคะว่าประชากรโลกที่ในอดีตมีจุดกำเนิดมาจากศุนย์กลางเดียวกัน ในปัจจุบันความสัมพันธ์กลับเต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูกและสารพัดสิ่งปิดกั้นต่างๆที่เกิดขึ้นจากทัสนคติและค่านิยมทางจิตใจของมนุษย์แท้ๆ ราวกับว่าการแสดงความรักกันฉันท์พี่น้องหรือฉันท์เพื่อนร่วมโลกของมนุษย์เรากลายเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตให้ต้องห้ามกันระหว่างชาติพันธุ์ไปเสียแล้ว เออ น่าคิดจริงๆว่ะเจ๊ ต่อด้วย Isaac (4.5/5) อีกแทร็คที่น่าสนใจไม่แพ้กันตัวเพลงได้ Yitzhak Sinwaniมาช่วยร่ายภาษาฮิบรูซึ่งหยิบมาจากบทสรรเสริญและพิธีกรรมจากลัทธิแค็บบาล่าห์ที่อีเจ๊เป็นโต้โผใหญ่นั่นแหละ ฟังแล้วชอบมากๆนะคะคิดว่าเป้นการผสานกันระหว่างความร่วมสมัยของบีทเต้นรำแบบตะวันตกและกลิ่นอายที่ทรงเสน่ห์ผนวกกับความทรงพลังจากการนำเสนอที่เปล่งออกมาจากจิตวิญญาณเบื้องลึกแบบเวิลด์มิวสิคของซีกโลกตะวันออกได้อย่าลงตัว เริ่ด เป็นเพลงที่เด่นสุดในอัลบั้มนี้แล้วค่ะแต่ฟังนานๆไปก้สามารถเป็นเพลงที่เบื่อได้ง่ายที่สุดของอัลบั้มเช่นกัน ปิดอัลบั้มด้วย Like It Or Not (4/5) เดินเกมส์อย่างเรียบง่ายด้วยพ็อพเต้นรำเสริมทัพด้วยกีตาร์อคูสติค บีทอาร์แอนด์บีเต้นรำอ่อนๆ บีทดิสโก้และตบด้วยอิเล็คโทรนิคจางๆพอเป็นกระสัยช่วงกลางเพลงผลลัพธ์ออกมาหลอนแต่เริ่ดราวกับไปนั่งดูละครบรอดเวย์เลยทีเดียวค่ะ พิจารณาภาคการนำเสนอและภาคเนื้อหาแล้วเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นแทร็คปิดอัลบั้มแบบไร้ข้อกังขา น่ะค่ะ


สรุป


หลังจากที่ได้ฟังครบทั้ง12แทร็คที่ถูกเชื่อมโยงหล่อหลอมจนเปรียบเสมือนเป็นแทร็คเดียวกันนั้น ขอบอกว่าเกือบทุกแทร็คล้วนกระแทกกลางใจและทำให้เดี๊ยนเพลิดเพลินรวมไปถึงขนลุกกับความสร้างสรรอันบรรเจิดของมหาราชินีเพลงพ็อพนางนี้ รู้สึกภูมิใจและยินดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เป็นสาวกของเธอและได้ยินเธอทำดนตรีดีๆแบบนี้ออกมาให้เสพย์เรื่อยๆไม่รู้เบื่อ น่าคิดนะคะว่าเธอคนนี้จะสามารถสร้างปรากฏการณ์ ความน่าตื่นตาตื่นใจและเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่อะไรได้มากไปกว่านี้อีก แอบคิดเล่นๆก็สนุกแล้วค่ะเพราะตลอด10กว่าปีที่ก้าวตามการผจญภัยครั้งใหม่ของผู้หญิงที่ชื่อมาดอนน่ามันปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามหัศจรรย์ ไร้ขีดจำกัด ประทับใจและแน่นอนคุ้มเกินคุ้มชนิดที่บรรยายความรู้สึกออกมาได้ยากยิ่ง

Decca Broadway 1935-1946 : A Time Of Hope : 95%


Decca Broadway 1935-1946 : A Time Of Hope : 95%



รูปแบบเพลง



A Time Of Hope คืออัลบั้มรวมเพลงบรอดเวย์จากค่าย Decca(ค่ายเพลงแนวบรอดเวย์และแจ๊ซซ์ที่ดีที่สุดค่ายหนึ่งของโลก)ตั้งแต่ช่วงปี1935จนถึงปี1946 โดยหยิบงานเด็ดเด่นๆจากซาวน์แทร็คบรอดเวย์ยอดนิยมในอดีตต่างๆ อาทิ Annie Gets Your Gun/Porgy And Bess/Oklahoma!/Streets Of ParisและThis Is The Army เป็นต้น โดยภาคดนตรีได้รวบรวมการนำเสนอเสน่ห์ของภาคดนตรีอลังการๆแบบบรอดเวย์ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งคลาาสิค/โอเปร่า/แจ๊ซซ์/บลูส์/สวิง ไปจนถึงภาคดนตรีอลังการที่เปี่ยมไปด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่และความบริสุทธิในศรัทธาอย่างทรงพลังรวมถึงอารมณ์แฟนตาซีเทพนิยายแบบโลกเหนือจินตนาการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เราคุ้นเคยจากการรับชมละครเวทีแบบมิวสิคคัลบรอดเวย์ เป็นต้น


จุดด้อย


ด้วยความที่งานชุดนี้เป็นอัลบั้มรวมเพลงบรอดเวย์ย้อนไปตั้งแต่60-70ปีกว่าโน่น แม้ว่าจะเพราะทรงพลังและอลังการพิเศษในความรู้สึกเหนือคำบรรยายก็ตามแต่เมื่อมาพิจารณาในความเป็นจริงแล้วอัลบั้มนี้ก็คงไม่ใช่อัลบั้มที่ผู้ฟังส่วนใหญ่ยนิยมเปิดรวมถึงคงจะไม่ใช่อัลบั้มสำหรับความเป็นที่นิยมในระยะยาวของใครหลายๆคนด้วย ก็แหม!นี่มันบรอดเวย์นี่คะไม่ใช่มาดอนน่าหรือเอมิเน็มที่เราสามารถเปิดฟังกรอกหูได้เกือบทุกวัน ยากค่ะที่จะหาคนที่มีอารมณ์สุนทรีย์ดื่มด่ำไปกับดนตรีแนวนี้ได้ทุกวันจนถึงในระยะยาวได้ยกเว้นแต่จะเป็นผู้ฟังที่ตกหลุมรักในมนต์ขลังของดนตรีบรอดเวย์เท่านั้นแหละ แล้วในยุคสมัยนี้ทางเลือกในการเสพย์ดนตรีมีมากมายหลายแนวจะมีผู้ฟังกลุ่มดังกล่าวเหลืออยู่อย่างเหนียวแน่นจริงๆซักกี่คนกัน จริงมั้ยคะ?


แทร็คเด็ด


ต้อนรับผู้ฟังเข้าสู่โลกแห่งความสวยงามของบรอดเวย์ด้วย Oh What a Beautiful Mornin' (5) แทร็คเปิดอัลบั้มจากละครบรอดเวย์เรื่อง Oklahoma! ในปี1943 ที่มีรอบการแสดงสูงถึง2,212รอบ ตัวเพลงถูกขับขานโดยอัลเฟรด เดรคในแนวคลาสสิคคัลบรอดเวย์ที่ให้อารมณ์ยิ่งใหญ่อลังการแบบแฟนตาซีสุดจะพรรณนาประหนึ่งว่ากำลังหลุดลอยเข้าไปผจญภัยในจินตนาการสุดบรรเจิดแห่งโลกเทพนิยาย ฟังกี่ครั้งก็ขนลุกค่ะส่วนตัวแล้วความไพเราะบริสุทธิ์งดงามจัดๆของแทร็คนี้ส่งอิทธิพลต่อเดียนอย่างมากในแง่ของการช่วยเติมเต็มสภาพจิตใจในยามที่เหี่ยวแห้งหดหู่ให้รู้สึกสดชื่นและมีพลังจนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสัมผัสกับรุ่งอรุณที่สวยงามของโลกที่แสนจะมืดหม่นโหดร้ายนี้ในทุกๆวัน ก่อนจะก้าวต่อไปอย่างมุ่งมันด้วยใจที่ปรารถนาลึกๆอย่างแรงกล้าว่าสักวันชีวิตเราคงจะต้องงดงามเหมือนแสงทองที่ส่องประกายเจิดจรัสอยู่เบื้องหน้า ต่อด้วย Summertime (4/5) โดย แอน บราวน์จาก Porgy And Bess ละครบรอดเวย์เลื่องชื่อในปี1935ของจอร์จ เกอร์ชวิน ที่ตัวเพลงถูกถ่ายทอดในแนวโอเปร่าหลอนๆจากพลังเสียงโซพราโน่ทรงพลังบาดขั้วหัวใจให้อารมณืฤดูร้อนที่สุดแสนจะอ้างว้าง มืดหม่นและลึกลับอย่างเป็นรูปธรรมโดยแท้ แถมเป็นเกร็ดแก่ผู้อ่านเล็กน้อยนะคะว่าหลายเพลงในละครบรอดเวย์เรื่องนี้ได้ถูกหยิบยกไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำคัฟเวอร์ของศิลปินแจ๊ซซ์หลายท่านมากๆแต่ที่ประสบความสำเร็จสร้างชื่อสุดๆก็คงจะหนีไม่พ้นการคัฟเวอร์เพลงอมตะถล่มทลายอย่าง I Love You,Porgy ของเจ้าป้านีน่า ซีโมนส์ ราชินีเพลงแจ๊ซซ์ระดับโลกในแบบฉบับอาร์แอนด์บีโซลหวานๆอบอุ่นๆในช่วงปี1964ที่ฮิตถล่มทลายจนสามารถขายทะลุล้านซิงเกิ้ลสร้างชื่อให้เจ้าป้าลอยลมบนในยุคโมทาวน์ประดับประวัติศาสตร์มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะสุดๆลองหามาฟังกันดูเถิด


ช่วงนี้ขออุทิศให้แก่ผู้ฟังที่หลงรักบทเพลงของดิว่าย้อนยุคเป็นชีวิตจิตใจนะคะ โดยเฉพาะกะเทงานนี้มีกรี๊ดแตกแน่ๆเพราะแต่ละแทร็คที่หยิบมาแนะนำนี่รับประกันว่าเด็ดดวงทั้งสิ้น มาเริ่มกันที่พ็อพบัลลาดเครื่องสายที่เจือภาคดนตรีคลาสสิคและจังหวะเต้นรำแบบวอล์ทหวานๆใน I Could Write Book (4/5) จากเรื่องPal Joeyโดยวิเวียน เบลน ที่ยอดเยี่ยมทั้งในภาคเนื้อหาและการนำเสนอ กะเทยนางโชว์ที่กำลังสาละวนหาเพลงใหม่ๆมาลิพซิงค์นี่ได้โปรดอย่ามองข้ามแทร็คนี้นะคะเพราะมันจะช่วยขับขานให้โชว์ของคุณดูคลาสสิคและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว ตามมาด้วยเพลงจากเรื่อง Higher Higherในปี1940กับ It Never Entered My Mind (5) ที่ได้เชอร์รี่ รอสมาขับกล่อมภาคดนตรีละเมียดละไมในแนวบลูส์หวานๆผสานแจ๊ซซ์สวยๆได้อย่างน่าขนลุก ใครที่เป็นแฟนของดิว่าแนวแจ๊ซซ์และบลูส์อย่างป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์/เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์/แอนนิต้า โอเดย์/คาร์เม็น แม็คเรย์/ซาร่าห์ วอห์นและดิน่า วอชิงตันอะไรพวกนี้นี่น่าจะชอบได้ไม่ยาก ส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในแทร็คที่คลาสสิคที่สุดของอัลบั้มนี้ไปเลย สลับมาฟังสวิงกันดูดีมั้ยคะขอแนะขำแทรคจากOn The Townในปี1944กับ I Can Cook Too (4/5) บรอดเวย์แจ๊ซซ์ผสานสวิงสนุกๆและบลูส์หอมๆจางๆจากแนนซี่ วอล์คเกอร์ที่ถ่ายทอดความเปรี้ยวปราดของภาคเนื้อหาได้อย่างไพเราะและน่ารักจนอดอมยิ้มไม่ได้ ฟังแล้วอารมณ์ดีบันเทิงใจมากๆทีเดียว มาที่ Make It nother Old Fashion,Please (4.5/5) และ My Heart Belongs To Daddy (5) สองเพลงจากปลายปากกาของโคล พอร์เทอร์ หนึ่งในบรมครูแห่งวงการบรอดเวย์ โดยแทร็คแรกมาจากละครบรอดเวย์ในปี1940เรื่อง Panama Hattie ซึ่งได้ซูเปอร์สตาร์บรอดเวย์ชื่อก้องโลกอย่างเอ็ธเทล เมอร์แมนมารับหน้าที่ขับขานในแบบฉบับแฟนตาซีคลาสสิคคัลบรอดเวย์บัลาดใครนึกอารมณ์ไม่ออกลองนึกถึงบรอดเวย์แบบเจ้าป้ามาริลีน มอนโรดูนะคะจริตจะก้านในการบรรเลงนี่เหนือชั้นไม่แพ้กันเลยทีเดียว สำหรับแทร็คหลัง กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ กะเทยหามาฟังกันด่วนจี๋นะคะ เหนือชั้นกว่าหนึ่งช่วงตัวด้วยการผสานแจ๊ซซ์หรูๆลงไปได้อย่างมีชั้นเชิงประกอบกับน้ำเสียงอันทรงพลังหวานใสและลีลาการขับขานอันทรงเสน่ห์ร้อนแรงเชือดเฉือนประดุจไฟของแมรี่ มาร์ทิน ที่ได้ร้องไว้ใน Leave It To Meบรอดเวย์ในปี1938 ที่ช่วยขับขานความลุ่มลึกอลังการของภาคเนื้อหาที่โรแมนติคเหนือชั้นจนลอยลำติดทำเนียบหนึ่งในเพลงบรอดเวย์สุดคลาสสิคเหนือกาลเวลาทุกยุคทุกสมัยได้อย่างสมศักดิ์ศรีปราศจากข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น


ปิดท้ายด้วยเพลงบรอดเวย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และคงความเป็นอมตะตลอดกาลกับ There's No Business Like Show Business (5) ที่เป็นการรวมพลังกันถ่ายทอดความอลังการระหว่างวิลเลี่ยม โอ' นีล/มาร์ตี้ เมย์และเรย์ มิดเดิลทัน นักแสดงจากละครบรอดเวย์เรื่อง Annie Gets Your Gun ในปี1946 โดยเอิร์ฟวิ่ง เบอร์ลินนักประพันธ์เพลงบรอดเวย์ระดับปรมาจารย์ที่เป้นแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินในอุตสาหกรรมดนตรีมาหลายยุคสมัย โดยภาคเนื้อหาเปรียบเสมือนภาพสะท้อนหลังม่านของวัฒนธรรมแห่งอุตสาหกรรมบันเทิงทุกยุคทุกสมัยก่อนที่จะถูกเจียระไนออกมาเป็นภาพที่สวยงามเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาบรรดาผู้ชม ส่วนตัวขอคารวะผู้แต่งในฐานะที่สามารถระบายสิ่งที่ตนอุทิศชีวิตลงสู่โลกแห่งเสียงเพลงได้อย่างมีเสน่ห์ สีสันและเป็นรูปธรรมจับจนยืนประดับอยู่ในหัวใจของคนรักดนตรีมากว่าหลายทศวรรษ


สรุป


จากจุดเริ่มต้นของการใช้ดนตรีบรอดเวย์เป็นเครื่องมือให้ความบันเทิงพร้อมทั้งแทรกสื่อกลางในการกระจายสัญญาณแห่งความหวังพร้อมและอิสรภาพสู่มนุษยชาติ สู่การเดินทางกว่า7ทศวรรษของการเติมเต็มทางปัจเจกภาพอย่างสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน A Time Of Hope คือหนึ่งในตัวแทนที่นำเสนอร่องรอยทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่ส่งอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อสภาพการดำเนินชีวิตของบรรดาผู้คนในสมัยก่อน ซึ่งตีแผ่สู่วัจักรแห่งเสียงเพลงอีกครั้งเพื่อตอบข้อพิสูจน์แก่อนุชนรุ่นหลังให้กระจ่างถึงอำนาจของเสียงดนตรีสื่อกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการจุดประกายความหวังได้อย่างเจิดจรัส ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถประคับประคองมนุษยชาติและโลกให้ก้าวหน้าจากยุคปฏิวัติหลายๆสิ่งมาสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ที่อารยธรรมมนุษย์พบกับความเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุดโดยเคียงคู่กันมาจวบจนปัจจุบันโดยปราศจากร่อยรอยที่จะล่มสลายหรือเลือนหายไปเหมือนอารยธรรมอื่นๆที่ถูกกลืนหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด