วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Rodrigo Del Arc : A Kind Of Bossa : 85%


Rodrigo Del Arc : A Kind Of Bossa : 85%


จัดรีเควสให้ท่านผู้อ่านมา2-3รีวิวติดแล้วงวดนี้ดิฉันขอเขียนอะไรตามความปรารถนาอันแรงกล้าสนองนี๊ดตัวเองบ้างนะคะ ซึ่งศิลปินที่จัดให้ในรีวิวครั้งนี้ต้องบอกว่าเป็นพรหมลิขิตประจำปีนี้จริงๆเพราะวันหนึ่งนั่งเปิดมายสเปซทำฉอเลาะหาเพื่อนไปเรื่อยอยู่ๆก็มาจ๊ะเอ๋จ๊ะเอากับศิลปินหนุ่มบราซิลเลี่ยนโคตรหล่อนายนี้ชนิดเต็มรักได้ยลโฉมพ่อเทพบุตรครั้งแรกแล้วเทพธิดาเทียมนางนี้ถึงกับหลุดลอยไปเลยทีเดียว แหมมมมม "ช่างรูปงามอะไรปานนี้" ชะรอยว่าสวรรค์ชั้นฟ้าจะกำหนดโชคชะตาให้เราได้มาเคียงคู่กันโดยแท้ประดุจมหากาพย์รักในวรรณคดี (อ๋อ อีพวกที่มาแซวดิฉันว่า "คดีอะไร" ฆาตกรรม ข่มขืน ลักทรัพย์ ฉ้อโกง เปิดซ่องหรือก่อการวิวาท? นี่ไพร่มากนะคะระวังจะโดนตบ) แถมงานดนตรีคุณเธอก็ยังไพเราะเพราะพริ้งจับจิตวิญญาณขนาดนั้นว่าแล้วก็ขอแนะนะ Rodrigo Del Arc กับงานชุด A Kind Of Bossa บุเพสันนิวาศประจำปี2009ของแนสทิน่าค่ะ หึหึหึ


รูปแบบเพลง

งานของคุณร็อดดี้ขาเป็นอินดี้พ็อพที่มีกลิ่นอายของดนตรีบราซิลเลี่ยนพื้นเมืองเข้ามาผสมผสานชนิดเด่นจัดและชัดเจนมากๆโดยหลายแทร็คได้รับอิทธิพลการนำเสนอมาจากดนตรีบอสซาโนว่า ชิลล์แจ๊ซซ์และเล้าจน์แทรกเข้ามารับบทเอกในทิศทางที่ค่อนข้างสูงทีเดียวนอกจากนี้บางแทร็คยังแฝงรสชาติคอนเทมโพลารีย์ อคูสติค บางแทร็คหวนให้นึกถึงอารมณืหวานๆของอินดี้พ็อพช่วงยุค60-70 บางแทร็คเจือโซลเหงาๆหวานๆลอยละล่องตลอดจนบางแทร็คขยับไปเล่นกับพ็อพโฟล์คบริสุทธิ์ยันทีนพ็อพจ๋าๆจัดๆเอาใจวัยรุ่นยุคสมัยนี้ก็มี ชะ ชะ ช่า ทั้งหล่อทั้งหลากหลายและมากความสามารถขนาดนี้ อ่า นี่แหละสเป็คช่า หึหึหึ



จุดด้อย

บางคนเขาค่อนขอดงานของคุณพี่ว่า หนักพ็อพ" ไปนิดมากกว่าจะเป็นศิลปะแบบบราซิลเลี่ยนจัดจ๋าและบอสซาโนว่าเข้มข้นชนิดเกินครึ่งอัลบั้มซึ่งก็ต้องยอมรับนะคะว่าอาจจะจริงอย่างที่เขาว่านะคะคุณพี่ขา เพียงแต่กรณีนี้สำหรับคุณน้องแล้วไม่มีปัญหาค่ะ ไม่มีอะไรจะติเตียนและไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคต่อการดื่มด่ำของคุณน้องค่ะ น้องแนสทิน่าคนนี้รับได้ทุกสิ่งที่คุณพี่ Rodrigo Del Arc สุดหล่อรังสรรค์ขึ้นมา หึหึหึ จริงๆนะคะ


แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มด้วย Slip Into Precision (5) ที่ครบเครื่องด้วยการนำเสนอและจังหวะจะโคนอันทรงเสน่ห์แบบบราซิลเลี่ยนแท้ๆที่แพรวพราววาวระยิบระยับไปด้วยบอสซาโนว่า ชิลล์แจ๊ซซื เล้าจน์ยันจังหวะคึกคักสนานใจแบบละทินโซลติดฟั้งค์ บิ๊กแบนด์ตลอดจนตบด้วยความเป็นซัลช่าช่วงท้ายเพลงได้ชนิดลงตัวสุดๆแถมยังได้น้ำเสียงสุดเซ็กซี่และนักร้องที่หล่อขนาดนี้มาขับขาน ดิฉันยอมพลีให้ทั้งวิญญาณเลยค่ะ ต่อด้วยซิงเกิ้ลอย่าง The Question Song (4/5) ที่เป้นงานอินดี้พ็อพย้อนยุคที่ตัวเพลงตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายบราซิลเลี่ยนพ็อพช่วงยุค60-70เจือบอสซาโนว่า ชิลล์เอ๊าทืและแจ๊ซซ์เล้าจน์ได้อย่างมีเสน่ห์ส่วนตัวชอบภาคเนื้อหาที่รู้จักเล่นการใช้คำได้อย่างมีสำบัดสำนวนทรงวาทะศิลป์และมิวสิควิดีโอยังน่ารักอีกต่างหาก ก่อนจะขยับมาที่ Under The Sea (4/5) ที่หม่นขึ้นกว่าบรรดาแทร็คก่อนหน้านี้โดดยตัวเพลงเป็นคอนเทมโพลารีย์บัลลาดเจือแจ๊ซซ์เล้าจน์ขมุกขมัว โซลหวานๆเหงาๆลอยๆตลอดจนเครื่องสายแบบเมนท์สตรีมกรีดกรายยกระดับให้ตัวเพลงเพราะและหรูหราขึ้นมากกว่าที่เป็นทีเดียว

A Place To Remind (4/5) ต๊ายยยย พ็อพจ๋ามากๆฟังแล้วนึกถึงงานช่วงยุคแรกของไรอัน คาบรีล่าไม่ก็เจสซี่ แม็คคาร์ทนีย์ประมาณนั้นเลยทีเดียวแม้สำเนียงการร้องคุณพี่จะแปร่งๆไปนิดแต่ก็เชื่อว่าฟังแล้วคงเคลิ้มกันได้ไม่ยาก เพราะดีนะ สำหรับ Candle Light (4.5/5) อีกหนึ่งแทร็คที่พาคุณผู้ฟังไปดื่มด่ำทำความรู้จักกับศิลปะของดนตรีคอมเทมโพลารีย์แบบราซิลเลี่ยนแท้ๆที่หอมฟุ้งไปด้วยบอสซาโนว่าแจ๊ซซ์ติดเล้าจน์สุดไพเราะเข้มข้นสไตล์บราซิลเลี่ยนแท้ๆ หรูหรากรีดกรายและไฮโซสุดๆแม้จะไม่เหมาะกับหญิงเลวอย่างดิฉันแต่ก็พยายามชอบเต็มที่ค่ะเพื่อคุณพี่ไงคะ ปิดท้ายกับงานพ็อพโฟล์คอคูสติคเพราะใน Together (4/5) เวอร์ชั่นสดอำลาผู้ฟังได้อย่างสุดประทับใจ


สรุป

ตั้งแต่หายใจมาบนโลกนี้22จะ23ปีดีดักไม่เคยมีวันไหนที่ดิฉันรู้สึกอยากจะบินไปชมบราซิลเท่าวันนี้มากอ่นเลยค่ะมีประชากรหล่อสะบัดอย่างคุณพี่ Rodrigo Del arc ของดิฉันอาศัยอยู่นี่ส่วนตัวกล้าการันตีเลยว่าต้องเป็นปีะเทศที่น่าอยู่ติดอันดับโลกแน่นอน ว่าแล้วอยากจะสยายผมตีปีกไปตายเอาดาบหน้าที่บราซิลดีกั่ว ว่าแตาคุณพี่ rodrigo ยินดีให้ที่พักพิงแนสทิน่าคนนี้รึเปล่าเอ่ย ?

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

James Morrison : Songs For You,Truths For Me : 94

James Morrison : Songs For You,Truths For Me : 94


ช่วง5เดือนที่เคยหายไปจากบอรืดมีอัลบั้มหนึ่งที่ส่วนตัวอยากรีวิวมากๆนั่นคือ Songs For You,Truths For Me การกลับมาครั้งที่สองของ "เจมส์ มอริสัน" หนึ่งในศิลปินชายสุดที่รัก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสและแม้ว่าทุกวันนี้จะกลับมาลอยหน้าลอยตาเยี่ยมบอร์ดค่อนข้างนานแล้ว (จนโดนบางคนแซวว่า "แหม อีนี่เยี่ยมนานเหลือเกินนะ") แต่ก็ยังหาช่วงเวลาประจวบเหมาะเจ๋งเป้งที่จะเขียรนถึงงานคุณพี่ไม่ได้เสียทีจวบจนวันนี้ที่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด คุณน้องหาเรื่องเขียนถึงคุณพี่ได้เสียทีด้วยความที่ท่านผู้อ่านที่น่ารักหลายท่านทักท้วงมาว่า "อีแนสเมื่อไหร่จะรีวิวงานตานี่คะ" โฮะๆๆๆๆๆ คู่กันแล้วต่อให้จากกันไปนานเท่าใดก็ย่อมไม่แคล้วกันชิมิคะคุณพี่ในที่สุดดิฉันก็ได้เขียนถึงสุดที่รักเสียที หึหึหึ ถ้าพี่เจมส์อ่านภาษาไทยออกคงอุทานในใจว่า "อีห่ากูอยู่ของกูดีๆมาเป็นปี มายุ่งกับกูอีกแล้ว"

รูปแบบเพลง

เอาจริงๆแล้วคิดว่าภาคดนตรีของงานชุดนี้ไม่หนีจาก Undiscovered เท่าไรนะคะคือหลักใหญ่ใจความยังคงยืนพื้นที่พ็อพโซลนุ่มละมุนอุ่นไอรักละเมียดละไมผสานสรรพสำเนียงการร้องแหบเสน่ห์แบบบลูส์โซลสุดเชือดเฉือนที่ยังคงชวนให้หวนคิดถึงเส้นเสียงแบบศิลปินชายช่วงยุคโมทาวน์เช่นคยก่อนจะบีบความเป็นพ็อพและอดัลท์คอนเทมโพลารีย์สูงโด่เข้าไปคุมทิศทางตบด้วยโฟล์ค ณ้อค ฟั้งค์ คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีและแจ๊ซซ์เข้าไปทำพิธีเจิมมนตร์เสน่ห์เป็นอันเสร็จพิธี หากแต่ความไม่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นอะไรที่มาในทิศทางที่จัดจ้าน ชัดเจนและมีพัฒนาการในระดับที่น่ายกย่องกว่าที่เคยได้ยินจากงานชุดแรกมากๆเลยทีเดียว ส่วนตัวรู้สึกว่าความเป็นพ็อพสูงขึ้นและฟังง่ายขึ้นแต่ในขณะเดียวกันความดิบสด เข้มข้น ทรงพลังและจิตวิญญาณทางดนตรีที่ตัวศิลปินระเบิดออกผ่านทางผลงานนี่ก็มาในระดับที่เหนือชั้นขึ้นไม่แพ้กันที่สำคัญไพเราะชวนดื่มด่ำตลอด12แทร็คชนิดไม่มีเสื่อมคลายจริง

จุดด้อย

รอให้ผู้อ่านมาให้ค่ะเพราะดิฉันหาไม่เจอจริงๆ หึหึหึ เนื่องจากประทับใจในความไพเราะละมุนหวานหยดกับงานดนตรีของคุณพี่ดื่มด่ำชนิดที่โยนความประทับใจและความเคารพรักให้คุณพี่หมดทั้งทรวงแถมตัวคนเขียนให้คุณพี่ไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้เล่นด้วยค่ะ อย่างหลังนี่ไม่เอาไม่ได้ค่ะมันเป็นแพ็คเก็จที่มาควบคู่กันดังนั้นบังคับว่า ต้องเอา นะคะคุณพี่ขา หึหึหึ



แทร็คเด็ด


เริ่มที่ The Only Night (3.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่ส่วนตัวรู้สึกว่าเปรียบเสมือนภาคต่อของ Under The Influence จากงานชุดที่แล้วที่ตัวเพลงเป็นการบูรณาการเอาลวดลายของโซล บลูส์ อารืแอนด์บี ฟั้งค์ แจ๊ซซ์ตลอดจนร็อคปทะเข้าด้วยกันอย่างมีชั้นเชิงและเฮฮาสนานใจมากเช่นเดิม นับเป็นอีกครั้งที่ใช้แทร็คเปิดอัลบั้มในการประกาศจุดยืนและภาพรวมของซาวนด์เอกลักษณืของตัวงานได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับซิงเกิ้ลแรกอย่าง You Make It Real (4/5) ที่ตอนแรกฟังแล้วรู้สึกเฉยๆแต่พอให้ระยะเวลาาในการฟังเป็นปีเข้ากลับเป็นอะไรที่งามระยับจับจิตมากๆ พ็อพโซลที่โดเด่นบนภาคดนตรีโฟล์คร็อคเรียบง่ายนุ่มละมุนเคียงคู่ไปกับน้ำเสียงทรงเสน่ห์บาดใจแค่นี้ก็รักจายแล้ว พิสูจน์ได้อีกเพลงใน Please Don't Stop The Rain (5) ที่ภาคดนตรีไม่หนีกันมากนักหากแต่โดเด่นกว่าบนความเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์หวานๆพร้อมกับท่อนคอรัสเพราะๆและสรรพสำเนียงการร้องกระชากใจที่ฟังแล้วติดหูชะงัดตั้งแต่รอบแรก ขอยกให้เป็นหนึ่งในแทร็คที่เพราะและโดดเด่นที่สุดสำหรับงานชุดนี้ทีเดียว สำหรับแทร็คที่ฟังแล้วประทับใจที่สุดต้องยกให้ Save Yourself (5) อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลบัลลาดที่ติดสรรพสำเนียงการร้องแบบบลูส์โซลเชือดเฉือนทรงพลังที่พี่เจมส์ขาของหนูร้องออกมาได้เพราะถึงขั้นฆ่ากันตายไปข้าง ใครที่เคยควักหัวใจให้กับ You Give Me Something ไปแล้วก็คงจะตกหลุมรักเพลงนี้ชนิดถวายจิตวิญญษณได้ไม่ยาก มาที่ Precious Love (5) ซึ่งกรีดกรายบนภาคดนตรีโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์อารืแอนด์บีบัลลาดติดฟั้งค์และบิ๊กแบนด์แจ๊ซซ์ที่ภาคการนำพเสนอชวนให้ย้อนระลึกถึงมนตร์เสน่ห์อันหอมหวานของดนตรีช่วงยุคโมทาวน์อันเปนยุครุ่งเรื่องของดนตรีโซลและอาร์แอนดืบีทีเดียว อลังการมาก ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Love Is Hard (4.5/5) แทร็คปิดอัลบั้มสุดเพราะกับดนตรีพ็อพโฟล์คอคูสติคสวยๆที่คลอเคลียไปกับน้ำเสียงโซลทุ้มนุ่มลึกและทรงพลังกังวานของคุณพี่เจมส์จ๋าสุดที่รักของดิฉันที่ฟังแล้วอบอุ่นประทับใจไปถึงขั้วของจิตวิญญาณเลยทีเดียว ต๊ายยย จบอัลบั้มซะแล้วเหรอคะ?

สรุป


หลังจากที่ดื่มด่ำกับงานชุดนี้จบแล้วส่วนตัวต้องขอบอกว่า "ภูมิใจ" และ "ประทับใจ" ในตัวคุณพี่ขามากกกกกกกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆและยังคงกล้ายืนยันดันทุรังต่อไปว่าสมญานามที่สื่ออังกฤษมอบให้คุณพี่เป็น "เพชรแห่งโซล" และหนึ่งในอนาคตทางดนตรีอันเจิดจรัสแห่งวงการฝากผู้ดีนั้น มันไม่เกินความจริงเกินไปแต่อย่างใดค่ะ เชื่อเถอะ!



วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

VNV Nation : Of Faith,Power And Glory : 85%


VNV Nation : Of Faith,Power And Glory : 85%


ควันหลงจากการจัดอันดับท็อป50แห่งปี2009ของดิฉันยังคงตามมาหลอกหลอนในอีเมลล์จวบจนวินาทีนี้อยู่หลายฉบับทีเดียวนะคะ หนึ่งในคำถามที่ถูกส่งมามากที่สุดคือ "รีเควสอัลบั้มศิลปินแปลกๆ" เพื่อนำไปใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการเลือกโหลดเลือกซื้อ ส่วนตัวก็ดีใจนะคะที่ศิลปินบางท่านในลิสต์50อันดับของดิฉันเนี่ยเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในกระแสของเมนท์สตีมเลยแต่ก็กลับมีผู้อ่านให้ความสนใจมากอยู่ว่าแล้วแนสทิน่าก็ขอสนองนี๊ดคุณๆผู้อ่านที่น่ารักทั้งหลายด้วยรีวิวอัลบั้ม Of Faith,Power And Glory ของ VNV Nation วงอิเล็คโทรนิคสุดล้ำจากลอนดอนหนึ่งในอัลบั้มที่ส่วนตัวชอบมากที่สุดของปี2009จากหนึ่งศิลปินที่ผู้อ่านของแนสทิน่าถามถึงมากที่สุด

รูปแบบเพลง

สำหรับงานดนตรีของวงนี้นิยามไว้ชัดเจนว่าเป็นอะไรค่อนข้างจะ Futuristic นะคะกล่าวคือเน้นการนำเสนอดนตรีแบบเปรี้ยวล้ำมหัศจรรย์ที่ตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นอายเก๋ๆแห่งนิยามดนตรียุคอนาคตซึ่งโดเด่นบนความเป็นอิเล็คโทรนิก้าผสานพ็อพตบด้วยการระบายสีสันลวดลายจากดนตรีเต้นรำสุดแฟชั่นทั้งแทรนซ์ เทคโน เฮ้าส์ นิวเวฟตลอดจนซินธิ์พ็อพเข้าไปยกระดับความเจิดจรัสของตัวงานได้อย่างมีชั้นเชิงบางเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟ บางเพลงเข้าขั้นโพรเกรสซีฟและบางเพลงฉีกมาเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เพียโนบัลลาดแบบพ้อพบริสุทธิ์กระจ่างใสหากแต่ทรงพลังอลังการบนสรรพสำเนียงการร้องที่เปี่ยมด้วยพลังโซลของตานักร้องนำและจากที่กล่าวมาทั้งหมดก็หาฟังได้ใน Of Faith,Power And Glory ชุดนี้นี่แล

จุดด้อย

งานเก๋จริงๆแต่ก็สะดุดในบางจุดที่มักจะวนเวียนอยู่กับลูกเล่นเดิมๆ ช่วงครึ่งแรกอัลบั้มเป็นอะไรที่แบบบรรเจิดใจมากๆฝนขณะที่ช่วงหลังๆนี่ก็เริ่มวนลูพก็อปลูกเล่นงานตัวเองแล้ว แต่จะว่าศิลปินจำพวกอิเลคโทรนิค อาร์แอนด์บีกับเมทัลทั้งหลายแหล่ไม่ค่อยจะหนีพ้นสัจธรรมเหล่านี้กันอยู่แล้วก็เลยไม่รู้สึกขัดเคืองใจอะไรมา

แทร็คเด็ด

Sentinal (4/5) แทร็คเปิดอัลบั้มต่อจาก Pro Victoria ที่เป็นอินโทรบรรเลงล้วนหนึ่งแทร็คตัวเพลงเป็นอิเล็คโทรพ็อพเต้นรำจัดจ้านที่บูรณาการเอาความเปรี้ยวล้ำของดนตรีเต้นรำทั้งเบรคบีท เฮ้าส์ เทคโน ซินธิ์พ็อพและแทรนซ์เข้ามาประสานงากันได้อย่างลงตัวในแทร็คเดียวนับว่าเป็นการนำไฮไลท์ของดนตรีเด็ดๆและการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นจากทางวงมาเปิดตัวงานเพื่อบอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดีพอๆกับภาคเนื้อหาที่เปรียบเสมือนไทเทิ่ลแทร็คอันเป็นธงชัยประกาศจุดยืนครั้งใหม่ของทางวงกลายๆ แทร็คถัดไป Tomorrow Never Comes (5) ที่ขยับข้นไปสู่ระดับของการนำเสนอแบบโพรเกรสซีฟแทรนซ์ตึ๊บๆหนักหน่วงติดเฮ้าส์ลอยๆและเทคโนเก่ๆฟังแล้วก็ชวนนึกถึงงานอาร์มิน ฟาน บูเรน ดีเจแทรนซ์สุดเซ็กวี่จากเนเธอร์แลนด์คนนั้นทีเดียว ตัวเพลงแฟชั่นมากๆ ต่อด้วย The Great Divide (5) ชอบที่สุดในอัลบั้ม ตัวเพลงเรียบง่ายหากแต่เพราะและทรงพลังมากๆกับลุกเล่นของซินธิ์พ็อพอิเล็คโทรติดอินดี้และนิวเวฟจางๆ เท่ห์ขาดใจ !!!

Art Of Conflict (4.5/5) แนวที่สุดในงานชุดนี้ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟแดนซ์ที่วางโครงสร้างบนบีทไลท์เทคโนตบด้วยซินธิ์ เสียงสังเคราะห์และอิเล็คโทรนิก้าจัดๆเข้ากับสรรสำเนียงการร้องสุดเหวี่ยงสไตล์โรโบติค ส่วนตัวฟังแล้วเห็นถึงภาพของคำว่า Futuristic ได้อย่างชัดเจนมากๆ ติ๊สท์โคตรค่ะ ปิดท้ายรีวิวด้วย From My Hands (4/5) ที่สลับอารมณ์เพลงเต้นรำเก๋ๆตึ๊บๆมาสู่ความพลิ้วไสวของดนตรีอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เพียโนพ็อพบัลลาดสุดสง่างามที่คลอเคลียไปกับสรรพสำเนียงโซลสุดทรงพลังของอาเฮียนักร้องนำชนิดที่ทำเอาดิฉันฟังแล้วต้องตกตะลึงเพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ยินบัลลาดระดับนี้จากทางวง เริ่ด!!

สรุป

หนึ่งในภาพสะท้อนที่ทรงพลังแจ่มชัดของนิยามดนตรี Futuristic ถ้าคุณจะหาคำจำกัดความ


Forwardmag (Music Cassanova#4)


สำหรับ Music Cassanova ครั้งที่4นี้ส่วนตัวขอสลับจากงานเขียนอุทิศถึงความประทับใจถึงศิลปินมาเป็นงานเขียนที่ต้องบอกว่าอุทิศหลายสิ่งหลายอย่างที่มันอยู่เหนือกว่าคำว่า "ประทับใจ" ให้แก่พื้นที่เล็กๆบนโลกไซเบอร์แห่งหนึ่งซึ่งพื้นที่แห่งนี้สำาหรับเดี๊ยนนอกจากจะมอบแรงบันดาลใจให้แก่งานเขียนและดนตรีในฐานะหนึ่งในนิตยสารเพลงสากลที่ส่วนตัวรักที่สุดแล้วยังเป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมดบนถนนสายรีวิวตลอด7ปีของชื่อ Da Nastina ที่แห่งนี้ก็มอบความสำเร็จให้แก่ชื่อนี้มากมายนะคะไม่ว่าจะในฐานะนักรีวิวตัวแม่ หนึ่งในล็อคอินที่ถูกเกลียดขี้หน้าและถูกด่าลับหลังมากที่สุด น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ดิว่า หนึ่งในบุคคลที่ได้ชื่อว่านิสัยแย่ที่สุดในบอร์ดตลอดจนได้รับอะไรที่มันทรงเกียรติถึงขั้น "ตำนาน" ของบอร์ดรีวิว ซึ่งส่วนตัวขอบอกว่ารู้สึกประทับใจและภูมิใจสำหรับทุกคำขนานนามที่ได้รับมากเพราะถึงแม้ว่าจะเป็นความสำเร็จในโลกที่จับต้องไม่ได้หากแต่การที่ความฝัน งานอดิเรกและภาพลักษณ์ของคนธรรมดาคนหนึ่งมันกลายเป็นอะไรที่ "โอเค ถูกยอมรับในระดับหนึ่ง" ที่ต่อให้แม้ว่าโลกนั้นจะเป็นโลกแห่งความฝันหรือเป็นโลกจินตนาการเทพนิยายก็ตามมันเป็นอะไรที่อบอุ่นไม่น้อย เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดความเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดท่านหนึ่งที่พื้นที่แห่งนี้มอบให้เด็กคนหนึ่งตลอด7ปีและช่วยให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากต่างๆหลายเรื่องมาได้นั้นมันส่งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้ใน Music Cassanova ครั้งนี้ต้องอุทิศคำขอบคุณให้แก่ Forwardmag หนึ่งในนิตยสารดนตรีสากลที่รักและเว็บบอร์ดกนตรีสากลที่เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งชีวิตและวัฒนธรรมที่ครบเครื่องที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและสำหรับดิฉัน ที่แห่งนี้เป็นมากกว่า "โลกไซเบอร์"

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าตลอดระยะเวลา7ปีเต็มที่เป็นสมาชิกที่นี่เป็น7ปีที่ได้อะไรกับชีวิตทั้งในบอร์ดและนอกบอร์ดเยอะมาก เผชิญมาทุกความรู้สึกตั้งแต่มิตรภาพแสนอบอุ่นชั่วข้ามคืนยันสมรภูมิอมตะอภิมหานิรันดร์กาลล่วงเข้า7ปีดีดักแล้วต่างฝ่ายก็ต่างไม่คิดจะเผาผีกันก็มีซึ่งต้องขอบอกนะคะว่าเป็นอะไรที่ "มีค่าทุกความรู้สึก" บางคนอ่านแล้วคงสงสัยว่า "อีนี่จะอะไรนักหนากับโลกไซเบอร์" คือส่วนตัวก็ไม่ได้อะไรนักหนานะคะเพียงแต่คิดว่าทุกสิ่งที่ได้เจอ ณ ที่แห่งนี้มันเป็นอะไรที่มีค่ามากกว่านิยามอันผิวเผินของคำว่า "แค่" โลกไซเบอร์ อย่างที่เคบยฃบอกไปเมื่อลาบอรืดงวดที่แล้วแหละค่ะว่าในโลกไซเบอร์นี่ถ้าคุณเล่นแบบรู้จักพลิกนิดเดียวมันจะให้ประสบการณ์ดีๆแก่ชีวิตของคุณได้มากมายแต่ถ้าไม่รู้จักพลิกทุกที่ในชีวิตที่ไปเหยียบมันก็มีแต่คำว่า "แค่" แน่นอนไม่ต้องแปลกใจ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งแรกและสิ่งที่สำคัญที่สุดที่แนสอยากจะขอบคุณ Forwardmag เพราะประสบการณืที่ได้รับจากสังคมแห่งนี้ตลอดระยะเวลา7ปีไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าว่าช่วยให้แนสสามารถที่จะรับมือกับคนหลายประเภท ทันจิตวิทยาคนรวมถึงมีสัญชาตญาณแรงกล้ามากๆในการเลือกที่จะ "หลีก" หรือ "ชน" กับคนในสังคมภายนอกอย่างมีศิลปะ ทุกวันนี้หลายคนถามว่า "ทำไมอายุแค่22แต่มึงกร้านชีวิตจัง ซัดกับคนได้ทุกประเภทเลยนะ" ส่วนตัวก็ได้แต่คิดในใจว่า "อีแบบนี้กูเจอในคอมมา7ปีแล้ว หึหึหึ" อาจจะดูเหมือนมองโลกในแง่ร้ายไปนิดนะคะแต่เชื่อว่าทุกคนที่เล่นบอรีดนี้มานานรู้กันดีว่าสังคมแห่งนี้มีคนปะปนกันไปทุกประเภทคนที่ดีมีเยอะมากในขณะที่คนที่ไม่ดีก็ส่วนหนึ่งซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจาก "โลกนอกจอคอม" หลายสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ใจคน "ที่อยากจะหยั่งถึงเป็นสองเท่าตัว" ในโลกแห่งเว็บบอร์ดนี้ต้องขอบอกว่ามันทำให้คนๆนี้ฉลาดขึ้นและยืนหยัดรอดพ้นเขี้ยวเล็บของสังคมและวํฒนธรรมอันเชี่ยวกรากของชีวิตจริงมาได้ สำหรับดิฉันที่นี่จึงเป็นมากกว่าโลกไซเบอร์ ประการที่สองที่ไม่ขอบคุณไม่ได้คือในเรื่องของ "โอกาสและแรงบันดาลใจ" คือถ้าไม่ได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองจากพี่ๆสตาฟที่มอบพื้นที่ให้แนสรีวิวได้อย่างอิสระมาตลอด7ปีรวมถึงถ้าไม่ได้รับแรงบันดาลใจจากทางนิตยสาร FF ตลอดจนถ้าอุดมการณ์ของพี่ๆไม่เกิดขึ้น "ชื่อของ Da Nastina ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น" สิ่งดีๆที่ได้รับจากที่แห่งนี้ในทุกวันนี้ ความฝันในฐานะนักเขียน เพื่อนดีๆที่ได้รู้จัก คนอ่านที่น่ารัก ความรู้สึกอบอุ่นตลอดจนความสุขที่ได้รับจากที่นี่เดียนจะไม่มีทางได้สัมผัสและก็คงจะมีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตนี้ที่ค้นเจอที่นี่ยังต้องเหนื่อยตามหาต่อไปถ้าไม่มีทุกสิ่งที่กล่าวมาเกิดขึ้น สำหรับดิฉันที่นี่จึงเป็นมากกว่าโลกไซเบอร์ ประการที่สามซึ่งจะเป็นประการสุดท้ายที่ขอเขียนถึง (ไม่งั้นคงจะต้องเขียนยาวไปอีกประมาณ50ประการ) คือมิตรภาพที่ดีที่ Forwardmag มอบให้ตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันมันเป็นอะไรที่เทียบเท่ากับความรู้สึกที่ "เพื่อนดีๆคนหนึ่งจะมอบให้กับอีกคนหนึ่งได้" ไม่ใช่แค่ "สิ่งดีๆสิ่งหนึ่งจะมอบให้แก่คนๆหนึ่งได้" กับ FF มันเป็นความรู้สึกผูกพันและอบอุ่นอย่างประหลาดไม่ต่างกับที่ส่วนตัวรักและผูกพันกับPOPและขอสารภาพว่า5เดือนที่คิดจะหันหลังให้บอรืดไปเป็นอะไรที่เหงามากๆถึงจะสงบและมีความสุขดีเช่นเดิมหากแต่ก็ปฏิเสธไม่ลงว่ารสชาติสำคัญที่ปรุงให้ชีวิตเกิดรอยยิ้มมันจางหายไปจริงๆและแน่นอนไม่ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในช่วงที่อึดอัดและหงุดหงิดทุรนทุรายที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยประสบมา ขนาดนี้คงไม่ต้องบอกแล้วว่าสำหรับดิฉันที่นี่จึงเป็นมากกว่าโลกไซเบอร์

สุดท้ายนี้ที่อยากจะบอกจากใจจริงคือนอกจากพี่สตาฟที่กล่าวขอบคุณในข้างต้นไปแล้วคงต้องกล่าวขอบคุณทุกล็อกอินที่เคยมีมาในที่แห่งนี้ ที่ขอบคุณไม่ใช่ว่ารักว่าชอบทุกล็อกอินหรอกนะคะ "ตฃคนที่คิดว่าน่ารังเกียจมากๆก็มีเยอะแยะ" หากแต่ขอบคุณในฐานะที่ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้เว็บบอรืดนี้มีมนตร์เสน่ห์และมีชีวิตชีวาเหนือกว่านิยามแห่งธรรมชาติของเว็บบอร์ดทั่วไปรวมถึงขอบคุณทุกล็อกอินที่ให้เกียรติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไซเบอร์ของคนๆหนึ่งและทำให้คนๆนี้ได้เรียนรู้อะไรที่ดีหลายๆสิ่งจนพูดได้เต็มปากว่า สำหรับดิฉันที่เป็นมากกว่าโลกไซเบอร์ ขอบคุณ Forwardmag

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Alicia Keys : The Element Of Freedom : 79%



Alicia Keys : The Element Of Freedom : 79%

หลังจากที่ได้จัดท็อป50อัลบั้มประจำปีเป็นครั้งแรกดินก็ได้รับอีเมลล์จากท่านผู้อ่านที่น่ารักส่งคำถามมาชนิดละลานตาทีเดียวว่า "ทำไมงานชุดนี้ของอลิช่า คียส์ถึงไม่ติด? มันไม่ดีอย่างไร?" ก็ขอตอบคำถามทุกท่านที่ถามมา ณ ที่นี้นะคะว่า "ที่ไม่ติดเพราะว่ายังไม่ได้ฟังค่ะ" รวมถึงไม่อยากจะจัดอันดับแบบส่งๆไป ดังนั้นงานชุดนี้ของอลิช่านี่เท่าที่ฟังแล้วคิดว่าต้องได้อยู่ในลิสต์ของท็อป50ปีหน้าแน่นอนเหนือสิ่งอื่นใดต้องขอมอบรีวิวชิ้นนี้ไว้โอ๋ผู้อ่านบางท่านที่เขียนมาแหกตัดพ้อต่อว้าดิฉันเนื่องจากน้อยใจที่อัลบั้มของศิลปินสุดที่รักนางนี้ไม่มีชื่อโผล่อยู่ใน50อันดับประจำปีที่ผ่านมา "ก็เพิ่งจะได้ฟังเจ้าค่ะ" หึหึหึ


รูปแบบดนตรี
สังเกตจากทิศทางการนำเสนอของอลิช่าจากงาน3ชุดก่อนหน้านี้แล้วส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนนะคะว่า "เธอตั้งใจที่จะแทรกงานดนตรีของเธอเข้าสู่พื้นที่ของตลาดและวัฒนธรรมดนตรีกระแสหลักมากขึ้น" จากงานบลูส์โซลอารืแอนด์บีติ๊สท์ๆดิบ หม่นและสวยสดสง่างามประดุจศิลปะใน Song In A Minor สู่ The Diary Of Alicia Keys ที่หยอดความนุ่มละมุนและหวานหูในแบบพ็อพมากขึ้นเข้ากับจิตวิญญาณของความเป็นโอลด์สคูลจากดนตรีโซลยุค60จัดๆก่อนจะขยับเข้าสู่งานที่มีความเป็นร็อคมากขึ้นมีกลิ่นอายของคันทรีย์จางๆในบางแทร็คตลอดจนภาพรวมที่ออกมาฟังง่ายขึ้นจนน่าตกใจใน As I Am มาถึงสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุด The Element Of Freedom ในส่วนของภาคดนตรีก็ยังคงไม่ถอยหนีจากการยื้นพพื้นที่พ็อพโซลอาร์แอนด์บีผสานบลูส์ ฟั้งค์ แจ๊ซซ์ คลาสสิคและกอสเพลแบบเออร์บันครบรสตามแบบฉบับอลิช่าที่เราๆคุ้นเคยรวมถึง "ความพ็อพ" ที่ยังคงติดตามมามากขึ้นชนิดที่ฟังจบครั้งแรกแล้วต้องสบถว่า "แม่งพ็อพฉิบหาย!" เลยทีเดียว คืออยากจะเรียนตามตรงว่าถ้าไม่สนลวดลายดนตรีตลอดจนสสรรพสำเนียงการร้องของเอแล้วส่วนตัวไม่คิดว่ามันเป็นงานในหมวด "โซลอาร์แอนด์บี" แต่อย่างใดด้วยความที่มันเป็นอะไรที่ไหลลื่นผิดวิสัย ฟังง่าย ฟังเพลิน ฟังแล้วไม่ต้องปีนกะไดประหนึ่งว่านั่งฟังงานจากฝาก "พ็อพ" ที่มีความเป็นคอนเทมโพลารีย์ในตัวสูงมากก็แค่นั้น รวมถึงความเป็นโอลด์สคูลในแอบบที่คุ้นเคยก่อนหน้านี้คิดว่าถูกแทนที่เข้ามาด้วยภาคก่ารนำเสนอที่ร่วมสมัยขึ้นค่อนข้างมากทีเดียวส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานพวกโมเดิร์นอาร์แอนด์บี นีโอโซลตลอดจนคลาสสิคแจ๊ซซ์ร่วมสมัยมากกว่าที่จะเป็นบลูส์โซลอาร์แอนด์บีดิบๆหม่นๆหรืองานพ็อพโซลกลิ่นอายโมทาวน์ยุค60จ๋าๆอย่างที่เคยชิน อย่างไรก็ตามส่วนตัวชอบนะคิดว่าฟังง่ายและได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่ไม่ซ้ำซากดี หาได้ไม่งายนักจากศิลปินประเภทอนุรักษ์นิยมจัดๆแบบเธอ
จุดด้อย
ถ้าไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวของดิฉันล่ะก็คงต้องขอบอกว่า "เป็นงานที่ดีมากๆ" ทีเดียวคือครบรสสมบูรณ์แบบอ่ะค่ะ ไพเราะ ละเมียดละไม จรรโลงโลก จับจิตวิญญาณและทรงคุณภาพในแบบฉบับที่งานดนตรีดีๆงานหนึ่งจะทำได้ แต่ถ้าเอาความรู้สึกส่วนตัวใส่ลงไปล่ะก็อยากจะบอกว่า "เฉยๆมาก" กับงานชุดนี้คือไม่เถียงอ่ะนะว่าไพเราะทรงคุณภาพเพียงแต่ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกดาดดื่นประทับใจอะไรมากมายก็แค่นั้นด้วยความที่ดิฉันอาจจะ "เรื่อง มากขึ้น","ฟังเพลงมากขึ้น" ตลอดจนอลิช่าทุกครั้ง "ก็มาแบบนี้อ่ะค่ะ" คือรักษามาตรฐานัวเองมาได้ดีตลอดแบบไม่ขยับหลีกหนีไปไหนถึงแม้ว่าศักยภาพที่ออกมาให้เห็นจะสูงเสียดฟ้าทุกครั้งแต่ เอ่อ อืมม อ่า โอเคคงต้องใช้คำว่าค่อนข้าง "ซ้ำซาก" ขนาดนี้ จากที่เคยดื่มด่ำมาตลอดมันกลับกลายเป็นไม่มีอะไรพิเศษเสียแล้วก็เท่านั้น
แทร็คเด็ด
เอาจริงๆอัลบั้มชุดนี้ของอลิช่าเป็นอะไรที่หลับตาจิ้มได้ทีเดียวนะคะแต่ถ้าจะให้เลือกแทร็คที่ฟังแล้ว "โดน" จริงๆก็ขอเลือก Doesn't Mean Anything (3.5/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวมาอุทิศถึงเป็นแทร็คแรกด้วยภาคการนำเสนอเป็นพ็อพโซลอาร์แอนด์บีพรมด้วยเพียโนคลาสสิคและแจ๊ซซ์จางๆในแบบฉบับที่ไม่หนีจาก No One ของงานชุดที่แล้วสักนิดแต่ถูกใจในความงดงามที่ไม่มีตกระดับไปจริงๆค่ะ เป็นปลื้มกันต่อกับ Try Sleeping With Broken Heart (4/5) ที่ส่วนตัวคิดว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างฉีกและแหวกแนวไปจากการนำเสนอธรรมเนียมเดิมๆของอลิช่านะคะ พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดที่โด่นด้วยการหยอดเสียงสังเคราะห์และซินธิ์แบบสโลวแจมดาวน์เทมโพลอยละล่องเก๋ๆเข้ากับความดิบสดของฟั้งค์ ร็อคและบลูส์จางๆก่อนจะปิดท้ายด้วยเพียโนคลาสสิคตามแบบฉบับของอลิช่าได้ในชนิดที่สุดแสนจะลงตัว สลับมาฟังเพลงคึกคักๆกันบ้างใน This Bed (3.5/5) อีกหนึ่งแทร็คที่ฉีกตัวออกจากความอนุรักษ์นิยมของอลิช่าในงานก่อนหน้านี้ด้วยโอลด์สคูลพ็อพเต้นรำฉาบด้วยความกรีดกายในแบบฉบับของฟังค์กีย์ดิสโก้ยุค70ตบด้วยซลหวานๆและอาร์แอนด์บีหรูๆได้อย่างเก๋ไ ฟังแล้วนึกถึงงานของวิทนีย์ ฮุสทันไม่ก็เจเน็ท แจ็คสันทีเดียว
ข้ามฝากมาที่ฝั่งคอนเทมโพลารีย์จัดๆในแบบที่แฟนๆอลิช่าฟังแล้วต้องชอบเริ่มที่ That's How Strong My Love Is (4.5/5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดคลาสสิคแจ๊ซซ์ตลอดจนการนำเสนอที่ร่วมสมัยในแบบโมเดิร์นอาร์แอนด์บีแลดูเรียงง่ายหากแต่ไพเราะและนุ่มละมุนชนะเลิศ ที่สำคัญเพลงแบบนี้แหละที่คิดว่าแฟนๆของอลิช่าต้องการแน่ๆ เช่นเดียวกันกับ Distance And Time (4/5) ที่หยอดความเป็นพ็อพเข้าไปสูงโด่จนเข้าขั้นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์เป็นอีกหนึ่งแทร็คพ็อพโซลอาร์แอนด์บีที่เพราะและเข้มข้นในระดับแนวหน้าของานชุดนี้เลยทีเดียว เชื่อว่าผู้ฟังไม่ว่าจะขาประจำหรือขาจรคงจะตกหลุมรักแทร็คนี้กันได้ไม่ยาก มาที่ How It Feels To Fly (5) หนึ่งในแทร็คที่เประทับใจที่สุดของงานชุดนี้ คอนเทมโพลารีย์บลูส์โซลอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานแจซซ์ คลาสสิคและกอสเพลสุดอลังการในแบบฉบับภาคดนตรีเอกลักษณ์อันโดเด่นของอลิช่าที่เราๆคุ้นเคยและรักกันดี ปิดท้ายด้วย Empire State Of Mind (Part II) (5) แค่อ่านชื่อก็รู้แล้วว่าเพลงนี้ต้องไม่ธรรมดาและแน่นอนไม่มีผิดหวังจริงๆ ภาคดนตรีเป็นคอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดติดกอสเพลและสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ที่ไพเราะทรงพลังจนขนลุกนับว่าเป็นอีกครั้งที่แรกแทรคมาปิดม่านมหากาพย์ทางดนตรีได้อย่างเหนือชั้น (คัฟเวอรืจย์ซีมาเหรอคะ?)
สรุป
The Element Of Freedom นับว่าเป็นอีกหนึ่งย้างก้าวที่ดีสำหรับความตั้งใจของอลิช่าที่จะนำดนตรีโซลอาร์แอนด์บีเข้าสู่ตลาดกระแสหลักตลอดจนเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ศักยภาพ ความสามารถและกึ๋นของอัจฉริยะในการเป้นศิลปินทรงคุณภาพของเธอได้อย่างดีทีเดียว ต๊ายยย ไม่อยากให้พลาดจริงๆค่ะ

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Britney Spears(Music Cassanova#3)



สำหรับศิลปินที่เลือกมาเขียนอุทิศความประทับใจส่งท้ายปีใน Music Cassanova ครั้งที่3นี้เป็นหนึ่งในสุภาพสตรีแถวหน้า3ท่านที่ทรงอิทธิพลที่สุดสำหรับเดี๊ยนซึ่งได้เปิดให้คนอ่านร่วมโหวตทางอีเมลล์ เฟซบุ๊ค บอร์ดFFและมายสเปซไปเมื่อรีวิวครั้งที่แล้วนะคะ ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบว่า "ผิดคาด" ที่ผู้ชนะการโหวตกลับกลายเป็นอีกท่านหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวตัดสินใจเลือกเธอคนนี้ขึ้นมาเขียนถึงก่อนเนื่องจากงานของแม่ผู้ชนะเท่าที่อ่านๆดูแล้วรู้สึกว่า "เหมาะกับที่จะนำลงบอร์ดในปีหน้ามากกว่า" เหนือสิ่งอื่นใดคิดว่ามันเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจที่ได้รับจากศิลปินท่านนี้เป็นการส่วนตัวว่า Music Cassanova ครั้งที่3นี้ "มันต้องเขียนขึ้นสำหรับเธอเท่านั้น" ซึ่งมันอาจจะดูเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าและไม่น่าจะเข้าใจได้สำหรับบางท่านแต่เชื่อว่าสำหรับผู้อ่านอีกหลายๆท่าน แฟนเพลงของเธอโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาสโนว่าดนตรีคนนี้ปฏิเสธไม่ลงค่ะว่าเมื่อเป็นการเขียนอุทิศให้กับศิลปินที่ประทับใจเป็นครั้งที่ "3" มันไม่สามารถมีศิลปินท่านใดในโลกจะควรค่ากับเลขสุดมหัศจรรย์นี้มากไปกว่า "บริทนีย์ สเปียรส์" เจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพและตำนานคนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์อาณาจักรดนตรีและวัฒนธรรมกระแสหลักแห่งทศวรรษ2000แน่นอน
ถ้าจะให้กล่าวถึงความประทับใจแรกเริ่มที่มีต่อเธอคนนี้ส่วนตัวคิดว่าตัวเดียนเองคงจะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ต่งจากหลายๆท่าน (ในรุ่นเดียวกัน) ที่ชอบบริทนีย์นั่นคือ "ความน่ารักสดใสของเธอในมิวสิควิดีโอBaby One More Time" ซึ่งครั้งแรกที่ได้ดูขอบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นตระการตามากๆที่ได้เห็นศิลปินวัยรุ่นหญิงที่ขอบอกว่าทั้งสวยและมีความสามารถในการเต้นระดับเทพที่ดูแล้วชวนตกตะลึงทีเดียว ประโยคที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะเป็นอะไรที่ดูยกยอเกินจริงไปนิดสำหรับบางท่านนะคะแต่สำหรับดิฉันที่ส่วนตัวพิจารณาเธอในมุมที่สามารถฉายศักยภาพในการวาดลวยลายออกมาในระดับที่แกร่งกว่าศิลปินหลายท่านที่คร่ำหวอดในวงการมาก่อนต้องนับว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ไม่ธรรมดาทีเดียว นับแต่นาทีเหล่านั้นมันทำให้เดียนสัมผัสได้ว่า "บริทนีย์" คือีกหนึ่งศิลปินที่เปรียบเสมือนสายป่านที่ต่อยอดลมหายใจให้แก่สถานภาพผู้รักจะบริโภคดนตรีสากลของเดี๊ยนให้ยาวขึ้นไปอีกขั้นหลังจากความประทับใจที่ได้รับจากยุครุ่งเรื่องขอมาดอนน่า,มารายห์ แครีย์และสไปซืเกิลเลยทีเดียว แม้ว่าในสายตาของเดี๊ยนเธอจะไม่ได้มอบแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ความอบอุ่นทางความรู้สึกตลอดจนมีอิทธิพลมหาศาลที่จะสามารถทะลวงเข้าไปถึงจิตวิญญาณในระดับที่เทียบเท่ากับบรรดาชื่อที่กล่าวมาหากแต่บริทนีย์ก็สามารถสะท้อนภาพของคำว่า "แรงบันดาลใจ" ออกมาในมุมมองที่แตกต่างจากเดิมที่เคยมาแบบสูงเสียดฟ้า ทรงพลังและจับต้องได้ไม่ง่ายนักให้กลายเป็นอะไรที่ใกล้ชิดและมีย่างก้าวของพัฒนาการที่จะเติบโตไปสู่อนาคตพร้อมๆกัยโดยสิ้นเชิงด้วยการที่เธอเป็นตัวแทนที่มาจากเจเนอเรชั่นเดียวกันซึ่งจะว่าไปสำหรับเดี๊ยน "บริทนีย์ สเปียรส์" คงต้องนับว่าเป็นไอค่อนท่านแรกสำหรับช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต (หัวเลี้ยวหัวต่อ) โดยแท้ อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าศิลปินที่น่ารักและมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างเธอกลับมีเวลานั่งอยู่ในหัวใจเดี๊ยนฐานะ "ไอค่อนที่ทรงอิทธิพลจริงๆ" น้อยไปนิดเพียงเพราะเสี้ยววินาทีเดียวที่ได้ทำความรู้จักกับศิลปินหญิงจากเจเนอเรชั่นเดียวกันที่มีผลงานออกมาในระยะเวลาใกล้กันอีกท่าน การจัดสำดับความสำคัญในจิตใจของเดี๊ยนก็เปลี่ยนไปและเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิด "อำลารอยยิ้มของไอค่อนอันดับหนึ่งคนเก่าแถบไม่ทัน" ถึงแม้ว่าสถานะของบริทนีย์จะถูกลดระดับลงเป็นแค่ "ศิลปินที่เคยเปนอันดับหนึ่งในใจ" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการติดตามสนับสนุนเธอคนนี้จะลดน้อยลงไปอย่างใดจำได้ว่าวันแรกที่ Oops! I Did It Again และ Britney วางขายที่ไทยเป็นวันแรกหลังเลิกเรียนก็รีบเดินแบกกระเป๋าอลังการเท่าบ้านใส่แว่นหนาเตอะเดินเข้าแมงป่องชนิดไม่รีรอ จำได้ถึงช่วงเวลาที่นังนับวันรอจะไปชมภาพยนตร์เรื่อง Crossroad และจำความตื่นเต้นอลังการและความประทับใจถึงขีดสุดหลังจากที่ได้ดู Britney Live In Las Vegas ทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง (น่าจะเป็นช่อง3) ที่เอามาฉายได้อย่างดี ความทรงจำที่กลาวมาเหล่านั้นขอบอกตามตรงว่าคิดถึง โหยหาและรสชาติของความสุขที่ได้รับยังคงหอมหวานตลบอบอวนมาจนถึงวินาทีนี้ทีเดียว และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ความรู้สึกระหว่างเดี๊ยนกับบริทนีย์จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะห่างไกลออกไปจากกันเรื่อยๆจนบางทีรู้สึกเหมือนกับว่า "ในใจเธอไม่มีเธอคนนี้อยู่อีกต่อไป" และบางทีก็ถึงขั้นรู้สึกว่า "จิตวิญญาณของเรามันถูกฉีกออกจากกัน และเธอคนนี้เป็นอะไรที่บางทีเหมือนกับสิ่งที่เชื่อมกับเดี๊ยนไม่ติดออกไป" แต่ก็น่าแปลกที่ทุกครั้งที่ฟังเพลงของเธอคนนี้มันเป็นอะไรที่ที่ต้องบอกว่า "สัมผัสได้ถึงความสุขทุกที" และตลอดระยะยะเวลาเกือบสิบปีที่ได้รู้จักกันไม่มีสัปดาห์ไหนที่จะผ่านไปได้โดยปราศจากเสียงเพลงจากเธอ จากที่กล่าวมาจึงสามารถกล่าวได้เต็มปากว่า "บริทนีย์ยังคงเป็นหนึ่งในศิลปินที่วนเวียนอยู่ในใจเสมอมาและแน่นอนว่าในพื้นที่เล็กๆของใจเดี๊ยนยังคงมีความเคารพและความรู้สึกดีๆมอบให้เธอเสมอ"

ปิดท้ายการอุทิศความประทับใจครั้งนี้ด้วยการตอบคำถามเมื่อ "3" ปีที่แล้วจาก "คุณจอย" ผู้อ่านท่านหนึ่งที่เคยอีเมลล์มาถามว่า "ศิลปินหญิงท่านใดที่แนสคิดว่าคือไอค่อนประจำยุค2000?" โอเคถ้ามาดอนน่าคือราชินีแห่งยุค80และมารายห์ แครีย์คือดาวจรัสแสงของช่วงยุค90ล่ะก็ ศิลปินที่เป็นประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดของหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีสากลแห่งทศวรรษ2000คือสำหรับเดี๊ยนคือเธอคนนี้ศิลปินที่เป็นคนจากเจเนอเรชั่นเดียวกันที่สามารถประกาศศักดิ์ศรี ศักยภาพและความสามารถให้เป็นที่ยอมรับจนกลายเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรดนตรีสากลและวัฒนธรรมกระแสหลักไม่เพียงชั่วข้ามคืนหากแต่ยังประดับตลอดมาจวบจนวินาทีนี้ เธอศิลปินคนที่ถูกกล่าวหาว่า "ไม่ได้ขายคุณภาพ" หากแต่ตลอดระยะเวลาการพิสูจน์ตัวเองกว่า6อัลบั้มสำหรับเดี๊ยนเป็น6อัลบั้มเพลงที่ไม่เคยต่ำกว่าระดับของคำว่า "มาตรฐาน" และแน่นอนในแง่ของย่างก้าวพัฒนาการทางดนตรีที่ทรงคุณภาพ โดดเด่นและแข็งแกร่งต้องบอกว่าเธอคนนี้สามารถทำได้ดีกว่าศิลปินที่ได้รับการประกันคุณภาพซึ่งมาคิดกันดีๆก็เกินค่อนวงการ เธอคนที่สร้างชื่อตนเองให้มีอิทธิพลเหนือขึ้นไปกว่าความเชี่ยวกรากของวัฒนธรรมกระแสหลักเฉกเช่นที่ เอลวิส เพรสลีย์,มาดอนน่า,ไมเคิล แจ็คสัน,เดอะ บีทเทิ่ลส์,มารายห์ แครีย์ ตลอดจน สไปซ์เกิล เคยสร้างวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาสยบบัลลังก์ของอาณาจักรดนตรีทั่วโลก เธอคนที่โลกครหาแต่ไม่เคยปฏิเสธและแน่นอนชื่อนี้ต้องยกให้เธอ "บริทนีย์ สเปียรส์" เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพ หนึ่งในบุคคลที่แข็งแกร่งและทรงอิทธิพลที่สุดแห่งสังเวียนดนตรีโลก ศิลปินและสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดแห่งวัฒนรรมกระแสหลักประจำทศวรรษ2000ที่โลกทั้งใบไม่เคยละสายตาไปจากเธอ

ไม่มีสัปดาห์ไหนที่ผ่านไปโดยปราศจากเสียงเพลงจากเธอ

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Spice Girls (Music Cassanova#2)


Spice Girls (Music Cassanova#2)

ในที่สุดก็ถึงเดือนธันวาคมเดือนที่เดียนรอคอยที่สุดในรอบปี ซึ่งเป็นที่รู้กันสำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามงานเขียนของแนสทิน่ามาตลอด7ปีนะคะว่านักรีวิวคนนี้มักจะมีอาการผีเข้าช่วงหน้าเทศกาลส่งท้ายปีเป็นประจำด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนหลงใหลในมนตร์เสนห่ของบรรยากาศแห่งความสุขสันต์ช่วงท้ายปีซึ่งสำหรับเดี๊ยนมันไม่ได้หมายถึงการช็อปปิ้งชนิดล้างผลาญหรือกระหน่ำปาร์ตี้เสเพลเข้าขั้นมหกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังหมายถึงการหวนกลับมาให้ความสำคัญและเยียวยาจิตวิญญาณของตนเองหลังจากที่ผ่านมรสุมกรรโชกมาตลอดทั้งปีด้วยการเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุข สวยงามและอบอุ่นที่ความรู้สึกเหล่านี้มันแถบจะควานหาไม่ได้อีกต่อไปในการต่อสู้กับชีวิตตามท้องถนนในยุคปัจจุบัน อิทธิพลจากเทศกาลคริสมาสต์ที่จุดประกายพลังขับเคลื่อนทางวิญญาณอันยิ่งใหญ่ให้ไม่ลืมที่จะยืนหยัดในสิ่งสำคัญสองสิ่งที่เรียกว่า "ความฝันและศรัทธา" ตลอดจนการย้อนกลับไปทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่จะก้าวไปต้อนรับบทบาทใหม่ของชีวิตพร้อมๆกับมรสุมลูกเก่าที่พัดผ่านพ้นไปอย่างสง่างาม ส่วนตัวเดี๊ยนก็ขอใช้พื้นที่บทนำใน Music Cassanova นี้กล่าวเมอร์รี่คริสต์มาสต์และแฮปปี้นิวเยียร์ล่วงหน้าท่านผู้อ่านรวมถึงสมาชิกบอร์ดทุกท่านและขอให้ปี2553ที่กำลังจะมาถึงเป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆท่านนะคะ

สำหรับศิลปินที่หยิบขึ้นมารีวิวใน Music Cassanova ครั้งที่สองในเดือนแห่งความสุขนี้ แหมมมม ส่วนตัวต้องออกตัวว่าไม่มีศิลปินหญิงท่านใดหรือกลุ่มใดใดจะเหมาะสมมากไปกว่าเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาะอังกฤษกลุ่มนี้ที่ต้องบอกว่าเป็นศิลปินกลุ่มหญิงที่มีอิทธิพลต่อเดียนมากที่สุดทั้งในด้านดนตรี ภาพลักษณ์ตลอดจนวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว เหนือสิ่งอื่นใดคือหนึ่งในตัวแทนที่ดีที่สุดของความทรงจำทางดนตรีอันเปี่ยมสุขสำหรับดิฉันโดยแท้ซึ่งจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก Scary (เมลบี),Sporty(เมลซี),Baby(เอ็มม่า),Ginger(เจอร์รี่)และ Posh(วิคตอเรีย) 5สาวสไปซ์เกิลตำนานแห่งเกิลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ90ค่ะ มาถึงตรงนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านที่รู้จักแนสทิน่ามาตลอด7ปีคงจะไม่ถามกันแล้วนะคะว่า "รู้สึกอย่างไรกับสไปซ์เกิล?" แต่สำหรับบางท่านที่เพิ่งได้ทำความรู้จักกันในช่วงหลังๆนี้ดิฉันขอบอกว่า "สำหรับแนสวงนี้นี่เป็นอะไรที่สุดๆจริงๆ" คือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของความประทับใจที่ส่วนตัวจะสามารถสรรหาคำมาบอกได้ สำหรับเดียนพวกเธอเป้นทั้งแรงบันดาลใจทางภาพลักษณ์และทัศนคติ เป็นไอดอลในวัยเด็ก เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกวันนี้หันกลับมาสนใจฟังดนตรีสากลอีกครั้งและฟังชนิดระยะยาวมาจวบจนวินาทีที่กำลังเขียนถึงอยู่นี้และทุกสิ่งของทุกสิ่งคงต้องบอกว่าสไปซ์เกิลคือภาพสะท้อนของชีวิตและความทรงจำอันเปี่ยมสุขช่วงวัยเด็กซึ่งหลังจากที่ชีวิตต้องพบกับจุดหักเหครั้งใหญ่และทุกสิ่งมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปการเปิดผลงานของพวกเธอสำหรับเดียนเป็นการเยียวยาที่ดีสำหรับบรรเทาความโหยหาชีวิตที่สุขสมบูรณ์ดังกล่าวที่มันไม่สามารถเรียกกลับมาได้หากแต่ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ทุกครั้งเมื่อปิดตาภาพของบรรยากาศอันเปี่ยมสุขและความรู้สึกดีๆในอดีตมันสามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งและโลดแล่นพร้อมๆกับเสียงเพลงจากพวกเธอซึ่งกับนับว่าเป็นการปัดเป่าความปวดร้าวที่วนเวียนรอบตัวยามเปิดตาได้ไม่เลวทีเดียว นี่แหละเหตุผลที่รักพวกเธอ! อย่างไรก็ตามถ้าคิดในทางกลับกันว่าหากสมมุติทุกวันนี้ชีวิตยังดีเหมือนที่เคยเป็นมาเมื่อ10กว่าปีที่แล้วจะรักพวกเธอน้อยลงมั้ย? คำตอบคือ "ไม่" จากการติดตามวงการเพลงสากลชนิดจริงจังแบบถวายชีวิตตีเป็นเวลาประมาณ15ปีได้พบพานกับศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจมากหน้าหลายตาซึ่งไม่ว่าผลงานของเขาจะสามารถสะท้อนความเป็นจริงของเดี๊ยนได้หรือไม่นั้นมันไม่สำคัญเท่ากับ "การเลือกที่จะชอบ หรือ ไม่ชอบ" และสำหรับสไปซ์เกิลคงต้องบอกว่าเป็นอะไรที่เปรียบเสมือนโชคชะตาลิขิตลงมาให้วงนี้เป็น "ตัวเลือกที่ถูกใจตั้งแต่วินาทีแรก" โดยไม่จำเป็นว่าผลงานของพวกเธอจะต้องผูกติดเป็นภาพสะท้อนของชีวิตเดียนมุมใดมุมหนึ่งที่อนาคตจะย้อนกลับไปโหยหา ส่วนตัวจำได้ถึงวินาทีแรกที่ได้รู้จักกับพวกเธอในมิวสิควิดีโอ Wannabe ซึ่งทุกวันนี้ยังจำความประทับใจอันแรงกล้าในวันนั้นได้อย่างดีว่าดูแล้วมันถึงขั้นตบอกผางพลางกรี๊ดกร๊าดว่า "อีพวกสไปซ์เกิลนี่มันเป้นใครกันแล้วทำมันถึงได้เปรี้ยวเก๋ไก๋และแรงได้ใจขนาดนี้?" ซึ่งปรากฏการณ์ของ Wannabe นอกจากจะสร้างชื่อให้สไปซ์เกิลเป็นตำนานเกิลกรุ๊ปที่เขย่าบัลลังก์ของอาณาจักรเพลงพ็อพไปทั่วทุกมุมโลกแล้วยังทำให้เด็กคนหนึ่งหันกลับมาสนใจรายการโทรทัศนดนตรีสากลทุกวัน (สมัยก่อนที่จะมีUBCและTrue Visionsที่บ้านเป็นIBCมาก่อนค่ะ) แทนการดูการ์ตูนวอล์ทดิสนีย์ โดเมอน เซเลอร์มูน มวยปล้ำหรือพวกขบวนการยอดมนุษย์พิทักษ์โลกแดง ดำ ขาว เขียว ฟ้า น้ำเงิน เหลืองและที่ขาดไม่ได้ชมพูจำพวกไดเรนเจอร์ได้อย่างราบคาบและหันมาสนใจวงการดนตรีมาจวบจนทุกวันนี้ มากไปกว่านั้นพวกเธอยังได้ส่งแรงบันดาลใจให้เด็กคนน้หยิบปากกาขึ้นมาเขียนเรียงความอุทิศถึงความประทับใจที่มีต่อพวกเธอส่งเข้าประกวดในงานสัปดาห์ศิลปะและดนตรีของทางโรงเรียนด้วยแม้จะไม่ได้รางวี่รางวัลปลอบใจใดๆแต่ส่วนตัวแอบภูมิใจสำหรับคำชมของคุณพ่ออธิการที่ว่า "น่ายินดีที่โรงเรียนเรามีเด็กป.4ที่รู้จักศิลปินที่ทันสมัยขนาดนี้ด้วย" (และแน่นอนนะคะว่าเดี๊ยนเป็นคนบุกเบิกการฟังเพลงสากลของป.4ทั้งระดับชั้น หึหึหึ) ตั้งแต่วินาทีนั้นมันทำให้เด็กคนนั้นรักการเขียนค่ะจนทุกวันนี้เขากลายมาเป็นนักรีวิวของบอร์ดนิตยสารForwardmagหนึ่งในนิตยสารที่เขารักและในปีที่7การเป็นนักรีวิวเขาก็ได้ทำหนึ่งในสิ่งที่เคยสัญญากับตัวเองไว้เมื่อตอนป.4ซึ่งก็ลืมไปนานแล้วด้วยนั่นคือ "เขียนถึงความประทับใจที่มีต่อสไปซ์เกิลวงเกิลกรุ๊ปที่เขารักที่สุดให้คนเป็นร้อยๆคนได้อ่าน" ส่วนตัวก็ขอฝากความประทับใจทั้งหมดที่มีต่อสไปซ์เกิลพร้อมทั้งจุดเริ่มต้นของงานเขียนทั้งหมดที่ทุกท่านได้อ่านตลอด7ปี ความรักในเสียงเพลง การคารวะวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของดนตรีพ็อพตลอดกาลและการศรัทธาในการสานฝันของเด็กคนหนึ่งไว้ใน Music Cassanova ครั้งที่2นี้นะคะ

แม้ว่าชื่อของสไปซ์เกิลสำหรับบางท่านจะเป็นชื่อที่สิ้นลมหายใจไปจากสารบบแห่งอุตสาหกรรมดนตรีแล้วก็ตาม แต่สำหรับคนๆนี้ที่พวกเธอมอบความสุขและแรงบันดาลใจผ่านทางทุกสิ่งที่เธอทำไว้มากมายเหนือคณานับขอยืนยันว่าสำหรับเขาชื่อของ "สไปซ์เกิล" ยังคงจะเป็นชื่อที่เปี่ยมด้วยพลังและสดใหม่ในความรู้สึกเสมอ ชื่อของพวกเธอ งานดนตรีของพวกเธอ ยุคของพวกเธอและความประทับใจที่มีต่อพวกเธอยังจะคงรุ่งโรจน์และโลดแล่นในจิตใจของนักรีวิวคาสซาโนว่าท่านนี้ตลอดไปจนกว่าจิตวิญญาณของเขาจะแตกดับ

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Jamie Cullum : The Pursuit : 87%



Jamie Cullum : The Pursuit : 87%

หลังจากที่รีวิวอัลบั้มครั้งที่แล้วดิฉันได้อุทิศความประทับใจให้แก่งานชุดใหม่ของคุณพี่จอห์น เมเยอร์อย่างจริงใจชนิดเต็มรักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับโอกาสสุดว่างในวันนี้คิดว่าคงจะไม่มีศิลปินท่านใดที่จะเหมาะสมแก่การหยิบขึ้นมารีวิวเป็นท่านถัดไปมากไปกว่าคุณพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซ์สุดเฮี้ยวและมากความสามารถอย่างเจมี่ คัลลัมกับสตูดิโออัลบั้มล่าสุด The Pursuit หนึ่งในงานดนตรีที่เดี๊ยนรอคอยมาที่สุดชุดหนึ่งประจำปีนี้เลยทีเดียว

รูปแบบเพลง

ภาคดนตรีใน The Pursuit ยังคงยืนพื้นบนความเป็นครอสโอเวอร์แจ๊ซซ์ตามสไตล์ที่ตัวศิลปินถนัดโดยบูรณษการดนตรีสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ตามธรรมเนียมนิยมเข้ากับภาคดนตรีร่วมสมัยซึ่งส่วนตัวแล้วเดี๊ยนขอคารวะให้คุณพี่เจมี่เป็นหนึ่งในศิลปินแจ๊ซซืมือทองคำแห่งยุคที่เป็นเซียนในด้านการฉีกกรอบความสมบูรณ์แบบและความอนุรักษ์นิยมจากการนำเสนอดนตรีแจ๊ซซ์ในยุคก่อนๆสู่การคินชีวิตให้แก่ดนตรีแจ๊ซซ์เพื่อขึ้นมาโลดแล่นในวัฒนธรรมแห่งดนตรียุคปัจจุบันได้ชนิดสง่างามสุดๆ โดยในงานชุดนี้ถึงคิวของการจับความอลังการในแบบดนตรีคลาสสิคและมิวสิคคัลบรอดเวย์อ่อนๆผสานเข้ากับบีทเต้นรำร่วมสมัยที่ส่วนตัวรู้สึกว่าโดเด่นบนความเป็นเฮ้าส์เจืออิเล็คโทรอินดี้พ็อพอ่อนๆซึ่งคุมทิศทางได้อย่างอยู่หมัดบนความเป็นสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์สุดพลิ้วและอลังการอันเป็นเอกลักษณ์ก่อนจะหยิบมาประสานงากัยภาคการนำเสนอจำพวกคอนเทมโพลารีย์โอลด์สคูลบัลลาดที่ขนมาทั้งบลูส์ โซล อาร์แอนด์บียันกอสเพลตลอดจนเล่นกับจังหวะครึกครื้นสไตล์ฟั้งค์โซลสุดทรงพลังปะทะละทินไต่ระดับไปเล่นกับร็อคและโมเดิร์นแจ๊ซซ์จบข่าว นับว่าเป็นการนิยามดนตรีแจ๊ซซ์ขึ้นสู่ภาพลักษณ์ใหม่ได้อย่างมีมิติและทรงเสน่ห์เช่นเดิม

จุดด้อย

ในแง่ของเนื้องานจะว่าไปก็ยังคงต้องยอมรับว่าเหนือชั้นและน่าประทับใจเช่นเดิม แต่สำหรับเดี๊ยน แหมมมม งานชุดนี้มันไม่มีแทร็คที่แบบเอ่อฟังแล้วโดนใจจัดๆถึงขั้นกรี๊ดดดดน้ำตาไหลพรากแบบ London Skies,Photograh,Catch The Sun,Mind TrickหรือMy Yardเลยอ่ะค่ะ แค่นี้แหละ หึหึหึ ด้อยสะใจพอมั้ยเอ่ย?

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มได้ชนิดโคตรพ่อโคตรแม่อลังการกับ Just One Of Those Thing (5) ที่คัฟเวอร์จากปลายปากกาของโคล พอร์เทอร์นักเขียนเพลงบรอดเวย์และแจ๊ซซืระดับปรมาจารย์ของโลกซึ่งแทร็คนี้เป็นหนึ่งในแทร็คคลาสสิคระดับขึ้นหิ้งที่ศิลปินแจ๊ซซ์ระดับตำนานหลายท่านนิยมหยิบมาคัฟเวอร์ใหม่ในสไตล์เฉพาะตนนะคะ อาทิ เจ้าป้าบิลลี่ ฮอลิเดย์,ซาร่าห์ วอห์น,ดิน่าห์ วอชิงตัน เป็นต้น ต๊ายยยยย อ่านแต่ละชื่อแล้วขนลุกทีเดียวเชียะ สำหรับฉบับของคุณพี่ฮ็อบบิทแจ๊ซซืพรมด้วยสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์พริ้วไสลช่วงเปิดม่านที่หวนให้นึกถึงเพลงที่แสดงในคลับแจ๊ซซ์ช่วงยุค40-50ก่อนจะกลายร่างเป็นบอร์ดเวย์แจ๊ซซืผสานสวิงและบิ๊กแบนด์ชนิดสุดพลังฟังแล้วปลื้มไม่เสร็จมาจวบจนวินาทีนี้ แทร็คถัดไป I'm All Over It (4/5) อินดี้พ็อพแจ๊ซซ์น่ารักๆที่เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวแม้ว่าอาจจะดูน่ารักแบบง่ายๆไม่มีชั้นเชิงไปนิดแต่ถ้าลองเจาะลงลึกแล้วมันมีอะไรที่ดาดดื่นมากกว่าความเรียบง่ายที่ได้ยินกันผิวเผิน ด้วยการยืนพื้นที่สแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์ปูเป็นโครงสร้างตบด้วยร็อคอ่อนๆและการประสานเสียงแบบมิวสิคคัลบรอดเวย์ได้อย่างลงตัวทีเดียว น่ารักดีนะ! อีกเพลงที่ส่วนตัวประทับใจมากๆขอยกให้ Don't Stop TheMusic (4.5/5) คัฟเวอร์จากริฮานน่าที่เก๋ไก่ด้วยการร่ายมนตร์เปลี่ยนร่างเพลงเออร์บันแดนซ์-พ็อพ เทคโนของต้นฉบับให้กลายเป็นสแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์ติดสวิงและโมเดิร์นแจ๊ซซ์สุดหรูหราและเยือกเย็นตามแบบฉบับแจ๊ซซ์อังกฤษได้อย่างเหนือชั้นชนิดที่ถ้าไม่อ่านชื่อเพลงและไม่ฟังท่อนคอรัสก็ไม่รู้ว่าเป็นเพลงคัฟเวอร์ริานน่ามา

ข้ามมาที่ฝั่งบัลลาดอย่าง If I Ruled The World (4.5/5),Love Ain't Gonna Let You Down (4/5),I Think I Love (4/5) และ Not While I'm Around (4/5) ที่มาในแบบของคอนเทมโพลารีย์แจ๊ซซ์บัลลาดที่มาในรสชาติแตกต่างกันไปตั้งแต่โมเดิร์นแจ๊ซซ์ โอลด์สคูลแบบบลูส์โซลและอาร์แอนด์บีที่ไม่ได้ดำปี๋แบบฝั่งมะกัน แจ๊ซซ์เล้านจ์ ไลท์แจ๊ซซ์ตลอดจนกอสเพลออ่นๆ ส่วนตัวชอบหมดทุกแทร็คเลยขอกล่าวชนิดรวบรัดนะคะ ปิดท้ายด้วย Music Is Through (4/5) โดดเด่นด้วยการหยอดดนตรีเฮ้าส์เต้นรำมาวาดลวดลายภายใต้การคถุมเชิงของสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ที่เจ้าตัวถนัดเช่นเดิม จะว่าไปก็เก๋ดีนะเปิดอัลบั้มด้วยแจ๊ซซ์ย้อนยุคจัดๆและปิดท้ายด้วยดนตรีฟิวชั่นยุคอนาคตอย่างนี้ นับว่าเป็นการวางไฮไลท์ได้อย่างมีสีสันน่าสนใจดีแท้

สรุป

สุดท้ายนี้ไม่มีอะไรจะบอกมากไปกว่า "ภูมิใจ" และ "ประทับใจ" งานชุดนี้มากๆ คิดว่ามันเป็นอะไรที่น่ายินดีไม่น้อยนะคะเมื่อเราเลือกที่จะศรัทธาในผลงานของศิลปินสักท่านและได้เห็นว่าตลอดการผจญภัยในโลกแห่งเสียงดนตรีร่วมกันในระยะยาวเกือบสิบปีศิลปินท่านนี้ไม่เคยทำให้เดียนผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนตัวขอยกให้ The Pursuit เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี2009และขอยืนยันว่าชายร่างเล็กท่านนี้ยังคงเป็นอนาคตอันรุ่งโรจน์แห่งดนตรีแจ๊ซซ์ในยุคโลกาภิวัฒน์อย่างแท้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Madonna (Music Cassanova#1)



Madonna (Music Cassanova#1)



Music Cassanova ไม่ใช่งานรีวิวเฉพาะแทร็ค ซิงเกิ้ลหรืออัลบั้มเพลงอย่างที่ดิฉันทำมาตลอด7ปี ในทางกลับกันเป็นงานเขียนที่ย้อนกลับไปอุทิศให้แก่ความประทับใจในตัวศิลปินท่านนั้นๆโดยตรงซึ่งต้องเรียนกับผู้อ่านทุกท่านว่าศิลปินทุกท่านที่ถูกยกขึ้นมาอยู่ในรีวิวนี้เป็นศิลปินที่มีความพิเศษกับเดี๊ยนเป็นการส่วนตัวมากๆไม่ว่าจะเป็นด้วยผลงานที่ทรงพลังจับไปถึงขั้วหัวใจหรืออาจจะเป็นที่ตัวตนของศิลปินนั้นๆที่ให้เกียรติสำหรับการลงมาเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งตลอดจนท่านที่เป็นถึงขั้น "ภาพสะท้อนทางวิญญาณ" จากการที่งานดนตรีของเขาหรือเธอเหล่านั้นมันทะลุทะลวงไปสัมผัสไปถึงแก่นของจิตวิญญาณด้วยอิทธิพล พลังและความสอดคล้องกับตัวตนของเดี๊ยนชนิดมหาศาลจนต้องออกมากว่า "ใช่! งานของคุณกำลังตอบสนองเสียงกรีดร้องเบื้องลึกในจิตใจของฉันอยู่" งานรีวิวชิ้นนี้ถ้าเปรียบหัวใจของผู้เขียนเป็นเสมือนกล่องดนตรี เครื่องเล่นซีดีตลอดจนทันสมัยเฉกเช่น ไอพ็อด ศิลปินทุกท่านที่ถูกเขียนถึงในรีวิวชิ้นนี้ก็ไม่ต่างกับ "ดนตรี" ที่ถูกโชคชะตาลิขิตมาให้ถูกเปิดสะท้อนก้องกังวานและโลดแล่นปลอบประโลมจิตใจของนักเขียนคาสซาโนว่าท่านนี้ทุกเสี้ยววินาทีโดยแท้

จากนิยามข้างต้นเดี๊ยนกล้าพูดว่าไม่สามารถที่จะมีศิลปินท่านใดในโลกนี้ที่เหมาะสมแก่การหยิบมาประเดิมงานรีวิวชิ้นนี้เป็นท่านแรกมากไปกว่า "มาดอนน่า" มหาราชินีแห่งวงการเพลงพ็อพและสุภาพสตรีหมาลยเลขหนึ่งแห่งวงการอุตสาหกรรมดนตรีสากลตลอด3ทศวรรษ ด้วยความที่เธอตอบนิยามด้านบนได้ครบถ้วนทุกข้อไม่ว่าจะเป็นผลงานดนตรีที่ทรงอิทธิพลสำหรับเดี๊ยนตลอดกาล การเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ทัศนคติ ภาพลักษณ์ตลอดจนการเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นภาพสะท้อนอันชัดเจนสำหรับความเป็นรูปธรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่อัดแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของดิฉัน มากไปกว่านั้นผู้หญิงคนนี้เหมือนกับเป็น "สัญลักษณ์" ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังมากๆของบางสิ่งซึ่งตัวเดี๊ยนเองค้นหาเธอมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าคนธรรมดาๆคนนี้จะสามารถเป็นอะไรที่เหนือมนุษยขนาดนั้นได้อย่างไร (อันนี้ชมเจ๊นะ) หากแต่วินาทีแรกที่ได้รู้จักเธอน่าจะประมาณ5ขวบกว่าๆแม้ว่าจะเด็กมากๆแต่แค่มองเธอคนนี้แว๊บเดียวก็สัมผัสได้ทันทีว่า "เธอมีอะไรที่ทรงพลังมากๆอย่างที่หลายๆคนไม่มี" และแน่นอนว่าความประทับใจที่ได้ทำความรู้จักกับเธอครั้งแรกในมิวสิควิดีโอ Like A Prayer ยังคงเป็นอะไรที่สดใหม่จวบจนทุกวันนี้ คำถามที่ได้รับเป็นประจำเมื่อสนทนาเกี่ยวกับผู้หญิงท่านนี้คือ "ชอบอะไรในตัวเธอ?" เนื่องจากต้องบอกตามตรงว่าถึงแม้ว่าเธอจะเป็นถึงระดับราชินีในวงการดนตรีแต่คนใกล้ตัวร้อยละ70ไม่ค่อยมีใครยอมรับในตัวเธอเนื่องด้วยความอคติที่มีต่อสิ่งที่เธอสื่อ หากแต่ส่วนตัวดิฉันถูกกำหนดให้เกิดมานิยมของแรงจึงสามารถตอบได้อย่างฉาดฉานมั่นใจว่า "ชอบมาดอนน่าเพราะเธอกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ" กล่าวคือกล้าที่จะสื่อ กล้าที่จะแตกต่างและไม่กลัวที่จะก้าวให้ล้ำหน้าศิลปินท่านอื่นไม่ว่าจะกี่ระดับก็ตาม ความไร้ขอบเขตของเธอเป็นหนึ่งในสิ่งที่จารึกชื่อของเธอให้เป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่อยู่บนยอดของคำว่า "ออริจินัล" ตลอดกาล ด้วยควมบรรเจิดทางวิสัยทัศน์ทั้งทางด้านดนตรี แฟชั่น ศิลปะและการตลาดที่หลอมทุกสิ่งที่เธอทำให้กลายเป็น "วัฒนธรรม" อันทรงเสน่ห์ที่โลกทั้งใบคอยจับตา นอกจากนี้ด้วยความ "กล้าที่จะสื่อแบบไม่แคร์สื่อ" สำหรับเดียนมาดอนน่าได้ฉีกภาพสัญลักษณ์ทางเพศในอุดมคติอันสูงส่งที่โลกเคยได้รับจากมาริลีน มอนโรให้ราบลงมาสัมผัสกับการตอบสนองสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์ หรือพูดง่ายๆ สันดานดิบคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเซ็กส์ ความรัก ศาสนา การเมือง สังคม วัฒนธรรมและความเป็นไปของฌโลกตลอดจนเรื่องของจิตวิญญาณ น่าแปลกที่เรื่องเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องรอบๆตัวเราหากแต่เมื่อคนๆหนึ่งหยิบขึ้นมาสื่ออย่างเผ็ดร้อนกลับกลายเป็น "เรื่องต้องห้าม" ได้อย่างน่าประหลาดใจ อย่างไรก็ตามควมขบฏ ขวางโลกและปราศจากความแยแสต่อสายตาสังคมของเธอมันเป็นอะไรที่โดนใจและเป็นสายสัมพันธ์อันอบอุ่นที่สื่อสารกับจิตวิญญาณของเดี๊ยนได้อย่างทรงพลังเป็นการส่วนตัวซึ่งมันทำให้คิดถึงบทสัมภาษณ์อันชาญฉลาดที่มาดอนน่าเคยให้ไว้กับนิตยสารฉบับหนึ่งเมื่อ2ปีที่แล้วถึง "ความสัมพันธ์อันล้ำลึกทางจิตวิญญาณระหว่างศิลปินที่ยืนอยู่บนสถานภาพอันทรงเกียรติที่เรียกว่า ดิว่า กับ เกย์" จากการที่เดี๊ยนได้มองดูเธอต่อสู้เพื่อจุดยืนทางภาพลักษณ์และดนตรีที่แข็งแกร่งมาตลอด3ทศวรรษมันไม่ต่างจากภาพสะท้อนอะไรที่ฉายกลับมาให้เห็นถึงภาพเดียวกันกับมรสุมซึ่งคนที่เป็น "เกย์" ต้องเผชิญในสังคมจากการต้องต่อสู้เพื่อจุดยืนในสิ่งที่ตัวเองเป็นตลอดจนการลุกขึ้นยืนเพื่อปกป้องสิทธิและเรียกร้องการปฏิบัติที่เสมอภาคในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของสังคม เห็นได้ชัดว่าเป็นจริงอย่างที่เธอพูดว่า "ความเป็นดิว่าในตัวเธอกับความเป็นดิว่าในตัวของพวกเรามันขับขานซึ่งกันและกันเสมอ" ตอบคำถามได้ดีเสียจนนางสาวไทยอายกันไปข้างเยี่ยงนี้ดิฉันจึงไม่แปลกใจว่าทำไมบรรดาเพื่อนๆชาวเกย์ส่วนใหญ่รวมถึงดิฉันซึ่งเป็นหนึ่งในนั้นต่างยินดียกตำแหน่ง "พระเจ้าของเพศที่3" ให้วีรสตรีนางนี้ชนิดไร้ข้อกังขาใดๆ

จุดสรุปส่งท้ายสำหรับสิ่งที่ "ประทับใจ" ในตัวของศิลปินที่ชื่อ มาดอนน่า มากที่สุดนั่นคือ ไม่ว่ากี่ครั้งที่จะหลอมและหล่อตัวเองขึ้นในภาพลักษณ์ใหม่ๆแต่จิตวิญญาณของความเป็นมาดอนน่าที่เคยสัมผัสตั้งแต่รู้จักกันในวินาทีแรกมันไม่เคยละลายไปไหน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการดนตรีท่านนี้ยังคงเป็นคนเดิมกับที่เคยประทับใจเมื่อตอน5ขวบตลอดมาและเป็นมาดอนน่าคนเดิมตั้งแต่โลกได้จารึกชื่อของเธอมาร่วมจะ3ทศวรรษ ปฐมบทของ Music Cassanova ขอจารึกชื่อของ "มาดอนน่า" มหาราชินีแห่งวงการเพลงพ็อพท่านนี้ให้เข้าสู่พิพิธภัณฑ์ทางดนตรีในหัวใจที่ถ่ายทอดออกมาในรูปงานเขียนเป็นท่านแรกของนักรีวิวคาสซาโนว่าคนนี้ ในฐานะความทรงจำทางดนตรีที่หอมหวานที่สุด ศิลปินหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดและแน่นอนผู้ชนะที่ยืนอยู่เหนือความเชี่ยวกรากของอุตสาหกรรมดนตรีแห่งวัฒนธรรมกระแสหลักตลอดกาล

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

John Mayer : Battle Studies : 83%



John Mayer : Battle Studies : 83%


พฤศจิกายนนี้นับว่าเป็นอีกเดือนที่บรรดาศิลปินในดวงใจของดิฉันต่างพากันทยอยนำเสนอผลงานใหม่ๆออกสู่ตลาดให้เป็นที่ระทึกเติมเชื้อไฟและสีสันให้มีกำลังใจติดตามวงการดนตรีกันอีกครั้งหลังจากที่ซบเซาและจืดชืดเป็นช่วงๆ - - คิดว่าวงการเพลงสากลช่วง2-3ปีหลังนี่เป็นอะไรที่ป่วยหนักสุดๆ - - ศิลปินที่ว่าก็มีคุณจอห์น เมเยอร์มือวางอันดับหนึ่งในดวงใจฝ่ายชายของดิฉัน อีตาฮ็อบบิทแจ๊ซซสุดทะเล้นแต่มากไปด้วยความสามารถและพรสวรรค์ชวนสะพรึงอย่างเจมี่ คัลลัมที่ขอให้เครดิตนิดนึงว่าอัลบั้มล่าสุดของคุณเธอโดยรวมแล้วดิฉันขอยกให้ติดท็อป10งานที่ดีที่สุดประจำปีนี้ของดิฉันไปเลยทีเดียว ตลอดจนการเปิดตัวในฐานะศิลปินโซโล่ครั้งแรกของจูเลี่ยน คาสซาบลังก้าอดีตสมาชิก The Strokes ลามไปถึงฝากคุณๆสุภาพสตรี ก็น่าสนใจไม่แพ้กันตั้งแต่งานรวมซิงเกิ้ลสุดฮิตของคุณนาย บริทนีย์ สเปียรส์ เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพสุดอมตะนิรันดร์กาล ดิว่าจากฝั่งโซลอาร์แอนด์บีอย่าง อลิช่า คียส์ ก็ลงมาร่วมรบและทีนพ็อพไอค่อนสุดร้อนแรงและหนึ่งในเทพีสีม่วงประจำทศวรรษอย่าง ริฮานน่า ก็มา แหมมมมมมมมมมมๆๆๆๆๆๆว่าแล้วดิฉันนี่ก็อยากจะจับมาเขียนถึงซะให้หมดทุกท่านไปหากแต่ติดที่ว่ามีเวลาเพียงพอสำหรับแค่ท่านเดียวซะได้นี่ว่าแล้วก็ขอเลือก Battle Studies สตูดิโออัลบั้มชุดที่4จากคุณจอห์น เมเยอร์ (ไม่นับTry!) ขึ้นมารีวิวชนิดไม่ลังเลและไม่ต้องอาศัยการพิจารณาแต่ประการใด

รูปแบบดนตรี


จากการนิยามเอกลักษณ์ทางภาคดนตรีอันเรียบง่ายบนพื้นฐานของความเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคใน Room For Square สตูดิโออัลบั้มชุดแรกสู่ย่างก้าวที่ดิบ หม่นและเกรี้ยวกราดขึ้นอีกหลายระดับใน Heavier Thing และ Try! ที่ผสานลูกเล่นของบลูส์ร็อคดิบๆเข้ากับมนตร์เสน่ห์จากบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักหน่วงที่ย้อนกลับเข้าสู่ภาคการนำเสนอดนตรีตามธรรมเนียมฟั้งค์ร็อคที่ได้รับอิทธิพลมาจากช่วงยุค60-70 ก่อนจะขยับเข้าสู่จุดสมดุลใน Continuum ที่บูรณาการความเป็นพ็อพเข้าและโฟล์คจากงานชุดแรกระบายร่วมกับบลูส์ร็อคหม่นๆและคันทรีย์ดิบสดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้อย่างเกิดเอกภาพและแน่นอนว่าเป้นทฺศทางที่ดีสู่การปูทางไปสู่การรังสรรค์ดนตรีคุณภาพในอนาคต ส่วนตัวขอบอกว่าประทับใจงานชุดนี้มากจนขอยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดตลอดกาล (มาสเตอร์พีซ) จากจอห์น เมเยอร์เลยทีเดียว สำหรับย่างก้าวใหม่ใน Battle Studies ส่วนตัวรู้สึกว่าภาคการนำเสนอยังคงวัฒนธรรมในรูปแบบเดียวกันกับ Continuum ค่อนข้างสูงหากแต่เรียบง่าย ฟังง่านและผ่อนคลายบนการยกระดับลูกเล่นของความเป็นพ็อพโฟล์คอคูสติคในอัลบั้มแรกให้มีบทบาทชัดเจนและเข้มข้นขึ้นกว่าที่ได้ยินจากงานชุดที่แล้วอีกหลายช่วงตัวพร้อมเหยาะความเป็นบลูส์ร็อคและคันทรีย์เข้าไปผสานได้อย่างเกิดเอกภาพเช่นเดิม จะว่าไปไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้ดาดดื่นก็จริงแต่ก็นับว่าเหนือชั้นและทรงคุณภาพเช่นเดิมและที่สำคัญเพราะมากๆๆๆๆๆฟังกันไปเถิดดดด

จุดด้อย


บางทีคำว่า "ผ่อนคลาย" กับ "ตกจากมาตรฐาน" ในอุตสาหกรรมดนตรีอาจจะห่างกันไม่กี่เส้นฟางได้จริงๆนะคะ ในกรณีของจอห์น เมเยอร์ชุดนี้นี่เดียนคงต้องยอมรับว่าฟังแล้วรู้สึกประทับใจน้อยที่สุดและคิดว่าดีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดางานทุกชุกที่ผ่านมา ผิดหวังมั้ย? ก็ไม่หรอก เพียงแต่คงต้องบอกว่า "ออกมาไม่ได้อย่างที่หวังไว้" มากกว่า แต่ถ้าจะว่าไปมองในมุมของการที่เห็นศิลปินหลายท่านที่ทำงานหลังจากที่ผ่านจุดที่สมบูรณ์แบบสุดๆมาแล้วและต้องการละจากจุดที่ว่ามาทำอะไรที่มันง่ายๆ ผ่อนคลายตลอดจนแกนๆไปบ้างซึ่งถ้าเอางานของจอห์น เมเยอร์ชุดนี้ไปเทียบกับพวกหมวดสูงสูดคืนสุ่สามัญหลายท่านเหล่านั้นนี่คิดว่างานชุดนี้ยังอยู่ในระดับที่ต้องจัดว่าประณีตและหรูหราในหมวดทรงคุณภาพทีเดียว แต่น่าเศร้าที่บางทีผู้บริโภคบางท่าน เช่น "ดิฉัน" อาจจะไม่สามารถละจากจุดที่ว่าตามศิลปินไปได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นอะไรที่อาจจะกระทบกับความรู้สึกเล็กน้อยด้วยความที่แรงขับเคลื่อนทางดนตรีและความทรงพลังที่เคยสัมผัสได้มันจางหายไปเยอะจนน่าตกใจจนถึงลูกเล่นที่เคยเป็นเอกลักษณ์อันทรงเสน่ห์กลับกลายเป็นอะไรที่ค่อนข้างจืดชืดและซ้ำซากน่ารำคาญไปเสียฉิบ จะหาว่าอคติก็คงไม่ถูกเพราะว่าชอบตานี่มากจะหาว่าหูไม่ถึงก็คงไม่ใช่อีก ไม่ได้อีโก้แต่ส่วนตัวคิดว่าฟังงานดนตรีที่ดีถึงขีดสุดมาเยอะและงานชุดนี้คงนับรวมกับนิยามที่เรียกว่า "ถึงขีดสุด" ได้ยากถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตาลำเอียง รวมถึงจะหาว่ายึดติดกับความสมบูรณ์แบบเพียงคนเดียวก็คงไม่ใช่เพราะงานวิจารณ์จากหลายสำนักก็โปรยคำว่า "Mediocre" ให้อ่านกันชนิดละลานตา นี่แหละหนา กรรมของศิลปินที่ทำงานแบบเหนือเมฆเหนือระดับมาตลอด


แทร็คเด็ด


เริ่มด้วย Who Says (4/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัว บนภาคดนตรีพ็อพโฟล์คอคูสติคสุดเรียบง่ายติดกลิ่นคันทรีย์และบลูส์จางๆ แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าทำออกมาได้ง่ายจนแลดูขาดชั้นเชิงไปนิดแต่นับว่ายังคงสามารถรักษาเสน่ห์ของเมโลดี้ที่เพราะติดหูรวมถึงสำยัดสำนวนสุดเชือดเฉือนในแบบฉบับของจอห์น เมเยอร์ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว พิสูจน์ได้อีกเพลงใน War Of My Life (4.5/5) อีกหนึ่งพ็อพโฟล์คอคูสติคบริสุทธิ์สุดไพเราะอบอุ่นที่ตอกย้ำอิทธิพลที่ได้รับจากงานชุดแรกได้อย่างลึกไปอีกหนึ่งระดับ แม้ว่าอาจจะดูวนเวียนล่องลอยไปกับสูตรสำเร็จเดิมๆก็ตามแต่สูตรที่ทำออกมาแล้วมันสร้างความสำเร็จทุกทีแบบนี้มันก็ควรค่าต่อการชอบและการชม พูดถูกใช่มั้ย? มาที่ Edge Of Desire (4.5/5) ซึ่งเป็นแทร็คติดกัน ตัวเพลงผสานความเป็นคันทรีย์ที่เจือบลูส์และโซลเข้าไปเสริมทัพได้อย่างลงตัว ในแง่ของชั้นเชิงแม้จะเหนือกว่าทั้งสองแทร็คข้างต้นในแง่ของกึ๋นและลวดลายทางดนตรีหากแต่ส่วนตัวชอบแทร็คที่เขียนถึงก่อนหน้านี้มากกว่า ด้วยความที่เพราะติดหูและตอบความเป้นจอห์น เมเยอร์ที่ต้องการเป็นการส่วนตัวได้ตรงจุดกว่า ประทับใจเสียงกีตาร์บลูส์เชือดๆท้ายเพลงมากกกกกกกกกกกกกก

สำหรับ Half Of My Heart Feat. Taylor Swift (5) ที่ร่วมงานกับเทย์เลอร์ สวิฟท์นับว่าเป็นอีกแทร็คที่เพราะและโดดเด่นเรียกได้ว่าที่สุดของงานชุดนี้เลยก็ว่าได้ ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์คันทรีย์พ็อพโฟล์คอคูสติคใสๆที่หวานหยดและติดหูมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นอีกหนึ่งในแทร็คที่สามารถสะท้อนความสามารถในการรังสรรค์ภาคเนื้อหาด้วยวาทะศิลป์อันทรงเสน่ห์สุดร้ายกาจและอัจฉริยะของพี่จอห์นได้อย่างดี "I Was Born In The Arms Of Imaginary Friends.ree To Roam,Made A Home Out Of Everywhere I've Been" อ่านแล้วขนลุกทีเดียว จะว่าไปเพลงนี้คุณพี่ไม่จำเปนต้องลากคุณน้องเทย์เลอร์มาร่วมทรมานฮู้ๆ ฮ้าๆด้วยมันก็สมบูรณ์แบบอยู่แล้วอ่ะค่ะ อะไร้ เอาดาวรุ่งอย่างน้องเขามาร่วมงานด้วยทั้งทีจะให้เครดิตร่วมร้องมากกว่านี้ก็ไม่ได้ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยแท้ หึหึหึ ต่อด้วย All We Ever Do Is Say Goodbye (4/5) พ็อพโฟล์คอคูสติคเจือความหมองหม่นในแบบบลูส์โซลผสานคันทรีย์เข้าไปได้อย่างมีชั้นเชิง เรียบง่ายชนิดไม่มีอะไรหากแต่ทะลวงใจโดยแท้ฟังแล้วนึกถึง I Don't Trust Myself (With Loving You) จากชุกที่แล้วในแบบที่โรยแรงกว่าน่ะค่ะ ปิดท้ายด้วย Friends,Lovers,Or Nothing (4.5/5) ดิบ ดุและทรงพลังที่สุดในงานชุดนี้แล้ว ด้วยภาคดนตรีโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนดืบีผสานบลูส์ร็อคที่โดเด่นบนความเป็นบลูส์โซลคันทรีย์ฟั้งค์หนักหน่วงดิบกร้าวหากแต่นุ่มละมุนและทรงเสน่ห์เมื่อถูกถ่ายทอดโดยจอห์น เมเยอร์ เหนือสิ่งอื่นใดภาคเนื้อหาที่สะท้อนสัจธรรมของสถานภาพทางความรักได้อย่างเหนือชั้นหรือจะคิดให้ลึกกว่านั้นมันสามารถระบุถึงความเป้นของวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ในปัจจุบันของมนุษยชาติกลายๆได้อย่างดีทีเดียว


สรุป
งานธรรมดาๆหากแต่ทรงคุณภาพที่ส่วนตัวอยากจะลองแนะนำคอดนตรีทุกท่านให้ลองฟังและถึงแม้ว่าความสมบูรณ์แบบจากบรรดางานชุดก่อนหน้านี้จะถูกถอดออกไปมากก็ตามแต่บทสรุปที่ Battle Studies ได้รับจากเดียนคงหนีไม่พ้น "การเป็นหนึ่งในอัลบั้มพ็อพที่ดีที่สุดในปี2009ทีเดียว"

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Victoria Beckham : Victoria Beckham : 60%



Victoria Beckham : Victoria Beckham : 60%

เหตุเกิดหลังจากที่ดิฉันได้กระหน่ำตั้งกระทู้รีวิวเพลงเดี่ยวของบรรดา5สาวสไปซ์อย่างเมามันส์ในอารมณ์เมื่อประมาณ2-3สัปดาห์ที่แล้ว พอได้มานังอ่านอีเมลล์เล่นๆนี่ ต๊ายยยยยยยยยยยยยยๆๆๆๆๆๆ ออกจะเป็นปลื้มค่ะเนื่องจากหญิงวิคของเดี๊ยนได้รับฟีดแบ็คจากคนอ่านชนิดที่เริ่ดเกินคาดสุดเดช (89รีเควสอยากอ่านงานชุดนี้ เหอๆๆๆๆ) เอาล่ะค่ะถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรยอดขายตลอดจนโอกาสที่จะได้เห็นเธอในฐานะศิลปินแล้วก็ตาม แต่แหม รีเควสศิลปินที่ส่วนตัวชอบมากๆเข้ามาขนาดนี้แล้วดิฉันก็ต้องขอเนรมิตให้อ่านกันอย่างทันท่วงทีซักหน่อย เพราะล่าสุดคนอ่านบางท่านบ่นมาว่าเจองานของอีติ๊และโปรดิวซ์เซอร์นางทำพิษอยากได้อะไรฟังง่ายๆมาล้างหูหน่อย วิคตอเรียนี่พ็อพพอสำหรับพวกเจ้า บ่?

รูปแบบเพลง

งานของหญิงวิคยืนพื้นอยู่บนภาคดนตรีพ็อพสูงโด่ชนิดที่ไม่ต้องนั่งปวดหัวจำแนกดนตรีครงสร้างหลักกันให้มากความ โดยตัวงานโดดเด่นด้วยการระบายสีสันจากลูกเล่นของความเป็นอาร์แอนด์บีในแบบฉบับที่นิยมนำเสนอกันในงานของพวกบอยแบนด์เกิลแบนด์ปลายยุค90ถึงต้นทศวรรษ2000ก่อนจะคุมทิศทางด้วยแด๊นซ์และอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บัลลาดเข้าไปผสานชนิดเสร็จสรรพพร้อมขาย สิริรวมแล้วคงไม่ต้องบรรยายนะคะว่างานของเจ๊วิคจะออกมาเซฟที่สุดในบรรดางานโซโล่ของ5สาวกล่าวคือเป็นงานที่ฉีกจากความเป็นสไปซ์เกิลน้อยที่สุด ไม่ได้พ็อพบับเบิ้ลกัมจ๋าขนาดเอ็มม่าตลอดจนไม่ได้ฉีกตัวเองออกไปจนแถบหลุดกรอบแบบงานของสองเมล.....

จุดด้อย

........ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ทำงานออกมาเซฟขนาดนี้แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากถ้าวัดกันจริงๆแล้วเพลงของเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรออกจะฟังง่ายขายง่ายด้วยซ้ำยิ่งมาได้ภาพลักษณ์ของเจ๊วิคสมัยสไปซ์เกิลที่ก็โดดเด่นเป็นที่น่าจับตาไม่แพ้ใตรหน้าไหนในทีม (ซึ่งจะว่าไปก็แปลกเพราะสไปซ์เกิลเป็นวงที่ต้องบอกว่าสมาชิกนี่แม่งเด่นกันทุกคนเลย ไม่มีใครน่าสนใจน้อยกว่าใครซึ่งหายากมากๆในโลกเกิลแบนด์ตลอดจนบอยแบนด์ยังทำไม่ได้คลาสสิคระดับอี5เจ๊เลยคิดเอา หึหึหึ อันนี้ในด้สนภาพลักษณ์ล้วนๆนะคะ) อย่างไรก็ตามนั่งพิจารณษกันดีๆแล้วเพลงเพราะเพลงเซฟแต่เอาจริงๆคงต้องบอกว่าไม่มีจุดเด่นทางดนตรีอะไรที่ชัดเจนนอกจากความเป็น "วิคตอเรีย" ที่เจิดจรัสออกมาชนิดแสบตาทีเดียวคือถ้าติดตามสไปซ์เกิลมานี่ฟังแล้วคงต้องบอกเลยล่ะค่ะว่า "ปฏิเสธไม่ออกว่างานแบบนี้นี่มันวิคตอเรียจริงๆทั้งดนตรีและการร้อง" ระบายภาพลักษณ์ลงสู่ตัวงานได้ขนาดนี้มันก็น่าจะขายดิบขายดีถ้าผู้บริโภคไม่เหมารวมความหมั่นไส้เข้าไปในการซื้อด้วยเลยทำให้อีเจ๊วิคเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ดีในฐานะศิลปินคุณภาพผู้บุกเบิกการผลิตงานดนตรีที่อยู่ในระดับที่ดีออกมาหากแต่ถูกมองข้ามเนื่องจากภาพลักษณื์ส่วนตัว (เครดิต เจ๊นาโอ บอร์ดFF) ได้ข่าวว่าอีเจ๊นี่มีช่วงนึงสลับกันวิ่งขึ้นลงอันดับหนึ่งสองในอันดับบุคคลที่ถูกเกลียดโหวตว่าเป็นผู้ที่ประชาชีอังกฤษเหม็นขี้หน้าที่สุดเลยนี่คะ ต๊ายยยยย น่าสงสาร หึหึหึหึ

ในส่วนของภาคดนตรีอย่างที่ได้บอกไปนะคะว่าไม่มีอะไรโดดเด่นไปมากกว่าความเป็นงานของวิคตอเรียซึ่งก็อาจจะไม่ถูกใจผู้ฟังที่ต้องงานพ็อพอาร์แอนด์บีระดับทรงพลังสุดขีดศักยภาพแต่ส่วนตัวกล้าการันตีนะคะว่า "ไม่ใช่งานที่แย่" เชื่อว่าถ้าเปิดใจและลองรับฟังโดยปราศจากอคติล่ะก็จะเห็นว่าสามารถรักษาเนื้องานโดยรวมให้อยู่ในระดับที่น่าฟังได้อย่างมั่นคงทีเดียวตลอดจนนำเสนอเนื้องานออกมาได้อย่างสมกับความเป็น "พ็อพ" (เครดิต พี่แชมป์ ปริศร์ นิตยสารPOP) ชนิดที่อาจจะเป็นเพื่อนที่ดีในระยะยาวของผู้ฟังบางท่านได้เลบยทีเดียว ขนาดดิฉันที่ใครๆเขานินทากันหลังไมค์ว่าทำเก๋ ทำแนว ทำเป็นอินดี้ยังไม่พ้นที่จะนั่งฟังงานชุดนี้จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ8ปีแล้วนะ เออ

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มด้วย Not Such An Innocent Girl (3/5) ซิงเกิ้ลแรกที่สามารถบ่งบอกภาพรวมของงานชุดนี้โดยเฉพาะในส่วนของภาพลักษณ์แบบเริ่ดๆจิกๆตลอดจนภาพรวมของทัศนคติของคุณนายวิคตอเรียจากศรีษะจรดตีนได้อย่างครบถ้วนเหนือชั้นภายในเวลาไม่กี่นาที ตัวเพลงเป็นพ็อพแด๊นซ์ผสานอาร์แอนด์บีอ่อนๆที่นอกจากจะมรทีเด็ดที่ท่อนฮุคเก๋ไก๋ติดหูจัดๆแล้วยังใส่ความแบบว่าเริ่ดแบบว่าเชิ่ดฮ่ะ (เครดิต มาม่าเมย์ บอร์ด FF) ในแบบฉบับที่โลกนี้มีวิคตอเรีย เบ็คแฮ็มนางเดียวเท่านั้นที่ทำได้ลงสู่ตัวเพลงได้อย่างสยองขวัญจนดิฉันแถบจะจุดธูปขึ้นไหว้สามดอกเลยทีเดียว เพลงนี้ต้องหล่อนร้องเท่านั้นค่ะเจ๊ หึหึหึ ตามมาติดๆกับ A Mind Of Its Own (4/5) ซิงเกิ้ลที่สอง อดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพอาร์แอนด์บีละเมียดละไมกึ่งบัลลาดที่ตัวเพลงดีไซน์การนำเสนอการใช้ลูกเล่นแร็พสลับด้วยการเบรคร้องช่วงคอรัสได้อย่างมีเสน่ห์ (ท่อนคอรัสเพราะมากๆ) ส่วนตัวคิดว่าเป็นแทร็คที่ดีที่สุดในงานชถุดนี้เลยทีเดียวรวมถึงประทับใจที่สามารถนำเสนอได้อย่างมีชั้นเชิงเกินกว่าที่เคยคาดไว้จากเธอทีเดียว คิดถูกที่ตัดเป็นซิงเกิ้ล! และสมมุติว่าถ้างานชุดนี้ขายได้ดีกว่านี้และมีโอกาสเลือกซิงเกิ้ลตัดโปรโมตต่อไปล่ะก็แน่นอนว่าสำหรับเดียนไม่มีแทร็คไหนที่เหมาะสมไปกว่า That Kind Of Girl (3/5) ที่เคยรีวิวไปแล้วในกระทู้ด้านล่าง มิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดนิ้งๆที่ทำออกมาได้เพราะและโดดเด่นมากๆถึงขั้นที่รีวิวไปแค่เพลงเดียวสั้นๆแต่มีอีเมลล์ร่อนมา80กว่าฉบับขอรีเควสงานชุดนี้อ่ะค่ะ อีแบบนี้คิดว่าน่าตัดเป็นซิงเกิ้ลมั้ยล่ะ สำหรับแทร็คที่เห็นว่าอีกหลายๆท่านพูดถึงคือ Midnight Fantasy (3/5) อาร์แอนด์บีพ็อพผสานจังหวะเต้นรำอ่อนๆน่ารักๆซึ่งเป็นหนึ่งในแทร็คที่เดียนชอบที่สุดในงานชุดนี้เลยทีเดียวรวมถึงต้องขอสารภาพนะคะว่าส่วนตัวก็ไม่ได้คาดหวังจะได้ยินอะไรน่ารักๆขนาดนี้จากงานอีเจ๊ด้วย เฮ้อ แม้ว่าจะหมดหวังไปแล้วแต่จำได้ว่าก่อนหน้านี้เชียร์ให้ตัดเป็นซิงเกิ้ลอย่างออกนอกหน้าเหมือนกันนะ

สำหรับส่วนของบัลลาดส่วนตัวต้องขอบอกว่าถ้าวัดจาดมาตรฐานของเจ๊วิคแล้วคิดว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดไว้เลยทีเดียว ต้องบอกว่าอย่ในระดับที่ดี ขอยกมาพูดสองเพลงนะคะเริ่มที่ I.O.U (4/5) ที่เป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์พ็อพบัลลาดที่ผสานบีทอาร์แอนด์บีเข้ากับเมนท์สตรีมออเครสตร้าสุดอลังการได้อย่างลงตัวมาชนกับย้ำเสียงของเจ๊วิคที่แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทรงพลังหรือมีลูกเล่นล้ำเลิศสะท้านมิติยุทธภพมากมายหากแต่สำหรับเดี๊ยนออกมาลงตัวและไพเราะมากๆเลยทีเดียว แหม เจ๊วิคนี่ชอบทำอะไรที่ไม่เคยคาดถึงได้เสมอเลยนะเนี่ย ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Every Part Of Me (4/5) อีกหนึ่งอดัลท์คอนเทมโพลารีย์อาร์แอนด์บีพ็อพบัลลาดที่อาจจะไม่เพราะสำหรับบางท่านแต่กับเดียนเพลงนี้ดีได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังเสียงอะไรมากมายเลย ส่วนตัวประทับใจสิ่งที่เจ๊วิคร้องและสื่อออกมาได้น่าประทับใจคือมันเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนด้านที่นุ่มละมุน เปี่ยมสุขตลอดจนหล่อหลอมจิตวิญญาณในอีกแง่ของวิคตอเรียที่ส่วนตัวไม่เคยสัมผัสมาก่อนลงสู่โลกแห่งเสียงเพลงของเธอได้อย่างเหนือชั้นมากๆ เป็นเพลงบัลลาดที่โคตรจะธรรมดาและอาจจะง่อยเงือกน่าเบื่อสำหรับบางท่านแต่สำหรับดิฉันที่เป็นแฟนเพลงเจ๊ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในด้านที่อบอุ่นน่ารักที่สุดเท่าที่เคยได้รับจากผู้หญิงท่านนี้ และแน่นอนมีค่าอย่างยิ่งสำหรับจิตใจแฟนเพลงคนนี้มากๆ

สรุป

มีอีเมลล์ฉบับหนึ่งถามว่า "ควรซื้อมั้ย?" ก็ถ้าคุณไม่ยึดติดกับงานดนตรีที่ต้องออกมาสมบูรณ์แบบ ทรงพลังตลอดจนน้ำเสียงเลิศเลอระดับที่มารายห์หรือคริสทิน่าทำได้รวมถึงไม่ได้หวังงานอาร์แอนด์บีที่แรงในระดับเดียวกันกับบียอนเซ่และงานที่โดดเด่นมากๆในแบบมาดอนน่าหรือบริทนีย์ สเปียรส์ เพราะต้องบอกตามตรงว่าวิคตอ เรียสู้ชื่อที่กล่าวมาไม่ได้สักชื่อแน่นอนต้องยอมรับกันตรงๆหากแต่ถ้าคุณอยากจะลองเปิดใจและโลกทัศน์ที่จะรับฟังงานพ็อพธรรมดาๆที่โดนครหาว่าแย่ด้วยยอดขายที่น้อยและภาพลักษณ์ของศิลปินที่ทำให้เนื้องานโดนมองข้ามก่อนจะได้มารับรู้ว่า "อันที่จริงงานชุดนี้ไม่ได้แย่อยางที่เขาว่ากัน" คิดว่างานชุดนี้เป็นงานที่คุณควรซื้อ แม้จะบอกได้ไม่เต็มปากว่าทรงคุณภาพหากแต่อย่างน้อยก็อาจจะสามรถเป็นเพื่อนในระยะยาวที่ดีสำหรับคุณตลอดจนสอนสัจธรรมในโลกแห่งอุตสาหกรรมดนตรีให้ได้เรียนรู้ว่า "บางทีเราอาจจะพลาดงานที่ดีกับเราไปเพียงเพราะมัวแต่ไปสนใจคำวิจารณ์ในแง่ลบตลอดจนยอดขายที่น้อยชนิดน่าขายหน้าก็ได้ แต้ถ้าเราฟังแล้วชอบมันก็มีค่ากับเรานี่ะจะไปสนอะไร " สุดท้ายความสุขในการเสพย์ดนตรีมาจากการลิ้มลองสัมผัสด้วยตัวคุณเองทั้งสิ้นไม่ต้องสนใจโรลลิ่งสโทน ออลมิสิค นิตยสารปอปตลอดจนแนสทิน่า ถ้าสนใจที่จะฟังมากๆลองฟังแม่งเลย

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Santigold : Santogold : 91%


Santigold : Santogold : 91%

ครั้งที่แล้วได้ลงงานของ M.I.A ไปแล้วนะคะซึ่งก็แหมๆๆๆๆๆเมื่อมีM.I.Aแล้วจะขาดซานติโกลด์ได้ยังไงเนอะด้วยความที่ช่วงหลังๆมีการร่วมฟีทเจอริ่งในงานของศิลปินเดียวกัน ออกทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกันตลอดจนเป็นโปรดิวซ์เซอร์ของคริสทิน่าสองท่านที่โดนร่อนรีเควสมาถามถึงรีวิวอัลบั้มเต็มมากที่สุดใกล้ๆกันเลย หากแต่ส่วนตัวที่ตัดสินใจรีวิวนังเมียก่อนเนื่องจากมัคนอ่านสนับสนุนเยอะกว่าในแง่ของรีเควส รีวิวได้ง่ายกว่าตลอดจนเนื้องานทำออกมาได้ถูกจริตกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับวันที่ว่างมากๆวันนี้เดี๊ยนไม่เห็นว่าจะมีศิลปินท่านใดที่เหมาะสมแก่การมารีวิวเป็นงานอดิเรกเพื่อเข้าคอลเล็คชั่นส่วนตัวของเดียนเท่ากับเธอคนี้ในฐานะเพื่อสาวสุดอาร์ตคนใหม่ล่าสุดในวงการของเดี๊ยน

รูปแบบดนตรี

Santogold เป็นสตูดิโออัลบั้มแรกภายใต้ชื่อเดียวกับศิลปินที่วางแผงเมื่อปี2008ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อตัวเองมาเป็นSantigoldทีหลังเนื่องจากปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์การใช้ชื่อที่ชื่อของอีเจ๊แกดันไปปะทะเข้าเต็มรักกับแบรนดอัญมาณีอะไรซักอย่างเนี่ยแหละค่ะ สำหรับแนวเพลงในงานชุดแรกเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของอิเล็คโทรนิค นิวเวฟ อินดี้ร็อค โพสท์พั้งค์ แด๊นซ์ฮอลล์ อัลเทอเนทีฟแดนซ์ตลอดจนดั๊บออกดอกผลมาเป็นงานดนตรีโคตรอาร์ทและเท่ห์จัดชนิดที่ดิฉันนั่งฟังครั้งแรกถึงกับอึ้งไปกับอัจฉริยะภาพทางดนตรีตลอดจนความบ้าพลังล้นเหลือที่แม่คุณกระหน่ำยัดลงไปซะเกินพิกัดในงานชุดนี้ หากแต่ แหมมมมมมมม มันปฏิเสธไม่ได้นะคะว่างานออกมาดูดี๊ ดูดีค่ะเธอ

จุดด้อย

เอาจริงๆฟังไปนานๆแล้วมันก็ไม่ใช่งานที่ฟังยากเหมือนที่เล่นซะสยองขนหัวลุกในรอบแรกนะคะ ฟังง่ายมากๆหากแต่ "เข้าใจยาก" มากกว่าด้วยความติ๊สท์จัดๆในการนำเสนอของเธอตลิอดจนภาคดนตรีที่ตึ๊บมาในแง่ของรายละเอียดที่ใส่ลงไปเอาใจผู้ฟังชนิดแออัดยัดทะนานจนผู้ฟังบางส่วนที่ภูมิต้านทนทางดนตรีแนวนี้ไม่แข็งกล้าพอ "เฉกเช่น ดิฉัน" ถึงกับมึน คืออีฟังเพลินๆไม่เท่าไรหรอกค่ะหากแต่ถ้าฟังแบบจะเก็บรายละเอียดข้อมูลมารีวิวล่ะก็ แหกกกกกกกกกกก อีกประเด็นคือส่วนตัวไม่รู้ว่าจะจัดแม่คุณไปไว้ในหมวดหมุ่ไหนดีเนื่องจากภาคดนตรีคุณนายมาชนิดที่กว้างและใส่น้ำหนักความชัดเจนลงมาเท่ากันมากๆ จะตอบว่า "อินดี้" เฉยๆก็แลดกำปั้นทุบดินจะอิเล็คโทรนิคไปเลยก็ดันมีนิวเวฟ มีอัลเทอมีโน่นมีนี่ปนมาเฉียบขาดพอกันทุกแทร็คหมด เข้าข่ายศิลปินคุณภาพที่หาศาลสิงไม่ได้อีกนางแล้ว
ป.ล. ได้ข่าวว่าหนู Paraduzer ประทับใจงานชุดนี้มากเลย ครับผม!!!

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มด้วย L.E.S Artiste (4.5/5) อัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคติดกลิ่นอายนิวเวฟช่วงยุค80ตบด้วยเบสส์ฟั้งค์และบีทอิเล็คโทรนิคตามมาติดๆก่อนจะเหยาะความเป็นพ็อพเข้าไปเพิ่มความละมุนละไมได้อย่าลงตัว ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ตอกหน้าพวกวอนน่าบีได้อย่างแสบทรวงยิ่งไปกว่านั้นเป็นหนึ่งในแทร็คที่ฟังง่ายที่สุดเป็นลำดับต้นๆของอัลบั้มแล้วค่ะ แทร็คถัดไป You'll Find A Way (5) ต๊ายยยยยยยยย เท่ห์โคตรๆค่ะ ตัวเพลงเป็นอัลเทอเนทีฟอินดี้ร็อคที่โดดเด่นบนสรรพสำเนียงโพสท์พั้งค์สุดเกรี้ยวกราดผสานแดนซ์ ฟั้งค์ อิเล็คโทรนิคและนิวเวฟเข้าด้วยกันชนิดสุดกลมกล่อม เก๋ไก๋และเปรี้ยวปราดมากๆเป็นแทร็คที่ประทับใจที่สุดสำหรับงานชุดนี้ สำหรับ Shove It (4.5/5) ส่วนตัวคิดว่าภาคการนำเสนอใกล้เคียงกับ M.I.A เพื่อนซี้เธอพอสมควรทีเดียว แด๊นซ์ฮอลล์ปะทะฮิพฮอพแร็พเจือสำเนียงFunk Carioca ละทินโซล เร็กเก้แบบที่เป็นซาวนด์เอกลักษณ์ของ M.I.A นั่นแหละ หากแต่ในเรื่องการแร็พออกมาไม่จัดจ้านเท่าแต่ตีตื้นตรงภาคดนตรีที่ประดิดประดอยออกมาได้มีมิติน่าค้นหาในแบบของซานติโกลด์เองจนต้องชม

Say Aha (4/5) อัลเทอเนทีฟแด๊นซ์ที่ยืนพื้นบนอินดี้ร็อคผสานแด๊นซ์-พั้งค์ก่อนจะไต่ระดับไปสู่ซินธิ์พ็อพ อิเล็คโทรตลอดจนแซมเพิ่ลกลิ่นอายอันทรงเสน่ห์จากความเป็นเรโทรด้วยนิวเวฟยุค80ได้อย่างเหนือชั้น ติดหูพอสมควร! ปิดท้ายรีวิวด้วย Creator Feat. Switch&Freq Nasty (5) ซิงเกิ้ลแรกที่เจิดจรัสด้วยการผสานความหลากหลายของนิวเวฟ อินดี้ อัลเทอเนทีฟ แด๊นซ์ฮอลล์และฮิพฮฮพเข้าสู่โครงสร้างยืนพื้นที่เป็นอิเล็คโทรนิคตึ๊บๆผสานยูเคการาจดั๊บสเต็ปสุดเปรี้ยวปราดได้อย่างมีชั้นเชิงสมศักดิ์ศรภาคเนื้อหาที่ร่ายถึงพรสวรรค์อันยิ่งยวดในฐานะผู้เนรมิตศิลปะและนวัตกรรมของเจ้าหล่อน หึหึหึหึ ได้ใจมากค่าาาาาาาา

สรุป

มาถึงตรงนี้แล้วบอกตรงๆว่ามองไปถึงแรงบันดาลใจที่คาดว่าจะส่งถึงงานของคริสทิน่าในอัลบั้มใหม่แล้วทำให้รู้สึกตื่นเต้นอยากฟังมากขึ้นไปอีกระดับ สรุปว่ามานั่งรีวิวแม่พวกนี้นี่ไม่ได้ช่วยบันทอนความอยากฟังที่สุมอยู่เต็มทรวงให้คลี่คลายไปด้วยดีอย่างใดแต่กลับทำให้อยากฟังมากขึ้นไปอีก เพราะจากศิลปินที่เป็นโปรดิวซ์เซอร์ของคริสทิน่าที่หยิบมารีวิว4ท่านนี่แต่ละคนมันการันตีให้เห็นภาพว่างานอีนี่ต้องออกมาเริ่ดแน่ๆ โอ๊ยยยย เมื่อไรจะปีหน้าวะคะ

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

M.I.A : Arular : 95%



M.I.A : Arular : 95%


ก่อนหน้านี้ได้รีวิวงานของหนึ่งในโปรดิวซเซอร์ของคริสทิน่าทั้ง Goldfrapp ที่ชนะโหวตและ Ladytron ที่อยากรีวิวเป็นการส่วนตัวลงบอร์ดชนิดเต็มๆไปแล้วน่ะค่ะ ส่วนตัวก็ดีใจที่แม้ว่าทั้งสองวงนี้จะเป็นศิลปินที่ค่อนขางรู้จักแค่ในวงแคบแต่การตอบรับจากผู้อ่านดีเกินคาดทีเดียวซึ่งก็เป็นไปตามคารดเช่นกันนะคะว่าจะมีรีเควสโปรดิวซ์เซอร์ท่านอื่นของอีติ๊ตามมาเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นเพราะดิฉันได้รับรีเควสท่านที่เหลือหมดทุกท่านเลยก็ต้องขอกราบเรียนตรงนี้ว่าคงไม่สามารถรีวิวให้หมดทุกคนได้เนื่องด้วยเวลาและอะไรหลายๆอย่างมันไม่เอื้ออำนวยน่ะค่ะอย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาว่างมากจริงๆอย่างวันนี้ก็จะทยอยลงให้อ่านกันตามที่ดิฉันสนใจนะคะ ซึ่งวันนี้เป็นคิวของ M.I.A ซึ่งเป็นโปรดิวซ์เซอร์อีติ๊ที่โดนร่อนรีเควสมาถามถึงมากที่สุดและส่วนตัวเท่าที่มองเธอคนนี้แล้วคิดว่าเป็นอีกท่านที่โดเด่นในระดับแนวหน้าจากบรรดาโปรดิวซ์เซอร์อีติ๊ทั้งหมดเลยทีเดียวและจากการที่ได้ฟังผลงานของเธอทั้ง2อัลบั้มแล้วคงต้องขอบอกว่า "แม่คนนี้นี่เปรี้ยวระดับเทพธิดาทีเดียว"


รูปแบบเพลง
สำหรับสาวพรสวรรค์สูงท่านนี้มีชื่อเต็มว่า Mathangi "Maya" Arulpragasam เป็นขาวอังกฤษเชื้อสายศรีลังที่นอกจากจะมีความสามารถอันหาตัวจับยากในด้านการร้องเพลง แต่งเพลงและโปรดิวซ์แล้วยังควบด้วยการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ นักเขียนตลอดจนกราฟฟิคดีไซน์เนอร์เก๋ๆให้งานตัวเองด้วยนะคะ (จะเก่งเกินคนไปมั้ยแม่นาง?) สำหรับงานที่หยิบขึ้นมารีวิวเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกชื่อ rular ที่วางขายช่วงต้นปี2005ซึ่งเป็นงานอัลเทอเนทีฟแดนซ์ซึ่งเน้นบทบาทส่วนใหย๋ไปที่ภาคของอิเล็คโทรนิก้า ดรัมส์แอนด์เบสส์ แดนซ์ฮอลล์และฮิพฮอพแร็พในระดับที่สูงผสานบนสรรพสำเนียง Funk Carioca หรือ ไบเล่ฟั้งค์ที่เป็นภาคดนตรีท้องถิ่นที่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมาจากโซนพวก "บราซิล" (อันนี้ไม่แน่ใจ) โดยจับมาปรุงแต้งให้มีความร่วมสมัยขึ้นโดยบูรณาการเข้ากับเทคโนและGrimeที่เป็นบริทิชิพฮอพแบบยูเคการาจผสานดั๊บสเต็ปตลอดจนคอนเทมโพลารีย์อาร์แอนดืบีและอิเล็คโทรแคลชได้อย่างลงตัว โดยภาคเนื้อหาเป็นการสะท้อนทัศนคติที่มีต่อสังคม การเมือง วัฒนธรรมตลอดจนเหตุการณ์ที่ทางครอบครัวเคยมีส่วนเข้าไปพัวพันกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมและสงครามการกวาดล้างกบฏจากรัฐบาลศรีลังกา


จุดด้อย

สำหรับเดียนคิดว่า "คงไม่มี" เนื่องจากเก๋ไก๋และสมบูรณ์แบบเพียงพอต่อความต้องการเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเพลงของเธอยังค่อนข้างเฉพาะทางคือไม่ได้เป็นที่นิยมในวงกว้างพอสมควรซึ่งลองคิดเล่นๆว่าถ้านำงานชุดนี้ไปเปิดให้บรรดาผู้ฟังเพลงที่ติดอยู่กับการบริโภคดนตรีในกระแสหลักฟังแล้วส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะสามารถเป็นที่ถูกใจได้กี่คนเพราะเอาจริงๆเพลงเธอก็ไม่ใช่จะเรียกว่าฟังง่ายซักเท่าไรหรอกนะคะ อีกประเด้นคือเสียงหล่อนซ่องแตกมากค่ะถ้าจะฟังให้มันเปรี้ยวมันก็โคตรจะจี๊ดดดดดแต่สำหรับคนที่เขารำคาญตคงจะมีไม่ใช่น้อยเช่นกันเนื่องจากมันกรี๊ดกร๊าดโหยหวนแทงประสาทเหลือเกิน หึหึหึหึ

แทร็คเด็ด

เปิดอัลบั้มได้อย่างสะเด็ดสะเด่าด้วย Pull Up The People (5) ที่จับสรรพสำเนียงของฮิพฮอพแร็พมาผสานเข้ากับแด๊นซ์ฮอลล์ก่อนจะตบอิเล็คโทรนิก้าเข้าไปคุมทิศทางได้อย่างลงตัวตามด้วยอาร์แอนด์บี เทคโน ฟั้งค์ขยำรวมกันอย่างกลมกล่อมภาพรวมออกมาเป็นอัลเทอเนทีฟแดีนซ์เริ่ดๆสุดร้อนแรงเข้าขั้น "ไพร่" (อันนี้ชมนะ) ที่ระเบิดทุกซ่องได้กระจุยเปยผุยผงเลยทีเดียว มาที่ Galang (4.5/5) และ Sunshowers (5) 2ซิงเกิ้ลแรกที่ส่วนตัวคิดว่าภาคการนำเสนอโดดเด่นและฉีกออกมาจากหลายๆแทร็คมากที่สุดโดยแทร็คแรกเปนยการหล่อหลอมดนตรีบอมบาพื้นเมืองให้เข้าสู่มิติใหม่แห่งทศวรรษ2000ด้วยการใส่บีทอิเล็คโทรนิค ทคโน ฟั้งค์เข้าไปประยุกต์ก่อนจะถ่ายทอดอย่างเก๋ไก๋บนท่วงทำนองของฮิพฮอพแร็พผสานแดนซ์ฮอลล์ติดเร็กเก้นิดๆเปรี้ยวสมศักดิ์ศรีซิงเกิ้ลแรก ในขณะที่แทร็คหลังพาคุณย้อนกลับเข้าสู่บรรยากาศของความเป็นพื้นเมืองจริงๆกับภาคดนตรีแด๊นซ์ฮอลล์ที่ติดกลิ่นของความเป็นจังเกิ้ลเสริมทัพด้วยลูกเล่นGrimeที่นำเสนอผ่านความเป็นยูเคการาจในแบบบริทิชฮิพฮอพ เร็กเก้และพ็อพก่อนจะหยอดบีทอิเล็คโทรนิคเข้าไปคุมเข้มได้อย่างเหนือชั้น เริ่ดมากกกกกกกกกก

Amazon (4/5) ทรงเสน่ห์บนสรรพสำเนียงของ Funk Carrioca ที่ถูกแปลงโฉมให้โฉบเฉี่ยวร่วมสมัยขึ้นโดยฮิพฮอพแร็พ แดนซ์ฮอลล์และอิเล็คโทรนิก้าแรงๆส่วนตัวฟังแล้วติดตรงที่อยากให้ใส่ความเป็นอิเล็คโทรนิคและคลับแด๊นซ์เข้าไปให้จัดจ้านกว่านี้รับรองได้เพลงอิเล็คโทรแคลชบนสรรพสำเนียงแด๊นซ์ฮอลล์ที่เปรี้ยวปราดมากๆแน่ ต้องชมว่าเก๋าเพราะมีน้อยคนที่จะทำออกมาได้ เอ่อ ..... ขนาดนี้ (เน้นว่างานชุดนี้ต้องฟังเองจะเห็นภาพว่าแรงจริง) ปิดท้ายด้วยแทร็คที่ชอบที่สุด 10 Dollar (5) อัลเทอเนมีฟแด๊นซ์ที่โดเด่นบนท่วงทำนองอิเล็คโทรนิคคลับแด๊นซ์จัดๆผสานเทคโน ฮิฮอพดรัมส์แอนด์เบสส์ แร้พตลอดจนยูเคการาจดั๊บสเต็พสุดพลังแค่ดนตรีก็เริ่ดพอแล้วแต่พอฟังเสียงหล่อนนี่ต้อง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเสียงแร็พของหล่อนนี่มันช่างซ่องแตกเหลือร้ายอะไรขนาดนี้ฟังแล้วหนาวเลยฮ่ะ หึหึหึ ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆอีนี่ย์

สรุป

เธอเปรี้ยว เก๋และแรงจริงๆผู้หญิงคนนี้ฟังแล้วขอคารวะ ส่วนสรรพคุณจะเป็นอย่างไรแนะนำให้ไปลองหาซื้อหาโหลดมาฟังกันเอาเองเพราะต่อให้เดี๊ยนบรรยายซะสวยหรูขนาดไหนภาพมันก็ไม่ชัดเท่าได้ลิ้มลองนะคะ ระวังหยุดเต้นไม่ได้แล้วกันเพราะเพลงชีประสาทแดกมาก หนู ช๊อบบบบบบบบบบบบบบบ ชอบบบบบบบ ค่า

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Ladytron : Velocifero : 85%


Ladytron : Velocifero : 85%

ก่อนอื่นต้องขอบอกนะคะว่าศิลปินวงนี้เป็นวงที่รู้สึกว่า "การกลับมาเยี่ยมบอร์ดครั้งนี้จะต้องเขียนถึงงานของทางวงให้ได้" ซึ่งไม่ใช่เพรนาะว่าเป็นแฟนคลับหรือนับถือในผลงานกันมาแต่ชาติปางไหนนะคะ ต้องขอสารภาพว่าไม่เคยฟังหรือรู้จักมาก่อนเลยด้วยซ้ำแต่หลังจากช่วงที่ลาบอร์ดไปและได้รู้มาว่าวงนี้ได้ร่วมเป็นหนึ่งในโปรดิวซ์เซอร์งานชุดใหม่ของ คริสทิน่า อากิเลร่า ด้วยก็เลยเกิดความรู้สึกที่อยากจะรีวิวงานของวงนี้เป็นพิเศษทีเดียวเพราะส่วนตัวรู้สึกว่า เอ่อ ดนตรีของพวกเะอน่าจะมีอะไรที่เชื่อมไปสู่แนวทางของคริสทิน่าในงานชุดใหม่ได้ ซึ่งมันก็อาจจะเป้นเหมือนเซ้นส์ของนักรีวิวอ่ะนะคะเพราะหลังจากนั้นไม่นานก็ได้อ่าน2-3ข่าวที่หลุดออกมาว่า "ทิศทางดนตรีในงานชุดใหม่ของอีติ๊จะมีความเป็นเลดี้ทรอนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว" (เครดิตบอร์ดคริสทิน่าไทยแลนด์) ซึ่งผลของงานอีติ๊จะเป็นอย่างไรก็ยังคงล่องลอยกันต่อไปหากแต่ต้องขอบคุณหล่อนมากๆนะคะที่แนะนำวงนี้ให้น้องสาวรู้จักนะคะเพราะว่า เก๋มากๆทีเดียว หึหึหึหึ

รูปแบบเพลง

สำหรับ Velocifero เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่4ซึ่งเป็นงานชุดล่าสุดจากทางวงที่วางขายเมื่อปี2008 โดยสไตล์โดยรวมยังคงยืนพื้นอยู่ที่อินดี้อิเล็คโทรพ้อพที่ผสานซินธิ์พ็อพ นิวเวฟ ไซคลีเดลิก เรโทรและแกลมร็อคตลอดจนไต่ระดับไปหนักหน่วงในขั้นอิเล็คโทรแคลชเช่นเดียวกับทิศทางของงานชุดที่ผ่านๆมา ต่างกันตรงที่งานชุดนี้จะมีความเป็น เอ่อ พ็อพมากขึ้นกว่าชุดก่อนๆที่จะมาแบบอินดี้กว่านี้โดยทิศทางของการนำเสนอดนตรียังคงรักษาบีทที่หนัก แรงและเร็วดังที่เป็นเอกลักษณ์ของทางวงโดยปรับแต่งให้ซาวนด์ดนตรีมีความล้ำยุคในระดับของนิยามซาวนด์แห่งอนาคตตลอดจนใส่ความเป็นแฟชั่นเข้ามาเสริมทัพในตัวงานในระดับที่สูงมากๆเลยทีเดียว บทสรุปก็คือเก๋ไงคะต้องลองฟัง

จุดด้อย

จะว่าเก๋มากๆก็ใช่หากแต่ด้วยความที่ภาคดนตรีในอัลบั้มมีเอกภาพที่สูงเสียดฟ้ามากๆมองในแง่ร้ายสำหรับผู้บริโภคที่นิยมความหลากหลายเยี่ยงดิฉันอาจจะไม่ปลื้มในจุดที่ไม่ค่อยมีความแตกต่างหลากหลายให้เป็นที่แปลกใจเท่าที่ควรเพราะออกแนวเวียนไปวนมากับภาคดนตรีเดิมๆตลอดทั้งอัลบั้ม แต่จะว่าไปมองในแง่ของอิเล็คโทรนิคการทำอัลบั้มประมาณนี้ก็นับเป็นวัฒนธรรมที่ศิลปินหลายท่านปฏิบัติกันมายาวนานพอสมควรนะคะมองแง่ของความสมบูรณ์แบบด้านเอกภาพแล้วก็ต้องยอมรับว่าเริ่ดเอาการเลยทีเดียว


แทร็คเด็ด

เด็ดตั้งแต่ประเดิมฤกษ์ด้วย Blackcat (4.5/5) แทร็คเปิดอัลบั้มที่เป็นภาษษบัลแกเรียซึ่งภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรนิคที่หนักหน่วงในระดับอิเล็คโทรแคลชที่เจิดจรัสบนซินธิไซเซอร์ตึ๊บๆเฟี้ยวฟ้าวรวมร่างกับอิเล็คโทรนิคแดนซ์และอินดี้ร็อคส่วนตัวแอบขัดใจที่พวกแม่คุณล่ออินโทรกันซะยาวรากเลือดไปนิดแต่ฟังไปฟังมาก็มันส์ดีเหมือนกันตลอดจนประทับใจสรรพสำเนียงการร้องที่ดีไซน์กันได้อย่างเก๋ไก๋ ลึกลับทรงเสน่ห์ประหนึ่งกำลังร่ายมนตร์ดำสะกดผู้ฟัง เจ้าค่าทาทาขอบอกว่ามันเจิดดดด! ตามมาด้วย Ghosts (4.5/5) แทร็คติดกันที่เป้นอินดี้อิเล็คโทรแดนซ์-พ็อพบีทหนักหน่วงผสานแกลมร็อคเข้ากับซินธิ์พ็อพและนิวเวฟช่วงยุค80สุดทรงพลังร้อนแรงหากแต่ก็สามารถหลอมรวมเข้ากับสรรพสำเนียงการร้องที่เย็นยะเยือกได้อย่างลงตัวน่าพิศวงทีเดียว ส่วนตัวฟังแล้วนึกถึงงานของ Goldfrapp ช่วงยุค Black Cherry ตึ๊บและอินดี้ประมาณนี้แหละหากแต่ติดที่ความเป็นเรโทรและนิวเวฟน้อยกว่าตลอดจนเป็นอิเล็คโทรแกลมมากกว่า มาที่ Predict The Day (4/5) ที่เป็นอินดี้อิเล็คโทรพ็อพผสานซินธิ์และลูกเล่นของความร่วมสมัยในแบบฉบับคลับแด๊นซ์เริดๆได้อย่างมีชั้นเชิง ค่อนข้างพ็อพและติดหูเป็นอันดับต้นๆของงานชุดนี้ทีเดียว

สำหรับหนึ่งในแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดคงหนีไม่พ้น Deep Blue (5) ที่ภาคดนตรีล่อวะยุคอนาคตจัดๆด้วยความเป็นอิเล็คโทรแคลชเท่ห์ๆเกรี้ยวกราดผสานท่วงทำนองของดิสโก้และซาวนด์เทคโนช่วงยุค90ที่นำกลับมาชุบชีวิตให้โลดแล่นอีกครั้งบนโลกแห่งเสียงดนตรียุคมิลเลเนียมได้อย่างน่าประทับใจไม่ต้องอะไรมากเจอแค่เสียงซินธิไซเซอร์ในเพลงนี้ก็อลังการซะจนคนฟังแถบจะสลบไปตามๆกัน สลับมาฟังเพลงช้าใน Kletva (4/5) อีกหนึ่งแทร็คที่เป็นภาษาบัลแกเรียซึ่งคัฟเวอร์มาจาก Kivil Marichkova ศิลปินชาวบัลแกเรีย ตัวเพลงเป็นอินดี้อิเล็คโทรพ็อพบัลลาดที่ดำเนินเรื่องเคียงคู่ไปกับบีทไซคลีเดลิก ออร์แกนและซินธิไซเซอร์ได้อย่างลงตัว เพราะดี! ปิดท้ายกับแทร็คที่ชอบที่สุดตลอดกาลของเลดี้ทรอนกับ Runaway (5) อิเล็คโทรพ็อพแดนซ์ที่ผสานมนตร์เสน่ห์ของกลิ่นอายเรโทรหอมหวานจากซินธิไซเวอร์และนิวเวฟที่ปรุงแต่งอิทธิพลมาจากภาคการนำเสนอเพลงเต้นรำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงยุค80 ตัวเพลงเพราะติดหูและแฟชั่นมากๆส่วนตัวขอยกให้เป็นหนึ่งในแทร็คมาสเตอร์พีซตลอดกาลของเลดี้ทรอนเลยทีเดียว

สรุป


สรุปว่าวงนี้ "เก๋และเจ๋งจริงๆ" ส่วนตัวฟังแล้วก็ประทับใจในวิสัยทัศน์ของคุณนายคริสทิน่านะคะ (หล่อนมาไงอีกวะคะเนี่ย หึหึหึหึ) ที่เลือกมืออิเล็คโทรนิคระดับนี้มาโปรดิวซ์งานให้จากตอนแรกๆที่แบบ เอ่อ ใครอ่ะไม่เคยได้ยินชื่อจะไว้ใจได้เหรอคะแต่พอมาไล่ฟังงานของวงนี้แล้วต้องสารภาพตามตรงว่าเปลี่ยนความคิดชนิดกลับตารปัตรไปเลย เหลืออยู่อย่างเดียวที่สงสัยคือพอมาลงเอยกับหล่อนแล้วจะออกมาในระดับไหนแค่นั้น เพราะฉะนั้นอัลบั้มหล่อนนะรีบๆออกมาซะทีนะคะกูจะซื้อเงินที่เก็บรอมาเป็นปีจะบูดแล้วเนี่ย (อ้าว! ได้ข่าวว่านี่ดิฉันรีวิวอัลบั้มเลดี้ทรอนอยู่นี่คะ ไหงไปลงเอยด้วยดีกับอีติ๊ชนิดน้ำขุ่นๆได้น้อ หึหึหึหึ)

Goldfrapp : Supernature : 92%



Goldfrapp : Supernature : 92%

รีวิวชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระทู้คาดการณ์งานชุด Light&Darkness ของคุณนายคริสทิน่า อากิเลร่าที่ดิฉันขอคุณพี่สตาฟปักหมุดไว้อัพเดทเรื่อยๆเท่าที่จะคิดได้ชนิดไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าอีติ๊มันจะคายงานออกมาเสียทีนะคะ เรื่องของเรื่องคือเพื่อนสาวกลุ่มเดี๊ยนไม่รู้นึกครื้นเครงอะไรขึ้นมาจู่ๆก็เข้ามาอ่านกระทู้ที่ว่าชนิดยกกลุ่มเลยทีเดียว มีทั้งเข้ามาเพราะเป็นหน้ามาาประจำนังแนส สนใจเฉพาะอีติ๊ตลอดจนเข้ามาหาเพลงฟังเล่นแก้กลุ้มอย่างไรก็ตามส่วนตัวดีใจนะคะที่กระทู้แก้เซ็งธรรมดาๆกระทู้นี้ก็สามารถเป็นที่กรี๊ดกร๊าดดดดดดของพวกหล่อนๆได้ ไอ้เราก็หลงดีใจนึกว่าคนอ่านเป็นพันจริงๆที่ไหนได้มีสามนางเข้ามาสารภาพว่า "ช่วงแรกๆกูเขาไปฟังเพลงกระทู้อีติ๊มึงวันละร่วมสิบรอบ" ต๊ายยยยยยย หึหึหึหึ สำหรับรีวิวชิ้นนี้เป็นรีวิวของผู้ชนะการโหวตในมีตติ้งกลุ่มที่ผ่านมาในฐานะโปรดิวซ์เซอร์ของคริสทิน่าที่สาวๆในกลุ่มเดี๊ยนสนใจอยากจะอ่านรีวิวอัลบั้มเต็มๆมากที่สุด ซึ่งก็เป็นไปตามคาดนะคะว่า Goldfrapp ชนะโหวตนี้ไปชนิดเรียกได้ว่าขาดลอยทีเดียวซึ่งส่วนตัวก็ไม่แปลกใจเท่าไรเนื่องจากเครดิตในเรื่องของการเป็นที่นิยมในวงกว้าง ชั่วโมงบินในวงการตลอดจนชื่อชั้นบารมีแล้วนับว่าปฏิเสธกันไม่ลงทีเดียวว่าวงนี้ออกจะเหนือระดับ โดเดนและทรงพลังกว่าโปรดิวซ์เซอร์ท่านอื่นๆที่มาร่วมงานกับติ๊เลยทีเดียว

รูปแบบเพลง

สำหรับท่านผู้อ่านที่เคยเขียนมาถามว่า "Goldfrapp คือใครเอ่ย?" ก็วงนี้เป็นวงดนตรีอิเล็คโทรนิคจากลอนดอนที่ฟอร์มวงขึ้นช่วงปี1999 จกการรวมพลังกันระหว่างนางพญาอิเล็คโทรนิคสุดเปรี้ยวอย่างอลิสัน โกลด์แฟร็ปนักร้องนำและวิล เกรกอรีย์มือซินธิไซเซอร์ระดับพระกาฬประจำวง ซึ่งวงนี้ก็เริ่มสร้างชื่อในหมูนักวิจารณ์ดนตรีตั้งแต่งานชุด Felt Moutain สตูดิโออัลบั้มชุดแรกเมื่อปี2000ที่ภาคดนตรีเป็นอิเล็คโทรแอมเบี้ยนท์จัดๆก่อนจะไต่ระดับมาตีความเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้นในงานชุด Black Cherry อัลบั้มถัดมาก่อนจะประสบความสำเร็จสุดๆใน Suernature ที่เลือกมารีวิวด้วยความที่สามารถขยับชื่อของพวกเขาให้มาเจิดจรัสกระชากความสนใจจากทุกสายตาในอาณาจักรดนตรีสากลและโลกแห่งเสียงเพลงเต้นรำจากการนำเสนอภาคดนตรีได้อย่างเก๋ไก๋บนพื้นฐานของความเป้นอิเล็คโทรนิคจัดๆผสานคลับแด๊นซ์ ยูโร ทริพฮอพและดิสโก้ตลอดจนหยอดลูกเล่นของควมเป็นซินธิ์พ็อพ แกลมร็อคและนิวเวฟสู่บีทดิสโก้ตึ๊บๆและอิเล็คโทรแกลมแรงๆจนกลายร่างสู่วัฒนธรรมอันเกรี้ยวกราดของอิเล็คโทรแคลชอย่างที่ได้ยินกันใน Black Cherry ตลอดจนการร่ายมนตร์เสน่ห์ของแอมเบี้ยนท์ที่ยังคงสืบทอดอิทธิพลมาอย่างเจือจางจากงานชุดแรกหากแต่ถูกพัฒนาให้พ็อพและเข้าถึงง่ายมากขึ้นในงานชุดนี้ สิริรวมเป็นงานอิเล็คโทรพ็อพสุดเปรี้ยวล้ำ แฟชั่นและหรูหราสมบูรณ์แบบจนได้รับการลงความเห็นจากผู้ฟังหลายเสียงว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของทางวงทีเดียว

จุดด้อย

แต่สำหรับดิฉันดันโชคร้ายที่เกิดมาไม่ได้รับพรสวรรค์สำหรับใช้ผูกมิตรกับดนตรีอิเล็คโทรนิคมากมายเท่าใดนักซึ่งด้วยความที่ไม่ถนัดและไม่คุ้นเคยเป็นการส่วนตัวมากมายนักกับดนตรีแนวนี้ก้อาจจะทำให้เข้าไม่ถึงจุด "เก๋ๆ" บางจุดที่ศิลปินต้องการสื่อรวมถึงอาจจะตีความแทร็คบางแทร็คไปในทิศทางที่ตัวเองเคยชินชนิดที่เรียกว่าเล่นหลอมใหม่บัญญัติความเข้าใจไปเองจนถ้าตัวศิลปินมารู้อาจจะมีงงประมาณว่า "เอ๊ะ อีนี่นี่มันไม่ใช่ที่ฉันต้องการสื่อเลยนะ" ส่วนตัวก็จะพยายามให้ดีที่สุดที่จะพัฒนาควมสามารถตัวเองในการรีวิวดนตรีสายนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆนะคะ นอกจากนี้ดันซวยที่เดียนดันไปฟังสองงานแรกเทียบกับงานชุดนี้ก่อนซึ่งมาเหนือระดับกว่าในแง่ของความแรง เข้มข้น ดิบและตึ๊บชนิดที่คนฟังมึนกันไปข้างทีเดียวเลยกลายเป็นที่เขาว่ามาสเตอร์พีซๆเนี่ยมันดันไม่ถึงระดับนั้นสำหรับดิฉันไปอย่างน่าเศร้า เหอๆๆๆๆๆ ไม่ถนัดอิเล็คโทรนิคก็จริงๆแต่เซ้นส์ทางดนตรีในฐานะนักวิจารณ์เพลง7ปีมันฝังลึกอยู่ในตัวนี่คะ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่หยิบงานชุดนี้ขึ้นมารีวิวทั้งๆที่ชอบน้อยกว่าเพราะส่วนตัวคิดว่าฟังง่ายและค่อนข้างสะดวกต่อการรีวิวมากๆตลอดจนคิดว่าเป็นงานที่รู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าน่าจะส่งอิทธิพลในงานชุดหน้าของคริสทิน่าเท่าที่ควรว่าแล้วก็๋เลยขอหยิบมารีวิวด้วยหลายเหตุผลดังกล่าว หึหึหึหึ

แทร็คเด็ด

เริ่มต้นด้วยเพลงเก่งอย่าง Ooh la la (4.5/5) ซิงเกิ้ลสุดฮิพในแบบฉบับอิเล็คโทรแกลมสวยหรูที่ยืนพื้นบนโครงสร้างของแดนซ์พ็อพอิเล็คโทรนิคที่ผสานท่วงทำนองของแกลมร็อค ยูโรและตลอดจนอิทธิพลของความเป็นโพสท์ดิสโก้โดยใส่ซินธิ์พ็อพผสานเขากับริฟฟ์กีตาร์ไฟฟ้าวิ่งว่อนกันสนุกสนานทำเก๋ทั้งเพลงประกอบกับท่อนคอรัสเก๋ๆที่หลอนติดหูสุดๆส่งผลให้แทร็คนี้เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของทางวงเลยทีเดียวซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะได้อันดับ4บนฝั่งยูเคและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ปีที่49ในสาขา Best Dance Recording ด้วย เริ่ด!!!! ต่อด้วย Ride A White Horse (5) ซิงเกิ้ลที่สามที่เจิดจรัสด้วยการร่ายมนตร์เสน่ห์บนบีทอิเล็คโทรนิคที่หนักหน่วงเข้มข้นขึ้นอีกหลายระดับพร้อมกับหยอดท่วงทำนองของความเป็นคลับแด๊นซ์ แอมเบี้ยนท์และดิสโก้เข้าไปยกระดับได้อย่างลงตัว บทสรุปออกมาเป็นอิเลคโทรนิคแดนซ์เปรี้ยวล้ำหรูหราสุดบรเจิดที่ทรงพลังทั้งในแง่ของความสวยงามจากวาทะศิลป์และบรรยากาศแวดล้อมของดนตรีที่เนรมิตออกมาได้อย่างสุดอัศจรรย์ มาที่ Fly Me Away (5) ที่เคยรีวิวไปในกระทู้รีวิวซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้สลับอารมณ์จากอิเล็คโทรเต้นรำผสานบีทดิสโก้หนักหน่วงจากสองเพลงข้างต้นสู่ห้วงของมิดเทมโพอิเล็คโทรพ็อพบัลลาดลอยๆที่หลอมเอาวิญญาณซินธิไซเซอร์รวมร่างเข้ากับเสน่ห์ของเครื่องสายออเครสตร้าได้อย่างลงตัวก็จะถ่ายทอดคลอเคลียไปกับสรรพสำเนียงหลอนๆลอยละล่องกับมนตร์เสน่ห์ของท่วงทนองแอมเบี้ยนท์สวยๆที่จะพาคุณหลุดไปยังอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความฝัน จินตนาการและความลึกลับที่สุดแสนจะงดงามน่าแสวงหา เพราะมากเลยทีเดียว

Lovely 2 C U (4.5/5) อีกหนึ่งอิเล็คโทรแกลมเริ่ดๆที่โดดเด่นด้วยการจับเอาแกลมร็อค นิวเวฟ อินดี้และซินธิ์พ็อพเข้าไปประสานวิญญาณกับอิเล็คโทรนิคแดนซ์แรงๆ ผลลัพธ์ออกมาเป็นอิเล็คโทรแคลชอ่อนๆหากแต่เปรี้ยวและทรงพลังมากๆส่วนตัวฟังแล้วแอบคิดถึงมาดอนน่าช่วงยุค80ในแบบฉบับที่หนักหน่วงกว่าประมาณอีกสามช่วงตัว เก๋ไก๋มากๆ ส่งท้ายรีวิวด้วย Koko (5) อีกหนึ่งในแทร็คที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดของงานชุดนี้ด้วยภาคเนื้อหาที่บรรจงแต่งออกมาได้อย่างสวงามทรงวาทะศิลป์ในระดับกวีอิเล็คโทรนิคถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจในแบบแอมเบี้ยนท์ตลอดจนสรรพสำเนียงทริพฮอพที่หลอมรวมเข้ากับอิเล็คโทรแคลชได้อย่างน่าประทับใจ กรี๊ดดดดดดๆๆๆๆแฟชั่นมากๆฮ่ะ ฟังแล้วรู้เลยว่านิยามของแดนมหัศจรรย์ที่รังสรรค์ด้วยดนตรีเป็นอย่างไร
สรุป

แม้ว่าจะชอบน้อยกว่าสองงานก่อนหน้านี้หากแต่ต้องขอชมที่ Goldfrapp สามารถที่จะรักษษมาจรฐานทางดนตรีอันสูงส่งของทางวงได้อย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ไม่มีทำให้ผิดหวัง งานดนตรีของวงนี้สร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกเริ่มเช่นไรวินาทีนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น คือ ดินแดนเหนือจินตนาการแห่งโลกดนตรีที่สวยงามประดุจเนรมิตขึ้นมาจากเวทย์มนตร์ ถ้าจะหาคำจัดความ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Prince : Musicology: 95%


Prince : Musicology : 95%

ถ้าถามถึง "พริ๊นซ์" นี่คงต้องตอบตามตรงเลยนะคะว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ไม่ค่อยจะอยู่ในสารบบการเสพย์ดนตรีของแนสทิน่าเท่าไร ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเขาทำเพลงไม่ดีนะคะ "ทำเพลงโคตรดี" แต่ส่วนตัวไม่คลิกกันเท่าที่ควรก็แค่นั้นเอง อย่างไรก็ตามงานรีวิวช่วงหลังๆตั้งแต่กลับมาเยี่ยมบอร์ดนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะสบายๆตามใจตัวเองมากๆอยากจะเขียนถึงใครก็เขียนไม่จำกัดแนวว่าจะต้องพ็อพเป็นที่รู้จักมากมายและคนต้องอ่านเยอะรวมถึงอยากจะพูดถึงอะไรกว้างๆที่ตัวเองไม่เคยพูดถึงและไม่ค่อยมีใครอยากจะพูดถึงในหมุ่มากเท่าไร สิ่งเดียวที่ต้องการคือ "งานดนตรีที่หยิบมาพูดจะต้องเจ๋ง ทรงคุณภาพและควรค่าพอที่จะเสียเวลาหยิบขึ้นมาพิมพ์เพื่อนำเสนอในสังคมผู้บริโภคดนตรีพ็อพ" เมื่อนึกถึงนิยามตรงนี้แล้วปฏิเสธไม่ลงว่าถ้าไม่ลองเขียนถึง "พริ๊นซ์" สักครั้งนี่คอนเส็ปท์ดังกล่าวจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบถึงขีดสุดแน่ๆเนื่องจากเขาคนนี้เป็นคนที่สะท้อนคำตอบของนิยามดังกล่าวออกมาได้ชัดเจนที่สุด
รูปแบบเพลง

สำหรับงานที่หยิบขึ้นมารีวิวคือ Musicology สตูดิโออัลบั้มที่วางขายช่วงปี2004ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่งานของพริ๊นซ์ที่เดี๊ยนได้ติดตามนะคะรวมถึงเป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่ส่วนตัวคิดว่าผู้ฟังทุกระดับจะสามารถทำความเข้าใจไปกับสาส์นทางดนตรีที่ตัวศิลปินสื่อได้ไม่ยากนัก ด้วยความที่เคยได้ยินกิตติศัพท์จากงานหลายชุดก่อนหน้านี้ของคุณพริ๊นซ์ขาว่าฟังยากจนระทึก บ้าพลังและมากมายจนจำกัดแนวให้สิงสถิตย์แถบไม่ได้ ในขณะที่งานชุดนี้เป็นการเรียนรู้จากข้อบกพร่องในอดีตโดยการลดอีโก้ที่เน้นเพียงแต่จะทำดนตรีเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเพียงอย่าเดียวสู่การขยับเขาสู่ความพอดีมากขึ้นโดยขัดเกลาความดิบ กร้าวและล้ำจนเกินพอดีให้ออกมาละเมียดละไมและเห็นใจผู้ฟังมากขึ้นในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาความเปรี้ยวแรงและเก๋ในแบบฉบับที่พริ๊นซ์คนเดียวทำได้ในโลกนี้ไว้เอาใจแฟนๆได้อย่างครบถ้วนตลอดจนการนำเสนอภาคดนตรีที่เป็นมิตรต่ออุปสงค์ของตลาดกระแสหลักมากขึ้นโดยตีกรอบการเล่นไว้บนความเป็นโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลอาร์แอนด์บีที่บีบควมเป็นพ็อพเข้าไปสูงโด่พอๆกับความเป็นเออร์บันที่มอบบทบาทให้แก่ฟั้งค์ อาร์แอนด์บีและโซลเป็นตัวแสดงเอกเสริมทัพด้วยร็อค แจ๊ซซ์ บลูส์ กอสเพล ไควเอทสตอร์มตลอดจนซาวนด์ร่วมสมัยอย่างแร็พ ฮิพฮอพและชิลล์เอ๊าท์ยันไต่ระดับไปเล่นกับการนำเสนอบนธรรมเนียมของเมโลดิคโพรเกรสซีฟก็มีมาใหเเห็น แหมๆๆๆๆๆ ขนาดตีกรอบไว้แล้วพ่อคุณยังล่อซะครบเครื่องเชียวนะคะ

จุดด้อย

ด้วยความที่ดิฉันไม่ค่อยรู้ข้อมูลอะไรของคุณพริ๊นซ์ตลอดจนสร้างภูมิต้านทานกับงานดนตรีของคุณเธอไว้น้อยมากๆจำได้ว่าตอนฟังงานชุดนี้ครั้งแรกนี่รู้สึกว่า "แม่ง มันฟังยากจริงๆนะคะ" แต่พอรอบที่สองผ่านไปแล้วปฏิเสธไม่ลงทีเดียวว่าไอ้ที่เขาล่ำลือกันว่าเจ๋งๆๆๆๆนักหนาอ่ะ "แม่ง เจ๋งจริงๆว่ะ" เพียงแต่ต้องสารภาพเป็นการส่วนตัวนะคะว่าบางส่วนของคุณพี่นี่คุณน้องนั่งฟังมาสามปีแล้วก็ยังเข้ากันไม่ได้อยู่ดี หึหึหึหึหึ แต่งานดีจริงๆคะ
แทร็คเด็ด

ประเดิมด้วยไทเทิ่ลแทร็คอย่าง Musicology (5) ที่ส่วนตัวขอชมในฐานะที่หยิบมาวางเป็นแทร็คเปิดงานสวยๆได้อย่างมีสีสันตลอดจนตัดเป็นซิงเกิ้ลแรกที่สามารถกระชากความสนใจจากทุกสายตาในแวดวงอุตสาหกรรมดนตรีได้อย่างเหนือชั้นในเวลาเดียวกัน ตัวเพลงบีบความเป็นพ็อพเข้าไปเสริมเสน่ห์ให้ภาคของโอลด์สคูลฟั้งค์โซลอาร์แอนด์บียุค70จัดๆตามแบบฉบับของเจมส์ บราวน์ให้กลับมามีลมหายใจโลดเแล่นบนโลกแห่งเสียงดนตรีแห่งยุคโลกาภิวัฒน์ได้อย่างเหนือชั้นอีกครั้ง ตบด้วยการไล่ระดับลูกเล่นของความเป็นเออร์บันตั้งแต่บลูส์ สวิง บิ๊กแบนด์ตลอดจนปิดท้ายด้วยอะแค็พเพลล่าและแซมเพิ่ลบรรดางานเก่าๆของตัวเองได้อย่างสง่างาม ส่วนตัวฟังแล้วขอบอกว่า "ทึ่ง" เนื่องจากชั้นเชิงในการเรียบเรียงดนตรีของพ่อคุณนี่แม่งโคตรเหลือร้ายเลยจริงๆ เริ่ด! สำหรับ Illusion,Coma,Pimp&Circumstance (4.5/5) ซึ่งเป็นแทร็คถัดไปก็สามารถหยิบเอาสรรพสำเนียงสุดเซ็กซี่ของสแปนนิชละทินโซลมาหลอมเข้ากับลูกเล่นการแร็พบนบีทโอลด์สคูลอาร์แอนด์บีฮิพฮอพล้ำที่ถ่ายทอดเคียงคู่กับความเป็นฟั้งค์กี้ย์ ดิสโก้ตลอดจนแดนซ์-พ็อพอ่อนๆได้อย่างลงตัว แอบประทับใจภาคเนื้อหาที่เสียดสีชีวิตรัก เซ็กส์ ความลุ่มหลงในภาพลักษณ์และมายา อำนาจเงินตราตลอดจนการยินดีลดศักดิ์ศรีความเป็นคนเพื่อการเอาชีวิตอยู่รอดนับว่าเป็นตลกร้ายที่เป็นเสน่ห์อันเอกอุซึ่งพริ๊นซ์คนนี้ทำออกมาได้อย่างเจ็บแสบเสมอมา มาที่ Cinnamon Girl(3.5/5) โอลด์สคูลพ็อพร็อคเรียบๆง่ายๆที่ตบด้วยเบสส์ฟั้งค์ยุค70เชยลากสุดเสร่อหากแต่ผลลัพธ์ออกมาดูดีจนไม่น่าเชื่อ แม้ว่าจะไม่ใช่เพลงที่เปรี้ยวเก๋ ล้ำลึกและโดดเด่นเหนือมนุษย์อย่างที่พริ๊นซ์ชอบทำแต่เพราะติดหูมากๆเจ้าค่ะขอยืนยัน ฟังง่ายที้สุดในงานชุดนี้แล้วล่ะค่ะดิฉันว่า หึหึหึหึ

Life 'O' The Party (5) มีทีเด็ดที่ท่อนครัสเพราะติดหูมากๆเช่นเดียวกับความร่วมสมัยในตัวที่ต่อให้นับจากนี้อีก20ปีมาเปิดก็ยังคงความคลาสสิคเหนือกาลเวลาไม่มีทางเชยด้วยฝีมือการเรียบเรียงดนตรีที่ประณีตระดับพระกาฬตั้งแต่การยืนพื้นบนโอลด์สคูลพ็อพอารืแอนด์บีผสานจังหวะเต้นรำอ่อนๆก่อนจะไต่ระดับไปเล่นกับคอนเทมโพลารีย์ ชิลล์แจ๊ซซ์ ฟั้งค์โซลตลอดจนพ็อพแร็พซึ่งท้ายเพลงเราจะได้เห็นคุณพริ๊นซ์แสดงฝีมือแร็พไปแดกเอาป๋าไมค์เข้าคำโตได้อย่างอลังการ หึหึหึหึ สลับมาฟังในส่วนของบัลลาดกันบ้างกับ Call My Name (5) และ On TheCouch (4.5/5) โดยแทร็คแรกถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชนะแกรมมี่สาขา Best Male R&B Vocal Performance ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นคอนเทมโพลารีย์พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานแจีซซ์เล้าจ์นพลิ้วๆและอารมณ์ไควเอทสตอร์มโซลฟูลอาร์แอนด์บีดิใๆตลบอบอวน ฟังพริ๊นซ์ร้องเพลงนี้แล้วขนลุกเพราะว่ามันเพราะมากๆ ส่วนแทร็คหลังนี่ถูกจับยัดเป็นบีไซด์ในซิงเกิ้ลแรกด้วยนะคะ ภาคดนตรีเป็นโอลด์สคูลคอนเทมโพลารีย์เพียวโซลบัลลาดยุค50-70ผสานลูกเล่นสมูธแจ๊ซซ์ บลูส์และการใช้ำน้ำเสียงแบบฟัลเซ็ทโทได้อย่างมีชั้นเชิง เริ่ด! ส่งท้ายด้วย Dear Mr. Man (5) บลูส์โซลอาร์แอนด์บีผสานฟั้งค์ แจ๊ซซ์และบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮอพเท่ห์ๆตลอดจนภาคเนื้อหาสุดทรงพลังในแบบกอสเพลที่เป้นการตั้งคำถามถึงมนุษยชาติ ศรัทธา จิตวิญญาณ ศาสนา การเมืองตลอดจนกับดักของความยากจนได้อย่างเหนือชั้น ส่วนตัวฟังแล้วคิดถึงงานของ มาร์วิน เกย์ จัง

สรุป

ฟังแล้วก็ต้องขอบอกว่าเห็นด้วยกับบรรดาแฟนเพลงและนักวิจารณ์หลายๆสำนักที่ยกให้งานชุดนี้เป็นงานที่ดีที่สุดและประสบความสำเร็จที่สุดของพริ๊นซ์นับตั้งแต่ที่เคยทำได้กับงานชุด Diamonds And Pearls เมื่อปี1991 เลยทีเดียว นับว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เรียกได้ว่าหวนคืนสู่บัลลังก์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี